สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หารือประเด็นปัญหาอ้อยในหลายมิติ ทั้งด้านราคาที่ตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และปัญหาการขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อยที่ทำให้เกษตรกรขาดสิทธิประโยชน์ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นโดยเรียกร้องให้รัฐเพิ่มวงเงินช่วยเหลือและจัดเก็บภาษีน้ำตาลเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน และระยะยาวด้วยการผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากอ้อยทุกชนิด และเร่งร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการต่อยอดผลิตภัณฑ์ชีวภาพและการผลิตเอทานอลอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการและฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องอ้อย กระผมกราบเรียนว่าเรื่องอ้อย อาจจะแตกต่างจากพืชทางการเกษตรชนิดอื่นนะครับ เพราะว่าอ้อยนั้นถือว่าเป็นพืชที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรมแตกต่างจากพืชชนิดอื่น จะเป็นความรับผิดชอบ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ้อยเป็นพืชที่มีกฎหมายรองรับ คือมีพระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๓๗ เป็นตัวที่กำกับระบบต่าง ๆ อยู่ และอ้อยเป็นพืชที่เกษตรกร เป็นผู้ปลูกอ้อย โรงงานน้ำตาลเป็นผู้ผลิตน้ำตาลจากอ้อยนั้นนำไปจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นำเงินที่ได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาแบ่งให้เกษตรกร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ให้โรงงานน้ำตาล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างที่อ้อยแตกต่างจากชนิดอื่น ประเทศไทยของเรานั้นปลูกอ้อยได้ปีละประมาณ ๑๑๐-๑๓๐ ล้านตัน อ้อยทั้งหมด ถูกนำไปผลิตเป็นน้ำตาลทรายนำไปจำหน่าย น้ำตาลทรายเราผลิตได้ประมาณปีละ ๑๔ ล้านตัน นำไปจำหน่ายในต่างประเทศ ๒.๖ ล้านตัน แล้วก็จำหน่ายในตลาดโลกอีก ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความแตกต่างที่ผมอยากกราบเรียนครับ อ้อยนั้นเนื่องจากมีปัญหาซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาเรื่องอ้อยต่าง ๆ นั้นต้องกราบเรียนว่าเราได้แบ่งปัญหาของอ้อยออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือปัญหาที่ส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ส่วนที่ ๒ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จากความต้องการมีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้และราคาของน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทรายครับ
สำหรับในปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลโดยตรงกับเกษตรกรนั้นก็แบ่งออกได้เป็น ราคาอ้อยตกต่ำ คือส่วนที่ ๑ ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำเป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ส่วนที่ ๒ ก็คือมาตรการไฟไหม้และรถตัดอ้อย เรียกว่าอ้อยไฟไหม้ ปีนี้จะเป็นปัญหาหนักสำหรับเกษตรกร เพราะว่าแรงงานต่าง ๆ ในการตัดอ้อยนั้นถ้าเป็น อ้อยสดจะหายากมาก เกษตรกรส่วนหนึ่งที่ผ่านมาก็จะมีการเผาอ้อย
ต่อไปอีกเรื่องหนึ่งก็คือต้นทุนการผลิตอ้อยเพิ่มสูงขึ้น นี่ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับ เกษตรกร การขนส่งอ้อยไปยังโรงงานก็มีปัญหาเพราะว่าอ้อยต่าง ๆ ที่ขนไปนั้นอาจจะต้อง สูงกว่ารถบรรทุกธรรมดา น้ำหนักอาจจะมาก แถมรถบรรทุกไปจอดรอไม่ใช่ไปถึงแล้วส่งอ้อยได้ ต้องจอดรอหลายวันทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น
อีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ว่าเกษตรกรได้ ๗๐ ส่วน โรงงานน้ำตาลได้ ๓๐ ส่วนนั้นยังมีข้อที่จะต้องพิจารณากันอีกต่อไป
อีกประการหนึ่ง คือปัญหาการขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อย ปกติแล้วชาวไร่อ้อยจะ ได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการช่วยเหลือของรัฐบาลก็ดี จากสมาคมชาวไร่อ้อยก็ดีจะต้อง เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อย ซึ่งขณะนี้ติดตามดูแล้วเกษตรกรจำนวนไม่น้อยปลูก อ้อย ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ แล้วไม่ไปขึ้นทะเบียนทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับเงินช่วยเหลือต่าง ๆ
สำหรับปัญหาที่มีผลกระทบกับปริมาณความต้องการใช้และราคาของ น้ำตาลทรายนั้น กราบเรียนว่าปัญหาก็คือมีการยกเลิกเรียกว่าโควตา ก หรือยกเลิกควบคุม การผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายในประเทศ จากเดิมที่มีการควบคุมมีการกำหนด มาโดยตลอดพอรัฐบาลชุดที่ผ่านมาประกาศยกเลิกโควตา ก ทำให้แต่ละโรงงานก็ผลิตน้ำตาล ออกมาแข่งกันขายราคาตกมีผลกับเกษตรกร
ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คืออ้อยล้นตลาดปีละ ๑๒๐-๑๓๐ ล้านตัน ถ้านำไป ผลิตน้ำตาลอย่างเดียวปัญหาต้องเกิดขึ้นตลอดไปจึงมีการนำอ้อยไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนไป ผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) เอทานอล (Ethanol) ก็มีปัญหาอีกว่ามีการกำหนดเป็นแผน เรียกว่า แผนการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งแผนปี ๒๕๐๐ แผนของเออีดีพี ๒๐๑๘ (AEDP 2018) ได้กำหนดให้อ้อยได้ลดโควตา การผลิตเอทานอล (Ethanol) จากวันละ ๑๑.๓ ล้านตัน ลดลงมาเป็นวันละ ๖.๓ ล้านตัน ทำให้การวางแผนการเตรียมจะลงทุนการผลิตเอทานอล (Ethanol) จากอ้อย จากมันสำปะหลังมีปัญหานี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผมกราบเรียนว่าในเรื่องดังกล่าวนั้น ปัญหาก็เกิดขึ้นมาโดยตลอด ผมจะพยายามสรุปเพราะเห็นท่านประธานได้แนะนำให้เราสรุป เท่าที่กราบเรียนนะครับ ปัญหาการส่งเสริมการผลิตเอทานอล (Ethanol) เป็นเชื้อเพลิงนั้น เป็นปัญหาที่จะต้องใช้ความละเอียดอ่อน เพราะว่าการนำอ้อยออกจากระบบจำนวนปริมาณอ้อยออกมากที่สุดก็คือการผลิตเอทานอล (Ethanol) ส่วนการเอาอ้อยออกไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นนั้น กราบเรียนว่าเป็นเรื่อง ที่นำอ้อยไม่มาก แต่มูลค่าสูงก็มีส่วนเหมือนกันทำให้การผลิตเอทานอล (Ethanol) ก็ดี ผลิตสาร เช่น พวกพลาสติกชีวภาพ พวกกรดแลกติก (Lactic) หรืออย่างอื่นเป็นเครื่องสำอาง บ้าง เป็นพวกยาบ้างต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับจึงเป็นปัญหาที่สำคัญ ผมจะสรุปว่า ในเรื่องของอ้อยนั้นเรามีปัญหาต่าง ๆ อีกอันหนึ่งก็คือปัจจุบันมีการเก็บภาษีความหวาน ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มต่าง ๆ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ และพอ ๒ ปีก็เพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า เป็นภาษีแบบก้าวหน้า ทำให้มีการนำน้ำตาลไปผลิตเป็นเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็จะมีข้อจำกัด ที่ลดลง กรณีแบบนี้โรงงานผลิตเครื่องดื่มหลายแห่งก็เตรียมที่จะนำสารทดแทนความหวาน เข้ามาแทน แต่รัฐบาลไม่ได้เก็บภาษีจากสารทดแทนดังกล่าวแต่เก็บเฉพาะเรื่องน้ำตาล ซึ่งก็จะมีผลกระทบในส่วนนี้อาจจะแก้ไขได้ โดยนำเงินภาษีบางส่วนอย่างปีที่แล้วเราเก็บภาษี จากน้ำตาลในเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวก็น่าจะ มากพอสมควร ถ้าได้นำเงินส่วนนี้บางส่วนมาช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยก็จะทำให้การ ดำเนินการต่าง ๆ ได้ผลดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ก็กราบเรียนเป็นข้อเสนอแนะ ระยะสั้นว่าในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ตอนนี้มีเงินที่รัฐบาลช่วยเหลือเป็นปัจจัยการผลิต กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ถ้าปีที่แล้วก็ประมาณ ๖,๕๐๐ ล้านบาท คณะอนุกรรมาธิการ ก็ขอให้รัฐบาลได้จัดสรรเพิ่มเติมเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ปีที่แล้วเราช่วยเกษตรกร ได้ตันละ ๗๐ บาท ๗๐ บาทก็แบ่งเป็นช่วงแรกได้ไป ๕๓ บาท ช่วงหลังได้ไปอีก ๑๗ บาท ถ้า ๒ ส่วนร่วมกันเป็น ๗๐ บาท แต่ถ้ารัฐบาลจัดสรรเงินเพิ่มเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะทำให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตอ้อย ก็สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการปลูก การกำจัดศัตรูพืช ซึ่งขณะนี้ก็กราบเรียนว่าการกำจัด ศัตรูพืชก็มีปัญหาอีก เพราะว่าสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้อยู่และได้ผลมากก็คือพวกพาราควอต (Paraquat) ต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลพอหยุดก็จำเป็นต้องฝากว่าต้องหาสารอื่นมาทดแทนยาฆ่าหญ้า ที่เกษตรกรใช้ คืออย่าให้ราคาสูงเกินไป อย่าให้เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์และจะต้องมีคุณภาพ สามารถกำจัดหญ้าได้ไม่น้อยกว่าสารเดิมที่ใช้อยู่นั่นคือสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาล เกษตรกรเดือดร้อนเรื่องนี้มากพอสมควร เพราะปัจจุบันราคาต้นทุนสูงขึ้นมาก
ในระยะสั้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ ว่าจะต้องเพิ่มในเรื่องของผลิตภัณฑ์จากอ้อยว่าน้ำอ้อยก็ดี ผลิตภัณฑ์อื่นก็ดี จากน้ำตาลในการผลิตน้ำตาลทรายหรือผลิตอย่างอื่นให้สามารถนำมาคำนวณเป็นส่วนที่จะ แบ่งส่วนผลประโยชน์ชาวไร่อ้อยกับทางโรงงานที่ผลิตดังกล่าว เพราะปัจจุบันเราได้เฉพาะ ที่ผลิตเป็นน้ำตาลและบางส่วนก็ได้จากกากน้ำตาล ส่วนกากอ้อยที่นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ยังไม่นำมาคำนวณ หรือว่าน้ำอ้อยที่ได้จากต้นอ้อยขณะนี้ก็ยังไม่ใช่สารที่จะมาคำนวณ ตามพระราชบัญญัติเดิม เพราะฉะนั้นการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังอยู่ที่กฤษฎีกาและมีปัญหาพอสมควรก็เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ของเราจะต้องเข้ามาช่วยกันในส่วนนี้ เพราะว่าเท่าที่ทราบทางรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา บางส่วนไม่ได้ครบถ้วนก็เป็นหน้าที่ของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรจะช่วยกันก็กราบเรียนว่า ในระยะยาวการวิเคราะห์วิจัยในเรื่องการนำอ้อยไปผลิตเป็นสารผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากน้ำตาล ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ถึงแม้จะใช้ปริมาณอ้อยน้อยลงแต่ก็เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้อง พิจารณาช่วยกันครับ ผมคิดว่าในการนำเสนอวันนี้จะพยายามรวบรัดให้เหลือเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ