สำลี รักสุทธี วิพากษ์การปฏิรูปการศึกษาไทยที่ล้าหลังและวนเวียนอยู่กับการเปลี่ยนโครงสร้างโดยไม่เกิดผลจริง ซ้ำยังเปิดช่องให้เกิดการเบิกงบประมาณโดยไม่ส่งผลต่อครูและนักเรียนอย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้หยุดการนำแบบอย่างจากต่างประเทศมาใช้โดยไม่สอดคล้องกับบริบท และผลักดันให้ครูผู้อยู่ในห้องเรียนมีบทบาทนำในการออกแบบนวัตกรรมและแนวทางการเรียนรู้อย่างแท้จริงเพื่อการปฏิรูปที่ยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เรื่องการศึกษาสำหรับวันนี้ที่ผมจะ มาเสนอ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ผมในฐานะที่เป็นครูมาทางภาษาไทย ผมจะขอกล่าวนำ ด้วยบทกลอนครับ ปฏิรูปการศึกษา ๖ ก้าวที่พลาด ก้าวที่ตกมี ๖ ก้าว เรื่องราวการศึกษา หกคะเมนตีลังกา ไม่ก้าวหน้าเสียที
ก้าวที่ ๑ ทางผ่านที่เชื่องช้า ทางข้างหน้าที่มืดมน การศึกษาที่สับสน ในวังวน ที่คนใคร ท่านตีความหมายก็คงจะเข้าใจดีนะครับ แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เทคโนโลยี จะพัฒนาไปนานแค่ไหน ไปไกลแค่ไหน แต่การศึกษาไทยยังอยู่ในวังวนเดิมหรือล้าหลัง ด้วยซ้ำไป อดีตได้รับฉายาว่ากระทรวงเต่า ปัจจุบันนี้ก็ยังเหมาะกับฉายานี้นะครับ ใครเข้ามา ก็นำคนของตนเข้ามาแล้วก็เปลี่ยนใหม่ ปรับนั่นปรุงนี่นะครับ ของเดิมดีอย่างไรก็ช่าง ก็ไม่เอา แต่ต้องทำตามคนของตน การศึกษาไทยจึงสารวนอยู่กับคนของใครเป็นเช่นนี้ร่ำไปครับ
ก้าวที่ ๒ ไร้สาระที่จะจับจึงคอยปรับที่โครงสร้าง ศึกษาไทยที่ไร้ทางไม่ต่าง ช่างที่ไร้ลาย ท่านประธานครับ ใครเข้ามา ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็พากันปรับแต่โครงสร้างครับ วนเวียนอยู่กับโครงสร้างนี้ล่ะครับ สมัยก่อนครูประชาบาลอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยและ กระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่าข้าหลายเจ้าบ่าวหลายนาย มีผู้บังคับบัญชาคือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ฝ่ายปกครอง และส่วนฝ่ายศึกษาก็มีศึกษาธิการอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัด เป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษา ต่อจากนั้นนะครับ ครูก็ต่อสู้จนกระทั่งได้มี สปช. หรือสำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ อยู่ดี ๆ ก็มี ๙ อรหันต์ขึ้นมา มาตั้งสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ดี ๆ ถึง คสช. ครับ ก็มาตั้ง กศจ. หรือสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการอำเภอขึ้นมาอีก อันนี้คือวังวน คือสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ คือคนที่เข้ามาแล้วสร้างความเสียหายให้กระทรวงศึกษาธิการไม่ไปไหน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป
ก้าวที่ ๓ ทั้งอดีตปัจจุบันต่างขยันปั่นกฎเกณฑ์ ปรับใหม่อยู่ไม่เว้น อ้างจุดเน้น จะเป็นจะตาย ท่านครับกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่อยู่เรื่อย ใครเข้ามาก็วางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ สร้างภาระให้ครู เช่น กฎเกณฑ์การทำงาน ผลงานวิชาการ การประเมินผู้บริหารสถานศึกษาเข้าสู่ตำแหน่ง เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกหลายอย่างครับ อย่างหลักสูตรก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกเป็นข้ออ้าง ผมขอใช้คำว่าเป็นข้ออ้างในการทำมาหากิน ของคนการศึกษาก็แล้วกัน เพราะเมื่อปรับทีไรแล้วงบประมาณจะต้องตามมาอย่างมากมาย มีการพิมพ์เกณฑ์ใหม่ พิมพ์หนังสือใหม่ อบรมใหม่เงินไหลเข้ากระเป๋าของใคร อันนี้คือสิ่งที่มีอยู่ ในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปรับเกณฑ์ต่าง ๆ เงินกับโครงการมาด้วยกันครับ
ก้าวที่ ๔ ปฏิรูปแค่คำหรู นักเรียนครูไม่เปลี่ยนแปลง เพียงทำเพื่อสำแดง นอกแป้งใสแต่ในกลวง คำว่านอกแป้งใสก็เหมือนกับแต่งหน้าทาแป้งสวยหรูแต่ข้างในกลวง ปฏิรูปการศึกษาเป็นแค่คำหรู ผมได้ยินมานานหลายรัฐบาลใช้คำนี้มาเป็นจุดสำคัญในการหาเสียง ปัจจุบันไปบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปประเทศแต่แววสำเร็จน้อยมากครับ เป็นข้ออ้างให้คนมีงานทำ และเปิดช่องทุจริตให้มากขึ้นเพราะจะมีโครงการและแผนงานผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดงบประมาณ จำนวนมหาศาลตามมา มีสารพัดอบรม มีสารพัดโครงการแล้วเงินไหลเข้ากระเป๋าใคร มีบางคน เป็นเศรษฐีอย่างรวดเร็วจากคำว่า ปฏิรูปการศึกษา ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพียงคนรู้ แก้ปัญหา ไม่นำพาคนเข้าใจ แต่คนทำไม่ได้ใช้คนเข้าใจไม่ได้ทำ การปฏิรูปการศึกษาไทย ไม่ก้าวหน้าเพราะเมืองไทยให้คนเพียงรู้ครับแต่ไม่เข้าใจมาชี้ทางมาแก้การศึกษาจึงแก้ปัญหา ไม่ได้ครับ การศึกษาไทยอยู่ในวังวนเดิมแต่คนที่เข้าใจจริงมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วห้องเรียน ทั่วประเทศกลับถูกตีกรอบกดทับให้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กปิดความคิดสร้างสรรค์ไม่มีโอกาสพูด ไม่มีอิสระในการแก้ปัญหา การศึกษาไทยจึงอยู่ในลักษณะเตี้ยอุ้มค่อมตาเหล่จูงตาเขอย่างที่เห็น และเป็นอยู่
ก้าวที่ ๕ มากแบบการเรียนรู้หลากหลายหมู่วิชาการ มิจฉาวิชามารคือต้นทาง ต้านวิชา ท่านครับ นักการศึกษาไทยไม่เป็นแบบอย่างของตนเอง ขาดแผนเชิงปฏิบัติที่เกิดจาก การทดลองหล่อหลอมอย่างต่อเนื่องจริงจัง จนเป็นปึกภูมิปัญญาของตนเอง ส่วนใหญ่เป็น การศึกษานำเข้าเอาวิธีต่างชาติมาอวดอ้างแล้วให้ครูปฏิบัติจนไม่รู้ว่าจะยึดแบบใดการศึกษาไทย จึงไร้ทิศทางที่อ้าง แอกทีฟ เลิร์นนิง (Active learning) หรือที่ให้เรียนรู้ตามแนวพหุปัญญา หรือมัลติเพิล อินเทลลิเจนซ์ (Multiple intelligences) ของดอกเตอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เป็นแค่คำอ้างเป็นแค่คำหรูที่มาอ้างครูเท่านั้นเอง แต่ถ้ามีครูคนใดคนหนึ่งคิดออกแบบเป็น ของตนเองกับไม่เป็นที่ยอมรับและไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการที่อ้างว่ามีความรู้ ปัญหา การปฏิรูปการศึกษาไทยจึงอยู่ในวังวนเดิมและวังเวงด้วยประการฉะนี้ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมานั้นเป็นคำเรียงเป็นคำร้อยที่ผมนำมาจากความจริงใจเพราะว่าผมเป็นครูอยู่ใน ห้องเรียนมา ๔๐ กว่าปี คนที่อยู่ในห้องเรียนจริง ๆ เท่านั้นคือคนที่จะแก้ปัญหาการศึกษาได้ ไม่ว่าจะกี่ร้อยดอกเตอร์กี่พันดอกเตอร์ กี่อาจารย์มหาวิทยาลัยผมบอกเลยว่าแก้ปัญหา การศึกษาไม่ได้ เพราะเราให้คนที่มีความรู้ ที่ผมใช้คำว่า เพียงแต่รู้แต่ไม่เข้าใจมาแก้ปัญหา การศึกษา การศึกษาไทยจึงเป็นอยู่อย่างนี้ตลอด ถ้าท่านจะแก้ปัญหาการศึกษาได้จริง ๆ นั้น ท่านจะต้องให้ครูเขาออกแบบเอง เขาสร้างสื่อสร้างนวัตกรรมของเขาเองเพราะคนที่เข้าใจ คือครูที่อยู่ในห้องเรียน เขาไม่รู้แต่เขาเข้าใจว่าเด็กคนไหนเป็นอย่างไร นี่คือการแก้ปัญหา ที่ถูกจุด ต่อไปประเทศไทยจะก้าวหน้าถ้าให้โอกาสครูที่อยู่ในห้องเรียนเขาพูดได้ เขาสามารถ คิดเป็นตัวของตัวเองได้ ขอบคุณมากครับ