พิสิฐ เสนอกองทุนออมแห่งชาติ หนุนบำเหน็จบำนาญผู้สูงอายุ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือปัญหาการออมเพื่อเกษียณที่ยังไม่ครอบคลุมประชาชนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้สม่ำเสมอ พร้อมเสนอร่างกฎหมายสามฉบับเพื่อส่งเสริมการออมภาคบังคับ จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะดูแลนโยบายการออม และเร่งให้รัฐบาลดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุในระยะยาว

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปประเทศที่ได้นำเสนอมาในครั้งนี้โดยจะ ขออนุญาตพูดเฉพาะประเด็นด้านสังคม ซึ่งด้านสังคมผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านเลขาธิการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ให้ความเห็นมาว่าจะต้องมีการสร้างระบบให้คนไทย มีบำเหน็จบำนาญหลังพ้นวัยทำงานเพื่อจัดทำกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ ในรูปแบบการออมภาคบังคับ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ ของรายได้ สุดท้ายที่ประชาชนได้รับภายใน ๑๕ ปี อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้นำเสนอมาในหน้า ๖ ในจดหมายฉบับนี้ หนังสือในหลักการเห็นด้วย แต่เมื่อมาดูเนื้อหาในภาคสังคมซึ่งส่วนที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการให้คนไทยมีเงินบำเหน็จบำนาญ ไว้ใช้ยามเกษียณอายุหรือพ้นวัยทำงานแล้วก็จะมี ๒ กิจกรรมนะครับที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมที่ ๑ ก็คือเรื่องการบริหารกองทุนการออมแห่งชาติ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า กอช.

กิจกรรมที่ ๒ คือการสร้างระบบให้คนไทยมีบำเหน็จบำนาญหลังพ้นวัยทำงาน อันนี้เป็นในเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้เขียนไว้ในนี้ ประเด็นที่ผมอยากจะนำเสนอ แล้วก็ได้มีการศึกษาแล้วก็คือ กอช. ทุกวันนี้ยังมีสมาชิกไม่มาก จำนวนเพียง ๒ ล้านคนเศษ ๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ซึ่งมีกว่า ๒๐ ล้านคน ก็คือพูดง่าย ๆ ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้วนับแต่ที่กฎหมายฉบับนี้ออกมา แต่มีผลเพียง แค่ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออม โดยสมัครใจโดยผ่าน กอช. จึงน่าจะไม่เกิดผลอย่างที่เลขาได้เขียนไว้ในตอนต้นว่าจะต้อง มีการให้คนไทยมีบำเหน็จบำนาญโดยต้องมีการบังคับ ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่กระผม ในฐานะของกรรมาธิการของการเงินการคลังก็ได้รับความกรุณาจากท่านประธานสมศักดิ์ ที่ได้ให้คณะอนุกรรมาธิการการเงินการคลังได้ไปศึกษาในเรื่องนี้ซึ่งเราก็ได้มีการนำเสนอเป็น ร่างกฎหมายแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งร่างกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการออมภาคบังคับนี้ก็ได้เสร็จ เรียบร้อย ผมก็ได้ยื่นมายังท่านเลขาธิการรัฐสภาเมื่อวานนี้ ณ เวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจแก้ ถ้อยคำอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้เรียนว่าทางฝั่ง ส.ส. พวกเราก็ได้ทำไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าในส่วนของภาครัฐถ้าเราดูกำหนดแล้วเสร็จ ๐๔/๖๑ ก็คือล่าช้ามาปีกว่าแล้ว แล้วก็ ยังไม่เห็นร่างกฎหมายที่นำเสนอเข้ามาเพราะฉะนั้นกฎหมายของท่านจะต้องมารวมกับของเรา ของ ส.ส. นะครับ อันนี้เป็นกฎหมายฉบับที่ ๑ ระบบของเรา ของ ส.ส. อันนี้ก็เป็นกฎหมายฉบับที่ ๑ ส่วนในกิจกรรมข้อที่ ๒ ในเรื่องที่ให้ คนไทยมีบำเหน็จบำนาญหลังพ้นวัยทำงานนี้ อันนี้นอกเหนือจากคนกลุ่มแรกที่กล่าวถึงไปแล้ว เรื่องของ กอช. ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือในกลุ่มที่อยู่ในภาคที่เป็นสมาชิกประกันสังคม ๑๐ กว่าล้านคน มีไม่เกิน ๓ ล้านคนที่มีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะเป็นแบบสมัครใจ ประเด็นก็คือเงินที่จะได้จากกองทุนประกันสังคมเดือนหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท มันไม่เพียงพอหรอกที่จะใช้ในยามเกษียณ จะต้องสนับสนุนให้ผู้ทำงานในกลุ่มนี้ได้มีการออม โดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ทางกระทรวงการคลังก็กำลังร่างอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการคนที่อยู่ในแวดวงของการออมเพื่อใช้ยามชราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ของสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ไม่เห็นด้วยกับร่างของกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้น เราจึงได้มีการร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่ขึ้นมาและผมก็ได้นำเสนอต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วเมื่อวานนี้เช่นกันพร้อม ๆ กับฉบับแรก อีกฉบับหนึ่งที่มีการนำเสนอไปเมื่อวานนี้ เป็นฉบับที่ ๓ ก็คือ ณ เวลานี้ประเทศไทยมีช่องโหว่ของการดูแลเรื่องนี้เพราะเรื่องของการออม เพื่อใช้ยามชราถูกฝากไว้กับ สศค. หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งท่านมีเรื่องดูแลเยอะมาก วันก่อนสภาเราก็คอมเมนต์ (Comment) เรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ภาษีที่ดินและ โรงเรือนไป แล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นการไปฝากกับหน่วยงานอย่าง สศค. ก็ไม่น่าจะ ได้ประโยชน์เท่าที่ควร หรือไปฝากกับ ก.ล.ต. ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะมีข้อจำกัด เพราะ ก.ล.ต ท่านจะดูเรื่องหลักทรัพย์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจำเป็นต้องมีหน่วยงาน ที่ดูแลเรื่องของนโยบายการออมและให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันว่าเมื่อเกษียณอายุแล้วนี้ มีเงินเพียงพอ แล้วถ้าไม่พอรัฐจะต้องเติมเงินให้อย่างพอเพียง จึงเป็นที่มาของการนำเสนอ กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือกฎหมายการจัดตั้งสำนักงานแห่งนี้แล้วก็ให้มีคณะกรรมการมาดูแล มีระบบข้อมูลของประชาชนคนไทยทุกคนว่าเมื่อเกษียณแล้วมีเงินอยู่เท่าไรแล้วรัฐจะต้อง เติมเต็มเท่าไร เหล่านี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนเสนอเพื่อให้การดูแล เรื่องนี้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ครับ ขอบพระคุณมากครับ