วันมูหะมัดนอร์ มะทา หารือเกี่ยวกับการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 219 โดยเสนอให้พิจารณาใส่ประมวลจริยธรรมตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ในภาคผนวกเพื่อความรอบคอบและป้องกันการละเมิดโดยไม่รู้ตัว พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณาร่างอย่างรอบด้านเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรและไม่ขัดต่อกฎหมายสูงสุด
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพต่อท่านอาจารย์ปิยบุตรครับ ที่ท่านได้อภิปรายชี้แนะต่อคณะกรรมาธิการ ของพวกเรา ผมอยากจะขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงนั้น คณะกรรมาธิการของเราก็ได้รับมาพิจารณา แล้วก็มีการถกเถียงเป็นเวลานานในประเด็น ที่ท่านได้เสนอแนะนั้น รวมทั้งประเด็นว่าเราจะนำประมวลจริยธรรมที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้และ รัฐธรรมนูญบังคับให้เราต้องมาใช้ด้วยนั้นจะเอามาประกาศใช้ตัดแปะภาษาที่ท่านใช้มา หรือไม่ หรือเราบอกว่าเราใช้ข้อ ๔ อย่างเดียวก็พอ แล้วก็เอามาตรฐานประมวลจริยธรรม ที่ตุลาการได้กำหนด แล้วก็รัฐธรรมนูญบอกว่าให้เราใช้นั้นเอาใส่ไว้ในภาคผนวก ก็มีการถกเถียง ผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยคือนอกจากจะเห็นด้วยกับท่านว่า ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่อยากจะเห็นข้อความเหล่านี้ในสิ่งบางประการที่เราไม่ได้ใช้ แต่คณะกรรมาธิการ หลายท่านก็มีความห่วงใยว่าเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วมาตรฐานจริยธรรมนี้ถึงแม้ว่า เราจะไม่ใส่ มันก็ถูกใช้โดยตัวของมันเองแล้วหลังจากที่มาตรฐานนี้ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ เราจะไม่รับรู้หรือจะไม่เห็นชอบด้วยก็แล้วแต่ แต่มันเป็นกฎหมาย ที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างไรมันต้องมาใช้บังคับกับเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการเห็นว่าถ้าเราเอาไปใส่ไว้ในภาคผนวกสมาชิกของเรา ๕๐๐ คน อาจจะไม่ได้อ่าน แล้วเกิดกระทำความผิดแล้วก็บอกไม่ได้เห็นเพราะไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวแท้ของประมวล จริยธรรมที่เราได้ประกาศไว้ ด้วยความห่วงใยต่อท่านสมาชิก เพราะฉะนั้นในที่สุด กรรมาธิการส่วนใหญ่ก็แล้วกันเพราะยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้อยู่ อาจจะหมายถึง ตัวผมด้วยนะครับ แต่ด้วยความเคารพครับเกรงว่าสมาชิกจะกระทำความผิดทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าเราต้องใช้บังคับกับพวกเราด้วย นั่นเป็นประการที่ ๑
ในประการที่ ๒ เนื่องจากประมวลจริยธรรมนี้นอกจากองค์กรสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแล้ว สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และส่วนราชการอื่นซึ่งใช้คนละ กรรมการกับพวกเรานั้นก็เหมือนกับเราพะอืดพะอมกับที่ต้องประกาศใช้อันนี้เช่นเดียวกัน อย่างที่ท่านธีรัจชัยได้พูดว่ามันอาจจะดีแต่ไม่เหมาะสมกับองค์กรบางองค์กร แล้วก็เห็นด้วย กับท่านอาจารย์ปิยบุตรที่ได้อภิปรายว่าโดยปกติประมวลจริยธรรมนั้นขององค์กรใดองค์กรนั้น ต้องเป็นคนร่างและเป็นคนที่จะต้องบังคับใช้ ซึ่งก็ตรงอย่างที่ว่านั้นในประมวลจริยธรรม ที่เราผ่านมาใช้ ๒-๓ ฉบับแล้ว เราก็ใช้หลักการนั่นล่ะคือสภาผู้แทนราษฎรเรามีคณะกรรมการ ไปร่างขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการมา ก็ดำเนินการตามนั้น แต่อันนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ได้กำหนดว่า ประมวลจริยธรรมนั้นต้องมาบังคับ กับหลายองค์กร รวมทั้งเราด้วยและถ้าเราไม่ปรากฏมี แต่เมื่อเรากระทำความผิดร้องไปที่ ป.ป.ช. แล้วไปที่ศาลมันก็บังคับให้เราต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลจริยธรรมนั้นด้วย อันนี้คือเบื้องต้นที่อยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านอาจารย์ปิยบุตรและพวกเราอีก แต่ในประเด็นนี้เราก็ได้พูดกันมากว่าในการที่จะทำเฉพาะประมวลจริยธรรมของเรานั้น เราเห็นว่าบางข้อไม่ได้เหมาะสม แต่ว่าการบังคับใช้กฎหมายจริง ๆ เราได้กำหนดไว้ตั้งแต่ ข้อ ๒๘ ไปนี่ จริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนอกจาก ต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดโดยคณะกรรมการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เรายังมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรและบทบัญญัติของกฎหมายทั่วไป อยู่ด้วย การที่จะพิจารณาเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้กำหนดไว้ในข้อ ๔๒ ซึ่งมีตัวแทนของพวกเราอย่างหลากหลาย เช่น มีประธาน สภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานกรรมการ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่เคยดำรง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ประธานประสานงานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลอะไรอย่างนั้นครับ ประธานประสานงานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน และ มีบุคคลอื่น ๆ อีกทั้งหมด ๑๕ ท่าน ท่านเหล่านี้จะเป็นคนที่บังคับใช้กฎหมายประมวล จริยธรรมดังกล่าวนี้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าในประมวลจริยธรรมของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจนเราก็ไม่สามารถจะดำเนินการได้ในเรื่องที่ว่า หมวด ๑ ที่ว่าด้วยถ้ากระทำความผิดในหมวด ๑ นั้นเป็นกระทำความผิดขั้นร้ายแรง ซึ่งต้องส่งไปที่ศาล เราได้กำหนดว่าการที่จะพิจารณาในขั้นร้ายแรงนั้นต้องเป็นมติของกรรมการประมวลจริยธรรมนี้ ต้อง ๒ ใน ๓ ๒ ใน ๓ ยังไม่พอครับ ก็ต้องมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร จำนวนสมาชิก ๕๐๐ คนนี้ได้อภิปรายว่าความผิดที่คณะกรรมาธิการจริยธรรมได้ลงมติไป ๒ ใน ๓ นั้น จะเห็นชอบด้วยหรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเห็นด้วยว่าร้ายแรง ต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ จึงจะส่งไปที่ ป.ป.ช. เพื่อสอบสวนและส่งไปที่ศาลต่อไป เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าขั้นตอนของการใช้บังคับกฎหมายโดยที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้นเราได้กำหนดไว้ ในตั้งแต่ข้อ ๒๗ ไปถึงข้อ ๔๒ ถ้าท่านสมาชิกได้อ่านรายละเอียดแล้วก็จะเห็นว่าบางอย่าง เราอาจกังวลใจอาจจะไม่เห็นด้วยแต่ต้องใช้ ทีนี้ผมขอกราบเรียนด้วยสั้น ๆ ว่าเมื่อเรา จำเป็นต้องใช้นั้นจะเขียนอย่างไร จะเขียนแปะตัดอย่างที่อาจารย์ปิยบุตรว่าหรือจะเอาเฉพาะ ข้อ ๔ แล้วรายละเอียดซึ่งเรารู้ว่าสมาชิกเราถ้าเราบอกให้ไปอ่านเองอาจจะไม่อ่านก็ใส่ ในภาคผนวกก็ได้ นั่นเป็นวิธีเขียน ซึ่งผมคิดว่าเราเอาไว้ให้กรรมาธิการที่สภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งต่อไปนั้นไปพิจารณากำหนดการเขียนที่มันสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา และไม่ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ แล้วผมก็เรียนว่าอย่างไรก็ตาม ร่างที่ว่านี้ถึงแม้ว่าเราจะเห็นชอบไปในวันนี้ก็ไม่ใช่ร่างจริงเป็นการยกร่างเท่านั้น ร่างจริง ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการที่พวกเราจัดตั้งขึ้นมาและคำแปรญัตติของพวกเรา ผมว่าในวันนี้ถ้าเราจะให้แสดงความคิดเห็นเพื่อฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะมีขึ้นนั้นรับไป พิจารณาในการเขียนและการว่าจะตัดอะไรออก อะไรสมควร แล้วก็เป็นเรื่องที่พวกเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเราควรจะเอาใจใส่แล้วก็ไปแปรญัตติเอา ซึ่งต้องลงมติแล้วตอนนั้น ตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเสียงข้างมากเอาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น แล้วสุดท้ายก็ต้องลงมติในวาระสาม แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องคำนึงถึงว่ามันถูกบังคับ โดยรัฐธรรมนูญซึ่งเราอาจจะไม่เห็นด้วย ถ้าเราเอาตามที่เราเอาถึงแม้จะเป็นเสียงข้างมาก ก็แล้วแต่ครับ ก็อาจจะมีคนข้องใจซึ่งไม่แค่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนข้างนอกก็ได้ อาจจะยื่นไปให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะพิจารณาว่ามาตรฐานจริยธรรม ของเรานั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้ผมกล่าวไว้เบื้องต้นครับท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ขอบพระคุณครับ