ปิยบุตร แสงกนกกุล วิพากษ์รัฐธรรมนูญมาตรา 219 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนดมาตรฐานจริยธรรมร่วมกัน ซึ่งขัดกับหลักการตรวจสอบควบคุมตนเองของสภาผู้แทนราษฎร และทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างบทลงโทษที่รุนแรงจากภายนอกกับมาตรการภายในที่อ่อนกว่า
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องข้อบังคับประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการสักเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะอภิปรายลงในรายละเอียด เพื่อความสบายใจของคณะกรรมาธิการที่ท่านทำงานอย่างหนัก ผมยืนยันว่าในส่วนของผม และเพื่อนสมาชิกก็คงรับหลักการแน่นอน แต่อยากจะชี้แจงตรงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้อง ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านและกรรมาธิการได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่นี้ครับ โดยปกติแล้ว ท่านประธาน เรื่องของมาตรฐานจริยธรรมเขาจะกำหนดเอาไว้ให้องค์กรแต่ละองค์กรว่ากันเอง ศาลเขาก็มีของเขาเขาก็ว่าของเขา องค์กรอิสระก็มีของเขาก็ว่าของเขา สภาผู้แทนราษฎรเรา ก็ว่ากันเองของเรา วุฒิสภาเขาก็ว่ากันเองของเขา คำว่า มาตรฐานจริยธรรมคือ ใช้ระบบ ตรวจสอบควบคุมกันเองภายใน สมาชิกคนไหนละเมิดจริยธรรม สมาชิกคนไหนใช้วิธีการลงชื่อ ย้ายกลุ่มไปเรื่อย ๆ เพื่อสกัดกั้นการโหวต เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกร้องเรียนกันขึ้นมาก็ว่ากันเองไป ตามลำดับ แต่บังเอิญเป็นอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ใช้กันอยู่มันกำหนด ในลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหลักการที่ควรจะเป็นครับ หลักการที่ว่านั้นก็คือองค์กรใด ให้ตรวจสอบควบคุมจริยธรรมกันเองนั้น ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเขียนล็อกเอาไว้ ในมาตรา ๒๑๙ ที่บอกว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐาน จริยธรรมเสร็จแล้วก็เอามาตรฐานจริยธรรมเอามาใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย นี่คือความแปลกประหลาดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเอาไว้ เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้พวกเราก็ต้องทำตาม แต่อย่างน้อยที่สุดเรายังมีช่องมีรูให้เรา หายใจอยู่ตรงที่ว่าพวกเราสภาผู้แทนราษฎรสามารถออกมาตรฐานจริยธรรมเพิ่มเติม ขยายความเข้ามาได้ นี่คือช่องทางที่เป็นรูระบายเอาไว้ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาเรื่องนี้ จึงเป็นประเด็นปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญออกแบบมาได้ไม่เหมาะสมไม่สอดคล้องกับหลักการ ท่านลองไปสำรวจมาตรฐานจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้เลยครับ ไม่มีที่ไหนหรอกครับไปให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดให้ แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณกำหนดคุณก็ใช้กับพวกคุณเอง แต่นี่กำหนดเสร็จแล้วมาใช้กับ ส.ส. ด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเรา ต้องตรวจสอบควบคุมกันเองในเรื่องจริยธรรม ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมารู้ได้อย่างไร เรื่องจริยธรรมของ ส.ส. เขาทำกันอย่างไร ถูกไหมครับ เช่นเดียวกันพวกเราก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกเขา แต่รัฐธรรมนูญนี้ กำหนดแบบนี้ ซึ่งถ้าในวันหน้ามีโอกาสได้แก้รัฐธรรมนูญผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องแก้ครับ แยกกันไปเลย องค์กรใครองค์กรมัน ทีนี้ประเด็นปัญหามันอยู่ตรงนี้เท่ากับว่าเรามีมาตรฐานจริยธรรม ที่ใช้กับพวกเราคู่ขนานกัน ๒ อัน อันที่ ๑ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านกำหนดมาให้เราใช้ อีกอันหนึ่งคือพวกเรากำหนดเพิ่มเติมขึ้นมาเอง แล้ว ๒ มาตรฐานนี้ความเข้มข้นไม่เท่ากัน มาตรการบังคับไม่เท่ากัน กรณีที่เป็นมาตรฐานจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้พวกเราใช้ ถ้าเกิดมี ส.ส. ท่านใดไปผิดมาตรฐานจริยธรรมแบบร้ายแรงเป็นไปได้ว่าจะถูกเข้าชื่อส่งไปที่ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. จะส่งไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ขึ้นชื่อว่าศาลฎีกาเขาจะต้องวินิจฉัยประเด็น เรื่องกฎหมายถูกหรือไม่ครับ ถูกหรือผิดกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญนี้เป็นครั้งแรกที่ประหลาดมาก ให้ศาลฎีกามาวินิจฉัยว่า ส.ส. ทำผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ นี่คือกรณีมาตรฐานจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านกำหนดให้เราใช้ อีกช่องทางหนึ่งคือมาตรฐานจริยธรรมที่พวกเรากำลัง ทำกันอยู่ แต่บทลงโทษของมันไปได้ไกลที่สุดคือตักเตือน ประณาม ชี้แจงกันในที่ประชุม ซึ่งก็ถูกต้องเหมาะสมแล้ว จริง ๆ มันมีอีกโทษหนึ่งที่ต่างประเทศเขาใช้กันคือโทษปรับ โทษตัดเงินเดือน แต่ในร่างนี้ไม่ได้เอามาใช้ ซึ่งก็เป็นกลไกของสภาที่จะจัดการกันเอง นั่นหมายความว่ากลไกที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เราในมาตรฐานจริยธรรม ของเขาแล้วเอามาใช้กับเราโทษมันแรงกว่า คือท่านอาจจะถูกร้องไปที่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ ถูกพ้นจาก ส.ส. ได้ ในขณะที่มาตรฐานจริยธรรมที่พวกเราออกแบบกันบทลงโทษมันก็คือ ตักเตือนกันภายใน ประณามกันภายในที่ประชุม นี่คือความลักลั่นกันของ ๒ ระบบนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพิกลพิการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๒๑๙ ทีนี้ปัญหาที่ท่านกำลังถกเถียงกันในสมาชิกและในกรรมาธิการว่าจะทำอย่างไร ในเมื่อ รัฐธรรมนูญสิ่งที่เป็นอยู่บังคับเราบอกว่าให้เอามาตรฐานที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมานั้น มาใช้กับพวกเราด้วย เขียนเอาไว้เลยในวรรคสอง เขียนเอาไว้ชัดเลยบอกว่าให้ใช้บังคับ แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย แล้วก็ต่อไปว่าไม่ห้าม สภาผู้แทนราษฎรที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง คำว่า ไม่ขัดหรือแย้ง ตรงนี้ หมายถึงอย่างไรครับ ผมคิดว่าในที่ประชุมแห่งนี้ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน คำว่า ไม่ขัดหรือแย้ง นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราเขียนเติมขึ้นมาจะต้องไม่ขัดกับสิ่งที่มาตรฐานทางจริยธรรม ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปลอก ไปตัดแปะของเขา ทั้งฉบับมาเสียบเข้าไปในนี้ สิ่งที่เราตัดแปะเข้ามาอยู่ตรงนี้ครับ ตั้งแต่ข้อ ๖ ครับ ข้อ ๖ จนถึง ข้อ ๒๗ นั่นก็คืออยู่ในส่วนที่ ๑ จริยธรรมมันเป็นอุดมการณ์ ส่วนที่ ๒ จริยธรรมมันเป็น ค่านิยมหลัก ส่วนที่ ๓ จริยธรรมทั่วไป ตั้งแต่ข้อ ๖ จนถึงข้อ ๒๗ ทางคณะกรรมาธิการ วิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... ได้ไปตัดแปะเอาทั้งดุ้นเลยที่อยู่ในจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญเอามาใส่คำต่อคำ เวิร์ดบายเวิร์ด (Word by word) เรียงประโยคเลยครับ เพียงแต่เลขข้อไม่เหมือนกัน เท่านั้นเอง พอเอาเข้ามาใส่ทั้งหมดปัญหามันก็เกิดขึ้นว่าหลายเรื่องมันไม่สอดคล้องกับ ส.ส. เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอทางออกแบบนี้ครับ ท่านต้องอธิบายความแบบนี้ครับ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง เขียนบอกว่าพวกเราออกจริยธรรมได้เพิ่มเติมแต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐาน ทางจริยธรรมของพวกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำ ๆ นี้หมายถึงสิ่งที่เราเติมเข้ามาเพิ่มครับ สิ่งที่เราเติมเข้ามาเพิ่มเท่านั้นที่จะต้องไม่ไปขัดกับมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีความจำเป็นอื่นใดเลยที่เราต้องไปก็อปปีแอนด์เพสต์ (Copy and paste) ไปตัด ไปคัดลอก แล้วเอามาแปะลงในมาตรฐานจริยธรรมของเรา ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธาน มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ก็บังคับอยู่ในตัวเองอยู่แล้วว่าพวกเราต้องเอามาตรฐานทางจริยธรรม ของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ด้วย แล้วร่างที่ท่านร่างกันมาในข้อ ๔ เขียนเอาไว้ชัดเช่นเดียวกันว่า ให้นำมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาใช้กับสมาชิกและกรรมาธิการด้วย ดังนั้นมันไม่มีทางเลย ที่ฉบับนี้ ท่านลองจินตนาการตามดูครับ ที่ท่านร่างกันมาฉบับนี้ สมมุติท่านตัดข้อ ๖ ถึงข้อ ๒๗ ออกไปทั้งหมด อย่างไรก็ตามร่างนี้ก็ไม่ขัดกับมาตรฐานทางจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มันไม่ขัดเพราะอะไรครับ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้องเอามาตรฐานทางจริยธรรมของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาใช้อยู่แล้ว ทั้งดุ้นครับ สิ่งที่ต้องพึงกังวลมีแต่เพียงว่าตั้งแต่ข้อ ๒๘ จนถึงข้อ ๔๙ ที่เราเติมเข้ามา ส่วนนี้ล่ะครับ ห้ามไปขัดกับของเขาเท่านั้นเอง เพราะถ้าหาก ท่านตีความกัน คำว่า เอากฎหมายฉบับหนึ่งมาใช้กับเราโดยไม่ขัดหรือแย้ง วิธีการของท่าน คือไปลอกมาทั้งดุ้นเอามาแปะอย่างนี้การเขียนกฎหมายจะผิดเพี้ยนไปหมดครับ ต่อไป เราตราพระราชบัญญัติ ๑ ฉบับ เรามีการยืมกันบอกว่าให้เอามาตราหนึ่งของอีกฉบับหนึ่ง มาใช้โดยอนุโลม นั่นหมายความว่าท่านต้องยกมาทั้งกระบิมาใส่ใน พ.ร.บ. ใหม่อย่างนั้นหรือ ผมอยากเรียนทำความเข้าใจตรงนี้เพราะก่อนหน้านั้นเราก็ประสบปัญหาตอนเรา ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วเช่นเดียวกัน ประเภทยกมาทั้งกระบิเลย เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าห้ามไปขัดหรือแย้งกับกฎเกณฑ์อันอื่น ๆ ไม่มีความจำเป็นครับ โดยสภาพมันไม่ขัดอยู่แล้ว แล้วมันก็เอามาใช้อยู่แล้วเพราะรัฐธรรมนูญสั่งให้เราเอามาใช้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเราคงจะตั้งต่อไปในการแก้ไข ปรับปรุงขอให้ช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วย ในส่วนความเห็นของผม ผมเห็นว่าไม่มี ความจำเป็นต้องคัดลอกมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแปะเอาไว้ ในเรื่องนี้ เพราะ ๑. อย่างไรเราก็ต้องใช้มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อยู่แล้วรัฐธรรมนูญบังคับ แล้วท่านย้ำรอยเข้าไปอีกในข้อ ๔ ท่านก็เขียนอีกว่าต้องเอามาใช้ เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องไปตัดแปะ คัดลอกมา ท่านเพียงแต่พึงระวังว่า ส่วนที่เราเติมเข้ามาอย่าให้ขัดกับของศาลรัฐธรรมนูญแล้วกัน ผมก็ขออนุญาตใช้เวลา ในที่ประชุมนี้ชี้แจงเรื่องนี้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ