สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชี้แจงเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมย้ำความจำเป็นในการปรับแผนเพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของพลังงานทดแทนและบทบาทของภาคเอกชน ภายใต้บริบทพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. บุญลือ ประเสริฐโสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ที่กรุณาตั้งคำถามนี้ผ่านไปทางท่านประธาน เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าเรื่องของ พลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของไฟฟ้านี่เป็นเรื่องที่จะมีบทบาทสำคัญมากในอนาคต เพราะว่าไฟฟ้าเองเป็นเรื่องการวางแผนระยะยาวต่อการที่จะผลิตเพื่อที่จะให้มีความเพียงพอ ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็สำคัญกว่านั้นมันเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านที่เป็นการเปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า เอนเนอร์จี ดีสรัปชัน (Energy disruption) อย่างรุนแรงพอสมควร ซึ่งในวงการพลังงานก็ไม่ได้แตกต่างจากวงการอื่น แล้วก็ดูเหมือนมีการเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างมากกับภาพในอดีตของการจัดการแผนพลังงานที่พวกเราคุ้นเคย ดังนั้นเวลามอง ภาพรวมพลังงานเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้ไม่เพียงแต่ความที่เราจะต้องมีพลังงาน อย่างเพียงพอในการใช้ในประเทศ แต่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้พลังงานนั้นมีต้นทุน ที่ถูกลง เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้นมีภาระในเรื่องของการที่ต้องใช้จ่ายเรื่องพลังงานไฟฟ้า ในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งภาคเอกชนนักลงทุนจากต่างประเทศที่จะเลือกมาลงทุนในประเทศไทย ก็จะดูในเรื่องของต้นทุนพลังงานเป็นองค์ประกอบนะครับ ฉะนั้นเวลาวางแผน ในเรื่องของพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยก็จะมีสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นแผนพีดีพี (PDP) ที่ท่าน ส.ส. กรุณากล่าวถึงนั้นเป็นแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่วางเอาไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑-๒๕๘๐ ก็คือวางแผนประมาณ ๒๐ ปี ในแผนดังกล่าวนั้นก็จะได้ แบ่งประเภทของพลังงานไฟฟ้าที่มาจากแหล่งต่าง ๆ ประเด็นวันนี้เป็นประเด็นที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินั้นมีความกังวลใจในประเด็นหัวใจก็คือว่าสัดส่วนการผลิต ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักของในประเทศไทยในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ของประเทศไทยมีสัดส่วนที่ลดลง แล้วก็มีคำถามในลักษณะว่ามันต่ำกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐนั้นขาดความมั่นคงหรือไม่ในเรื่องของการบริหารจัดการตรงนี้นะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอย่างนี้ครับ ในเรื่องที่เห็นสัดส่วนของภาคเอกชนสูงขึ้นก็ดี ในเรื่องของการที่จะเห็นการนำเข้าไฟฟ้า จากต่างประเทศก็ดี รวมทั้งประเภทของพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปก็ดีนะครับ มันเป็นการมอง ไปข้างหน้าระยะยาว ผมเองเมื่อเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ ตระหนักในสิ่งเหล่านี้และสิ่งแรกถ้าท่านประธานจำได้นะครับ ผมได้บอกว่าแผนพีดีพี (PDP) ปี ๒๐๑๘ นั้น อาจจะต้องมีการทบทวน เพราะเราคงจะต้องมาดูเรื่องของการเปลี่ยนแปลงไป ของบริบทพลังงานในปัจจุบัน อย่างเช่น เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินั้นได้กรุณา ชี้ให้เห็นอันหนึ่งซึ่งจะเติบโตอย่างมากในอนาคตก็คือเรื่องของพลังงานทดแทนในประเทศ ที่เจริญแล้ว อย่างเช่น เยอรมันมีสัดส่วนพลังงานทดแทนที่ทำจากชีวภาพก็ดี ชีวมวลก็ดี พลังงานลมก็ดี สูงถึงมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนของพลังงานทั้งหมดนะครับ อันนั้นส่งสัญญาณอะไรครับ ส่งสัญญาณว่าทิศทางของพลังงานนั้นมันกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ มันอาจจะเป็นพลังงานจากเขื่อนที่เราเคยคุ้นเคยกันเมื่อตั้งแต่ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่บทบาท ของพลังงานอื่น ๆ ที่เขาเรียกว่า รีนิววาเบิล เอนเนอร์จี (Renewable energy) จะมีสัดส่วน สูงขึ้นมาก ดังนั้นเมื่อเอามาประกอบกันในข้อกังวลใจของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ในขณะนั้นรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ชี้ให้เห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่เราเรียกว่า ไอพีพี (IPP) หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลางที่เรียกว่า เอสพีพี (SPP) จะเรียกว่าเล็กก็ได้ เอสพีพี (SPP) แล้วก็เล็กมาก ๆ ที่เรียกว่า วีเอสพีพี (VSPP) ก็เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐบาล เมื่อปี ๒๕๓๒ ถ้าว่าไปแล้วก็ย้อนหลังไป ๓๐ ปี โดยขณะนั้นก็มีความตั้งใจที่จะให้ กิจการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็เป็นการที่ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคนั้นมีโอกาส ในเรื่องของราคาของพลังงานที่ถูกลงรวมถึงแนวคิด ณ ขณะนั้นคือทำอย่างไรจะลดภาระ ของรัฐในการที่จะลงทุนครับ เพราะว่าการจะสร้างโรงไฟฟ้านั้นใช้เงินมาก แล้วขณะเดียวกัน ก็อยากจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจการด้านพลังงานของประเทศ นั่นคือที่มาของการเกิด โรงไฟฟ้าเอกชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไอพีพี (IPP) เอสพีพี (SPP) หรือ วีเอสพีพี (VSPP) ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เวลาเราพูดถึง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเมื่อสักครู่นั้น ที่ท่านกังวลใจนั้นมีส่วนถูก เพราะท่านมองถึงว่าเราสามารถผลิตด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทยต่ำกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ กังวลใจถึงความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าก็มีส่วนถูก แต่ในข้อเท็จจริงลักษณะอันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องของโรงไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ถ้าจะเอาตัวเลขตัวนี้มาใช้ในการประเมินนั้นจะกระทบเป็นวงกว้างพอสมควร เพราะกิจการ ของรัฐหลายอันไม่ว่าจะเป็นด้านของสาธารณูปโภคการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลื่นความถี่ จะอยู่ในเกณฑ์คล้าย ๆ กัน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกอย่างนี้ว่า ในกรณีที่เป็นประเด็นของ ๕๑ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องของการผลิต ซึ่งในการผลิตนั้นเราจะ มีกลไกในการที่จะบังคับไม่ว่าใครจะผลิตก็ตาม จะเป็นไอพีพี (IPP) เอกชนผลิต จะเป็นเอชพีพี (HPP) หรือวีเอชพีพี (VHPP) ที่ผลิตนั้นจะต้องขายผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขาเรียกว่า ซิงเกิล เอนแฮนซ์ บายเยอร์ (Single enhance buyer) คือผู้ซื้อ ซื้อได้รายเดียว คือรัฐเป็นผู้ซื้อ และโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ผลิต ที่เป็นเอกชนนั้น จะต้องผ่าน การประมูล จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่เรียกว่า กกพ. ไปเป็นผู้พิจารณา แล้วเวลาจะเปิดก็จะต้องเปิดให้โปร่งใสในการเข้ามาแข่งขันกันเพื่อจะเอา ต้นทุนของไฟฟ้าที่ถูกลงแล้วก็เปิด อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะผลิตจากที่ไหนก็ตาม หรือแม้จะนำเข้า จากประเทศเพื่อนบ้านก็ตามนั้นจะเข้าระบบของผู้ซื้อรายเดียว ก็คือตัวผู้ซื้อที่เป็นรัฐเท่านั้น นั่นคือต้นเหตุของการผลิตพลังงานไฟฟ้า แต่หลังจากนั้นแล้วเมื่อรับซื้อเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบสายส่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบการให้บริการไปสู่พี่น้องประชาชนผ่าน กฟผ. ในเรื่องของสายส่งก็ดี ผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในเรื่องระบบสายส่งของต่างจังหวัดก็ดี รวมทั้งการให้บริการกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดนั้นก็ผ่านทางด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และในกรุงเทพมหานครก็ผ่านการไฟฟ้านครหลวง ระบบที่เหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ระบบสายส่ง ระบบบริหารจัดการนั้นเป็นระบบที่ขึ้นกับรัฐทั้งสิ้น ดังนั้น