ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือประเด็นการนำมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมาใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมและข้อขัดแย้งทางหลักการ ชี้ว่ากระบวนการรับฟังความเห็นไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องรับฟังความเห็นจากสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ซึ่งเป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมวิพากษ์การร่างมาตรฐานที่ลอกแบบจากตุลาการโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของบทบาทและหลักการแยกอำนาจ เรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานะของผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพและ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับ กรณีที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามคือ ท่านชำนาญ จันทร์เรือง และท่านกรรมาธิการ คุณหมอสุกิจได้กรุณาชี้แจงในกรณีของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่บังคับใช้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น แล้วทั้ง ๒ ท่านก็มีความเห็นที่ว่า มันอาจจะขัด ๆ และอาจจะไม่เหมาะสมกับการบังคับใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของข้อ ๔ ที่บัญญัติว่า ให้นำมาตรฐานทางจริยธรรม ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาบังคับใช้ แก่สมาชิกและกรรมาธิการด้วยตามมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง เขาบอกอย่างนี้นะครับ ให้จัดทำมาตรฐานจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง แล้วให้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๓ ได้บัญญัติให้ในกรณีที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรให้ถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้ตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ (ฉบับชั่วคราว) ให้ทำหน้าที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไรครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระก็ได้ถือเอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ในการที่จะต้องประกอบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ บอกว่าต้องฟังความเห็นสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่าลืมว่ามาตรฐานจริยธรรม ฉบับนี้ออกในปี ๒๕๖๑ สภาผู้แทนราษฎรมีการเลือกตั้งและมีสมาชิก ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ขณะที่ฟังความเห็นไม่มีสภาผู้แทนราษฎร แต่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ไปใช้การฟังความเห็นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแทน เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ของสภาผู้แทนราษฎร ทำไมสำคัญครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นเกิดมาจาก คสช. ซึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่สภาผู้แทนราษฎรนั้นเกิดมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นองค์กรเดียวในขณะนี้ในประเทศไทยที่มาจากประชาชนมันมีความแตกต่างกัน
ประการที่ ๒ สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ได้มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว นั่นคือความเห็นค่อนข้างไปทาง คสช. เป็นหลัก ไม่ได้ฟังเสียง โต้แย้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่สภาผู้แทนราษฎรนั้นมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีการโต้แย้งตามระบอบประชาธิปไตย
อีกประการหนึ่งก็คือว่า ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ต้องไปหา ประชาชน ฟังเสียงจากรัฐบาลเป็นหลักก็สามารถที่จะทำกฎหมายเพราะไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่ต้องไปหาเสียง ไม่ต้องพบปะประชาชน แต่สภาผู้แทนราษฎรนั้นจะต้องไปพบปะประชาชน เพื่อดูแลทุกข์สุขของพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทย แล้วมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งก็คือกำกับดูแล ตรวจสอบรัฐบาลนอกจากฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นจุดร่วมจุดเดียวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็คือการออกกฎหมายเท่านั้น ส่วนอื่นแตกต่างกันเลย ในเนื้อแท้และวิถีชีวิต วิถีปฏิบัติงาน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรนั้นแตกต่างกัน แต่คณะกรรมาธิการยกร่าง มาตรฐานจริยธรรมซึ่งนำโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ไปฟังความเห็นของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติประกอบ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ระบุไว้ชัดว่าต้องฟังความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้ฟัง ไปฟังสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบแล้วก็เอามาบังคับใช้สภาผู้แทนราษฎร เหมือนกับบังคับให้ยอมจำนนต้องยอมรับสภาพ ซึ่งท่านสมาชิกที่อภิปรายหรือท่านกรรมาธิการ ที่อภิปรายก็ถูกแล้วเพราะว่ามันไม่ตรงกับเรา ผมขอเรียนว่าในส่วนของมาตรฐานจริยธรรม ปี ๒๕๖๑ ที่ร่างโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระสามารถร่างได้ดีมาก ครอบคลุม มาตรฐานจริยธรรมอย่างกว้างขวาง แต่ดีมากอย่างนั้นมันเหมาะสมกับข้าราชการตุลาการ องค์กรอิสระซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ไม่ได้เหมาะกับ ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น ข้าราชการการเมือง ซึ่งมีวิถีชีวิตและวิถีการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน เรียนเบื้องต้นอย่างนี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือในหมวด ๑ ทั้งหมด ข้อ ๒๓ ซึ่งตรงนี้อยู่ในมาตรฐานที่ลอกมา เมื่อสักครู่ ท่านกรรมาธิการบอกว่าเราลอกมาจากมาตรฐานจริยธรรมตุลาการทั้งหมดคือ ข้อ ๒๓ อุทิศเวลาแก่ทางราชการ ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือผู้อื่น กรณีนี้ดูปุ๊บก็รู้ว่าร่างได้ดีมาก นั่นคือสมาชิกจะต้องอุทิศเวลาแก่ทางราชการ ประเด็นนี้คืออะไร เขาถือเวลาราชการเป็นตัวนำ ไม่ได้ถือประเทศชาติ ประชาชนเป็นตัวนำ มาดูวิถีชีวิต ถ้าข้าราชการประจำก็คือ ๘ โมงเช้าถึง ๔ โมงครึ่งนั่นจบ ถ้าเบียดบังในเวลา ๘ โมงเช้า ถึง ๔ โมงครึ่งไปทำกิจกรรมอย่างอื่นอย่างนี้ถือว่าเบียดบังเวลา ไม่อุทิศเวลาราชการ แต่สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราประชุมตีสาม ตีสี่ ๓ วันติด เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง เราก็ต้องไปพบประชาชน แก้ปัญหาให้ประชาชน เราไม่ได้ผูกกับเวลาราชการ แต่เราผูก กับประเทศชาติและประชาชน ทำไมเราต้องไปผูกกับตรงนี้ด้วย นี่คือความไม่เหมาะสม ของการที่เราไปลอกประมวลมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการที่ร่างไว้ ผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผมไม่เห็นด้วยที่จะไปลอกเขา ผมเห็นว่าเราควรจะแก้ไขทั้งหมดให้เหมาะสม กับเรา การร่างประมวลจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระผมถือว่าดี แต่ไม่เหมาะสม ดีกับไม่เหมาะสมนั้นต่างกันนะครับ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องกล้าหาญ กล้าที่จะร่างประมวลจริยธรรมให้เหมาะสมกับเราไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ การร่างนั้น ผมเคยโต้เถียงในกรรมาธิการว่าเราควรจะแก้ไขสิ่งที่อยากแก้ให้เหมาะสม เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ระบุให้เราแก้ได้ แล้วเราไม่คิดว่าสิ่งที่ไปฟังสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วมาบังคับใช้ กับสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เราต้องกล้า กล้าที่จะโต้แย้ง ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและบังคับจากเรา เราต้องไม่ยอมจำนนกับสิ่งนี้ เราเป็นองค์กรเดียวที่เป็น ตัวแทนประชาชนจำเป็นต้องจำนนด้วยหรือ สิ่งเหล่านี้ถ้าเรากล้าเราก็อาจจะได้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับเรา แต่ถ้าเราไม่กล้าคิดเกรงว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เกรงว่าจะเสียเวลา เดี๋ยวจะต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมคิดว่า เราต้องกล้าหาญในการแก้ให้เหมาะสมกับเรา ถึงแม้ว่าจะมีการส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความมันก็จะเป็นการบ่งบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา มีปัญหาอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มอบให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่างมาตรฐานประมวลจริยธรรม ถ้าฟัง จากสภาผู้แทนราษฎรแล้วให้บังคับสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่เมื่อมีปัญหาโต้แย้งจากเราก็ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั่นหมายความว่ามันขัดกับหลักการแยกอำนาจและถ่วงดุลอำนาจ องค์กรตุลาการคือศาลรัฐธรรมนูญร่าง กฎหมายกฎระเบียบเอง แล้วตีความเอง ผมว่า เราควรจะแก้ไปไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าสมมุติตีความแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า ถูกต้องนั่นหมายความว่าอำนาจตุลาการล้นเกินหรือไม่ เฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าอำนาจตุลาการล้นเกินแสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเกิดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกแบบหนึ่งคือตีความว่าไม่ถูกต้อง ไม่บังคับ กับสภาผู้แทนราษฎรเนื่องจากไปฟังสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงไม่บังคับแก่สภาผู้แทนราษฎร ก็จะเป็นการดี นั่นคือว่ามาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นตรงไปตรงมา เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้องก็แก้ไขให้ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะ กล้าที่กระทำ ถ้าเราไม่กล้าปล่อยเลยตามเลยปล่อยไว้ หลักการสิ่งที่เราเห็นไม่ถูกต้องไม่กล้า ต่อสู้ก็จะถูกฝังกลบอยู่ใต้พรมอย่างนี้โดยไม่มีใครทำ เราเป็นตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติ ถ้าเราไม่กล้านั่นหมายถึงเป็นตัวอย่างของคนทั้งประเทศ ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกชั้น ทุกระดับ ที่อยู่ในสังคมนี้ก็จะไม่กล้าเหมือนเรา ไม่กล้าโต้แย้งในปัญหาที่เขาประสบ ถ้าเปรียบเทียบ สมัยก่อนก็คือว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี กลัวไปหมด กลัวทุกอย่าง หรือพูดง่าย ๆ กับยุคสมัย ก็คือว่าเป็นพวกที่อยู่เป็น แต่การอยู่เป็นนั้นเป็นการที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้เลย ประเทศเราเคยอยู่ระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่นนั่นคือมีรถไฟพร้อมประเทศญี่ปุ่น เคยแข่งกับ ประเทศเกาหลี เคยแข่งกับประเทศไต้หวัน เคยแข่งกับประเทศมาเลเซีย ตอนนี้เราแทบแข่ง กับใครไม่ได้แล้วเราอยู่ท้ายเกือบตารางของอาเซียน (ASEAN) เพราะว่าวัฒนธรรมการอยู่เป็น วัฒนธรรมหรือความไม่กล้าซุกปัญหาอยู่ใต้พรมในทุกระดับ ดังนั้นผมคิดว่าเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรที่จะกล้าหาญในการที่จะโต้แย้งอำนาจตุลาการที่ร่างกฎหมาย ตรงนี้และไปฟังความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วมาบังคับใช้ให้เราโดยแก้ในข้อ ที่เราเห็นไม่ถูกต้อง ในส่วนหมวด ๑ ทั้งหมดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ สิ่งเหล่านี้อาจจะ เป็นการโต้แย้งอำนาจตุลาการ ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างจะเป็นอำนาจที่มีอำนาจสูงมากในประเทศไทย แต่เราต้องกล้าหาญ การกล้าหาญอาจจะมีผลกระทบหลายอย่างแต่ก็สามารถที่จะเป็นตัวนำ ให้ประชาชนทั้งประเทศกล้าที่จะทำแบบเรา นั่นคือกล้าที่จะโต้แย้งในทุกอณู ถ้าสมมุติว่า เรากล้าทำตรงนี้และประชาชนทั่วไปทั้งประเทศเห็นหมด ในหน่วยงานในพื้นที่ตัวเองอยู่ ก็กล้าโต้แย้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่ ผมเชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูปประเทศอย่างก้าวกระโดด นั่นคือ ทุกคนมีความกล้าหรืออาจจะเรียกว่า เราอาจจะอยู่ไม่เป็น เราอยู่ไม่เป็นแต่ทำให้ประเทศพัฒนา ผมว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ดังนั้นผมขอเชิญชวนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองเรียกศักดิ์ศรีของตัวเอง ในฐานะตัวแทนของประชาชนขึ้นมาโต้แย้งในส่วนหมวด ๑ ของมาตรฐานจริยธรรม ในสิ่งที่ร่างไว้ดีขอชมเชยว่าร่างไว้ดี แต่ไม่เหมาะสมกับเราร่างให้เหมาะสมเพื่อไปสู่การตีความ และสร้างมาตรฐานใหม่ทางจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรครับ