นิกร ชี้แนวทางร่างจริยธรรมสภา แยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

นิกร จำนง ชี้ประเด็นการยกร่างจริยธรรมร่วมระหว่างองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการแยกส่วนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ชัดเจนออกจากข้อบังคับที่สภาสามารถกำหนดเพิ่มเติมได้ เพื่อความโปร่งใสและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้คณะกรรมการ 15 คนมีบทบาทตรวจสอบ วินิจฉัย และพิจารณาโทษ โดยกรณีร้ายแรงต้องผ่านที่ประชุมด้วยเสียงสองในสาม ก่อนส่งต่อ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการ อยากจะเรียนว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่มากแล้วก็ มีการคุยกันครึ่งวันในกรรมาธิการ ประเด็นก็คือผมเองอยากจะเรียนว่าผมมีส่วนอยู่ตอนนั้น ตอนที่เขายกร่างจริยธรรมและผมไม่เห็นด้วย ผมไม่เห็นด้วยตรงที่ว่าคุณจะมายกร่างและ มาครอบอีกสถาบันหนึ่งได้อย่างไร ก็คือสภาผู้แทนราษฎร เราก็เป็นสถาบันหนึ่งเลยนะครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าเราไปดูเนื้อในของการยกร่างคราวนี้ตามรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยกร่างขึ้นมาก็คือ ไม่ใช่เป็นศาลอย่างเดียว ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรง ตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ คือเขารวมกันร่างมา ในการร่างตรงนั้นประกาศในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๑ มีผู้ลงนามร่วมมา มีท่านนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีท่านศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้งซึ่งตอนนี้ท่านมาเป็นรองประธานวุฒิสภา มีท่าน พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ ท่านวัชรพล ประสารราชกิจ พลเอก ชนะทัพ อินทามระ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็คุณวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ เขาทำตามรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ ก็คือว่านี่เป็นการร่วมกันแล้วก็ลงนามร่วมกันมา องค์กรอิสระกับศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ประเด็นก็คือคราวนั้นผมได้แย้งว่าผมเป็นสมาชิก สปท. อยู่ ตอนที่เขายกร่างนี่ว่าแล้วสภาผู้แทนราษฎรไม่มีคุณจะทำอย่างไร เขาก็อ้างรัฐธรรมนูญว่า ในระหว่างนั้น ตามกรอบนั้นสภา สนช. นี่ถือเป็นทั้ง ๒ อย่าง เป็นทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ เป็นทั้งวุฒิสภาทำหน้าที่ในอันเดียว ดังนั้นถ้าอ้างตามรัฐธรรมนูญตรงนี้เขาโอเค (OK) ถือว่า มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้อยู่ ทีนี้ประเด็นก็คือใน ๓ หน่วยที่จะต้องมาถาม คือออกมาว่าตามมาตรา ๒๑๙ นอกจากร่างมาแล้วให้มามีผลบังคับใช้กับสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา และ ครม. เรื่องมันก็เลยเข้าไปถามที่ สนช. สนช. แอปพรูฟ (Approve) ก็ได้ ๒ สภา และ ครม. ก็แอปพรูฟ (Approve) ก็เท่ากับว่าเขาถามหมดแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ คือถามมาหมดแล้ว ทีนี้ประเด็นก็คือว่าพอมาถึงตรงนี้ก็อนุญาตไว้ ซึ่งฟังดูก็ตลกและให้คุณไปร่างได้ที่ต่างไปแต่ทั้งนี้ต้องไม่แย้ง หมายความว่าถ้าเราร่างนี่ ถ้าเราลงโทษตัวเองหนักกว่าที่เป็นอยู่นี่ให้คุณร่างได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าที่ร่างที่ยกขึ้นมา แล้วตามมาตรฐานจริยธรรม วันที่ ๓๐ มกราคมที่ว่า ดังนั้นในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เดิมเราคิดจะตัดบางส่วน เช่นคู่ความหรือคู่กรณีมันใช้กับศาลอย่างเดียว ไม่ไปคุยกับคู่กรณี ไม่ไปเล่นกอล์ฟอะไรตามที่ว่าเป็นเรื่องศาล ทีนี้ประเด็นก็คือเรามีความเห็นกันว่าถ้าอย่างนั้น เรามาเขียนให้ชัดเลยว่าตรงนี้เราเป็นภาระจำยอมเพราะรัฐธรรมนูญบังคับเรา เราจะเอามา ขังไว้ในห้องที่ ๑ ในนี้ในร่างจริยธรรมของเรา เรามีอยู่ ๓ ห้อง ห้องที่ ๑ เราดึงมาทั้งเซต (Set) เลยตามที่กฎหมายบัญญัติก็คือว่าไม่แก้สักคำหนึ่ง ไม่เปลี่ยนสักคำ ไม่ว่าคำว่าคู่กรณี ไม่มีกับเรา เราก็เอามาทั้งหมดเพื่อจะชี้ว่าเราเป็นภาระจำยอมตามบทบังคับของรัฐธรรมนูญ เอามาไว้อีกห้องหนึ่ง พอต่อจากนั้นที่เป็นของเราแท้ ๆ ก็คือส่วนที่ ๒ คือหมวด ๒ หมวด ๓ ท่านจะเห็นว่าเราไล่มาตั้งแต่มาตรา และเราเขียนไว้ชัดเพื่อจะประทับตราไว้ว่าในข้อ ๔ ที่เขียนไว้ให้นำมาตรฐานของตรงนี้มาเป็นข้อบังคับตรงนี้ด้วย แล้วเราก็เขียนไว้ ตัดลอกมาเลย ทั้งหมด จะให้เห็นว่ามาไม่เพี้ยนแม้แต่คำเดียวเพราะเราเอามาและมาใส่ไว้ในห้องที่ ๑ คือส่วนของหมวด ๑

หมวด ๒ จริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกและกรรมาธิการ นี่เราว่าตามของเราเลย ก็คือแม้แต่สมาชิกจะต้องไปเยี่ยมเยียนประชาชนอันนี้เป็นเรื่องของ ส.ส. ล้วน ๆ แล้วส่วนที่ ๓ เป็นห้องที่ ๓ ในการจัดการการควบคุมของเราเอง ก็มีคณะกรรมการ ซึ่งเราดีไซน์ (Design) ขึ้นมาเองเป็น ๑๕ คนตามที่ว่าและมีกันครบ แล้วการลงโทษนี่นะครับ ของวุฒิสภาเองลงโทษ สมมุติว่าจะลงโทษโดยกรรมการที่เขาตั้งขึ้นมา เขาใช้โหวต ๓ ใน ๕ ของวุฒิสภาปัจจุบันที่เขาร่างผ่านสภาไปแล้ว แต่ของเรานี่เราใช้ ๒ ใน ๓ กรรมการ และ กรรมการ ๑๕ คน มีอำนาจเต็มในการจะตักเตือน คือเป็นเรื่องของเรา แต่ในส่วนที่ถ้าหากว่ามีความผิดอย่างร้ายแรงตามที่ในหมวด ๑ ที่เป็นห้องแรกที่เรา จำเป็นต้องกระทำจะเป็นหมวดอุดมการณ์อะไรต่าง ๆ ตรงนี้เองของเราจะใช้วิธีว่านอกจาก ๒ ใน ๓ ของกรรมการแล้วต้องเอามาเข้าที่ประชุมนี้ เพราะการส่งตรงนี้โทษต้องส่งไป ที่ ป.ป.ช. แล้วส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นการลงโทษก็คือฆ่าเสียให้ตายเลยก็คือถอดออก จาก ส.ส. ดังนั้นเราต้องเอามาเข้าที่ประชุมนี้ ที่ประชุมนี้เราอาจจะประชุมลับก็ได้ แล้วก็ ที่ประชุมนี้ต้องมีเห็นชอบด้วยเสียง ๒ ใน ๓ ถึงจะส่งต่อไป มันเป็นเรื่องของเราโดยแท้ ดังนั้น ผมเรียนท่านประธานว่าส่วนที่ ๑ มันเป็นสภาพบังคับ เราก็เอามาทั้งเซต (Set) แล้วก็ เขียนประทับตราไว้ว่านี่เราเอามาจากตรงนี้ตามรัฐธรรมนูญ เราไม่มีทางเลือก แต่ส่วน ๒ ส่วนที่ ๓ เป็นของเราโดยแท้ แล้วเราจัดการในเรื่องสภาของเราเองได้ เป็นศักดิ์ศรีของเรา ก็เลยนำเรียนว่าตรงนี้เป็นหลักการใหญ่นะครับ ก็นำเรียนท่านสมาชิกว่าข้อตัดสินของ กรรมาธิการเราคุยกันอยู่ยืดยาวตรงนี้ไม่ใช่เรามองไม่เห็น แต่เราคิดว่าเป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้น จะมีการไปยื่นและจะมีปัญหาในการตีความ ในเมื่อบังคับอย่างไรก็บังคับอยู่แล้วก็แยกส่วน คุณไปอยู่ห้องหนึ่งเลยล็อกกุญแจไว้ ในอนาคตถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญเราจะได้แก้ห้องนี้เสีย ก็นำเรียนท่านสมาชิกเพื่อทราบครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ