วาโย ถาม 3 ด้านปมสื่อสารผิด โควิด-19 หวั่นสับสนเพิ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓

วาโย อัศวรุ่งเรือง หารือสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการสื่อสารของรัฐที่ไม่สอดคล้องกันจนก่อให้เกิดความสับสนในประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงข้อมูลอย่างถูกต้องและทันกาล รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนล่าม ทรัพยากรทางการแพทย์ และความล่าช้าในการตอบสนองต่อสถานการณ์ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบรองรับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากกรณีปัญหาวิกฤติของการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) สายพันธุ์ใหม่นี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ทราบถึงรายละเอียดดีอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเข้าที่ประเด็นคำถามเลยเพื่อให้ง่ายต่อการตอบคำถามของท่านรัฐมนตรี ผมขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นกว้าง ๆ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรกประเด็นเรื่องของการสื่อสาร ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้คงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าโลกของเราเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร เข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย (Social media) ข้อมูล ข่าวสารมีอยู่เป็นจำนวนมากให้เข้าสามารถสืบค้นได้โดยง่าย ซึ่งในกรณีแบบนี้ก็มีทั้งประโยชน์ แล้วก็มีทั้งโทษด้วย ประโยชน์ของลักษณะภาวการณ์แบบนี้ก็คือว่าประชาชนจะสามารถ เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์และสามารถเลือกที่จะบริโภคข้อมูลได้ อย่างหลากหลายหลายแหล่งที่มาครับ แต่ข้อเสียของภาวการณ์แบบนี้ก็มี ด้วยปริมาณข้อมูล ที่มีอยู่จำนวนมากทำให้มีข้อมูลที่อาจจะมีความขัดกันหรือยังไม่อัปเดต (Update) บ้าง เป็นข้อมูลเก่าบ้าง หรือมาจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือบ้าง เพราะฉะนั้นด้วยสถานะแบบนี้ จึงเกิดความสับสนในหมู่ประชาชนถึงข้อมูลที่ว่าอันไหนมีความน่าเชื่อและเขาจะเลือกเชื่อ ที่อะไร ท่านประธานครับ คงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีเป็น บุคคลที่ประชาชนให้ความคาดหวังและพร้อมที่จะฟังท่านอยู่เสมอ ภาวการณ์อย่างที่ผมบอก อาจจะทำให้เกิด ๒ รูปแบบ คือ ๑. เกิดความตื่นตระหนกจนเกินไปกับ ๒. คือเกิดความ นิ่งนอนใจจนเกินไป การสื่อสารของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี บางครั้งก็ทำให้เกิดภาวการณ์เช่นแบบนี้ได้ขึ้นมาเหมือนกัน ผมขออนุญาตยกกรณีศึกษา ๒ กรณี กรณีแรกคือกรณีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้โพสต์ (Post) เฟซบุ๊ก ส่วนตัวและทำนองสื่อสารไปในทำนองที่ว่ามีการถอดเครื่องเทอร์โมสแกน (Thermoscan) ออกจากสนามบิน ทั้งที่ความจริงแล้วในข้อเท็จจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเย็นวันนั้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรคก็ได้จัดโต๊ะแถลงที่สนามบินทันทีว่ายังมีการใช้เครื่องเทอร์โมสแกน (Thermoscan) อยู่ขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ซึ่งกรณีแบบนี้อาจจะทำให้ประชาชน เกิดความตื่นตระหนกตกใจ ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และในบางครั้งก็อาจจะ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างานทำงานได้อย่างยากลำบากมากขึ้น

อีกกรณีหนึ่งก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนไปในทำนองที่ว่าการติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) สายพันธุ์ใหม่อาจจะ ไม่แตกต่างกับการติดเชื้อหวัด ซึ่งก็อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงกับ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะจากรายงานวารสารทางการแพทย์ ผมขออนุญาตโชว์นิดหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ในวันที่ ๒๓ มกราคม ในจามา (JAMA) ซึ่งก็เป็นวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับความ เชื่อถือสูง มีหัวข้อออกมาชัดเจนเลยครับว่า โคโรนาไวรัส อินเฟกชันส์ มอร์ แดน จัสต์ เดอะ คอมมอน โคลด์ (Coronavirus Infections More Than Just the Common Cold) ซึ่งแปล เป็นภาษาไทยได้ว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มันไม่ใช่แค่ไข้หวัด ธรรมดาครับ เพราะฉะนั้นจึงอยากเรียนฝากท่านประธานถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรี ว่าแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะมีแนวทางในการสื่อสารกับประชาชน อย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง จากตัวท่านรัฐมนตรีเอง หรือจากท่านนายกรัฐมนตรีเอง อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องของปัญหาการทำงานที่อยู่หน้างานของเจ้าหน้าที่ ในระดับปฏิบัติการนะครับ พอดีผมเป็นแพทย์ก็เลยได้พูดคุยกับอาจารย์ที่เป็นแพทย์แล้วก็ พยาบาลหลายท่านที่ทำงานอยู่ในกรมควบคุมโรคได้รับทราบปัญหามาบางประการ ซึ่งจริง ๆ มีปัญหามากมาย แต่ว่าขออนุญาตนำเสนอเพียง ๒ เรื่องหลัก ๆ

เรื่องแรก ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มาแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในช่วงเย็นถึงแนวทางการดำเนินการทั้งเรื่องพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และเรื่องไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เชื่อว่าเกิดจากความไม่มั่นใจของประชาชน ความไม่มั่นใจของนักลงทุน ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา และท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ ความกรุณาอย่างทันท่วงทีครับ ได้ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์เย็นวันนั้นเลย ซึ่งที่ผมติดตาม ถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีตลอดประมาณสัก ๑๐ นาที ก็เห็นว่าเป็นประเด็นที่ดี แล้วถ้าสามารถทำได้ตามเช่นว่านั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม ถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี ผมดูแล้วคล้าย ๆ กับทฤษฎีในทางการแพทย์เลย เหมือนยกออกมาจากหนังสือเลยทีเดียว แต่ว่าการปฏิบัติงานหน้างานจริงกับในทฤษฎีอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในบางประการ ตัวอย่างเช่น การคัดกรองที่สนามบินหรือการคัดกรองที่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลของรัฐ การคัดกรองเหล่านี้จะต้องมีผู้ป่วยจำนวนมากแล้วก็มีผู้ที่เดินทางมาจากประเทศจีนจำนวนมาก ในหลาย ๆ ครั้งชาวจีนเองอาจจะไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยก็อาจจะไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาจีนได้ เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นต้องใช้ล่ามครับ ที่สนามบินอาจจะมีจำนวนเพียงพอ แต่ว่าที่โรงพยาบาล ไม่เพียงพอแน่นอน เพราะฉะนั้นผมเห็นหลายโรงพยาบาลต้องมีการประกาศรับสมัครล่ามจีน ในเฟซบุ๊ก ผมติดต่อสอบถามไปว่าได้รับการสนับสนุนหรือไม่ ท่านก็แจ้งผมมาว่าอันนี้เป็น การติดต่อหาล่ามจีนเอง ไม่ได้มีหน่วยงานของรัฐหรือว่าเงินทุนมาสนับสนุนเลย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากสอบถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีการบูรณาการระหว่างกระทรวงหรือเปล่า ผมมองว่าตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวแล้วนะครับ ตรงนี้ อาจจะต้องบูรณาการไปกับกระทรวงการต่างประเทศด้วยในการจัดหาล่าม แล้วก็ยังมีประเด็น ต่อไปที่จะพูดถึงในประเด็นที่ ๓

อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ แล้วก็บุคลากรที่อยู่ที่หน้างาน ที่จะต้องปฏิบัติงานอย่างยากลำบาก แล้วก็ปฏิบัติงานกันด้วยความแข็งขันครับท่านประธาน เครื่องมือในการตรวจเรียกว่าชุดคิดต่าง ๆ ตอนนี้เท่าที่ผมรับแจ้งมาจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่ หน้างานก็คือไม่ค่อยเพียงพอ จำนวนแพทย์และพยาบาลก็ค่อนข้างขาดแคลน และสุดท้าย สิ่งที่สำคัญก็คือห้องความดันลบหรือเนกาทีฟ เพรสเชอร์ รูม (Negative pressure room) ซึ่งยังขาดแคลนอยู่ ตอนนี้องค์การอนามัยโลกแนะนำเลยว่าถ้าเป็นผู้ป่วยที่เป็นคอนเฟิร์มเคส (Confirm case) แล้ว อย่างไรก็ต้องรักษาในห้องเนกาทีฟ เพรสเชอร์ (Negative pressure) แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นพียูไอ (PUI) หรือผู้ป่วยที่ได้รับการเฝ้าระวังนะครับ วันนี้ผมพยายาม ติดตามตั้งแต่เช้าในรายงานของประกาศกรมควบคุมโรคผ่านทางหน้าเว็บ (Web) ก็ยังไม่ได้ ประกาศเลย ข้อมูลล่าสุดของเมื่อวานมีพียูไอ (PUI) อยู่ประมาณ ๑๓๖ ราย ซึ่งถ้าเทียบกับ จำนวนของเนกาทีฟ เพรสเชอร์ รูม (Negative pressure room) ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล อาจจะไม่เพียงพอ ผมอยากทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ที่หน้างานหรือเปล่า ได้ลงมาพูดคุย ได้ลงมานั่งเป็นประธานในวอร์รูม (War room) และได้ร่วมปฏิบัติการกับ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างแข็งขันอยู่ที่หน้างานและทราบปัญหาเหล่านี้หรือไม่ และท่านจะ จัดการจัดสรรทรัพยากรหรือเงินทุนส่วนไหนในการที่จะมาลงกับวิกฤติปัญหาในครั้งนี้ครับ

สุดท้ายท่านประธานครับ ประเด็นข้อที่ ๓ คือประเด็นในเรื่องของความฉับไว การตอบสนองต่อเหตุการณ์ จากที่เราเห็นว่าเรารอข้อมูลทางการจากประเทศจีนว่าเชื้อไวรัส โคโรนา (Virus Corona) สายพันธุ์ใหม่ติดต่อ ตอนแรกบอกว่าไม่ติดต่อจากคนสู่คน ถูกต้อง หรือไม่ครับ แล้วก็เพิ่งจะมาประกาศว่าติดต่อจากคนสู่คน กลายเป็นว่าเราอาจจะต้องเดินตาม ข้อมูลที่มาจากประเทศอื่นตลอดเวลาเลยอย่างนั้นหรือครับ เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศเรา จะก้าวนำออกไปสักก้าวหนึ่งบ้าง และการตอบสนองที่ฉับไว ผมยกตัวอย่างกรณีที่เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วก็คือเรื่องของนักศึกษาที่ติดค้างอยู่ที่อู่ฮั่นประมาณสัก ๕๐ คน ตอนนี้ท่านได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ขอให้ท่านย้ำอีกครั้งหนึ่ง และทำไมถึงสามารถที่จะ ไปรับตัวทหารเรือออกมาได้ก่อน ทำไมพอเป็นพลเรือนถึงได้รับตัวกลับมาได้ช้ากว่า ท้ายที่สุด ท่านมีแนวโน้มหรือวิธีการทำอย่างไร เพราะว่าโรคอุบัติใหม่มันคงจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเบตาโคโรนาไวรัส (Beta Coronavirus) นี้ ก็มีทั้งซาร์ส (SARS) มีทั้งเมอร์ส (MERS) แล้วก็มาที่โนเวลโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Novel Coronavirus 2019) นี้ครับ ท่านมีวิธีที่จะจัดการปัญหาอย่างนี้ต่อไปในอนาคตที่จะก้าวนำกว่าปกติไปสักหนึ่งก้าวอย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ