สิริพงศ์ แจงปัญหาภาษีที่ดิน ชี้ไม่พร้อมบังคับใช้ ห่วงตีความคลุมเครือ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หารือปัญหาความไม่เป็นธรรมและความคลุมเครือในการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนชั้นกลางและชั้นล่าง ขณะที่ผู้มีอภิสิทธิ์กลับได้ประโยชน์ จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างรอบคอบและทบทวนหลักเกณฑ์ให้เป็นธรรมมากกว่าเดิม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย อันดับแรกเลยต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มันเป็นเรื่องที่ประชาชนพูดถึงแล้วก็มีความวิตกกังวลเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปี ที่ผ่านมา แล้วก็มีความไม่มั่นใจในหลักเกณฑ์และมีความคลางแคลงสงสัยมาโดยตลอด ในส่วนตัวผมเองนั้นติดตามกฎหมายตัวนี้มาระยะหนึ่งแล้วก็มีความกังวลใจมาโดยตลอดว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายตัวนี้ออกมามันจะถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของภาครัฐจริงหรือ ในโลกนี้ ระบบการหารายได้ของรัฐเป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้ที่เข้ารัฐมากที่สุดมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม รองลงมาในบางประเทศที่มีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีในหมวดนี้จะเป็นรายได้ ลำดับที่ ๒ ของเขา ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีลักษณะนี้พอเรามีการจัดเก็บ ภาษีลักษณะนี้คำถามที่ต้องถามก็คือรัฐอยากจะจัดเก็บภาษีเพื่อต้องการที่จะหารายได้ หรือต้องการที่จะเอาที่รกร้างว่างเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์ เรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน เพราะถ้าท่าน บอกว่าท่านจะหารายได้ผมคิดว่ากฎเกณฑ์มันต้องเป็นธรรมแล้วก็ชัดเจนกว่านี้ แต่ท่านบอกว่า ท่านจะเอาที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ คำถามก็คือวันนี้ที่เราเห็นตามสื่อที่กลางเมือง ๑๐ ไร่ ปลูกมะนาวเต็มที่ ๑๐ ไร่ นี่คือการใช้ประโยชน์ที่รัฐอยากเห็นหรือ ถ้าเกิดคำตอบของท่าน คือใช่ ผมคิดว่าล้มเหลว ภาษีฉบับนี้ยังไม่มีความพร้อมในหลายประเด็น ท่านกรรมาธิการก็ได้ กรุณาให้ข้อสังเกตมาตรงมาก คือความไม่ชัดเจนของเรื่องกฎหมาย การบังคับใช้ การตีความ ซึ่งการตีความกฎหมายเราใช้ฉบับเดียวกันใช้ทั้งประเทศ แต่การตีความย่อมต่างกันสังคมเมือง ตีความอย่างหนึ่ง สังคมชนบทตีความอย่างหนึ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความแปลกแตกต่าง หลากหลายกันมาก หน่วยงานเก็บภาษีเป็นหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานกำหนดราคาเป็น อีกหน่วยงานหนึ่ง ท่านให้ท้องถิ่นเก็บ ท่านให้กรมธนารักษ์เป็นคนประเมิน กรมธนารักษ์ ประเมินไม่แปลกถ้าวันนี้กรมธนารักษ์ไม่หารายได้ กรมธนารักษ์เขาประเมินที่ทรัพย์สิน ของหลวง เขาต้องประเมินสูง เพราะเวลาที่เขาจัดเก็บรายได้เขาจะได้จัดเก็บได้ในอัตราสูง แต่เกณฑ์นี้กลับเป็นเกณฑ์เดียวกันที่ใช้ทั้งภาครัฐและเอกชน ผมยกตัวอย่างครับ กรมธนารักษ์เขาจะจัดประเมินราคาที่ดินเขาจะประเมินจากราคาสุดท้ายที่มีคนซื้อ ผมได้คุย กับท่าน ส.ส. ราชบุรี ท่าน ส.ส. ราชบุรี บอกว่าแถวบ้านท่านคนกรุงเทพฯ มาซื้อที่ดินบอกว่า ไร่ละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท คนกรุงเทพฯ บอกถูกมาก แต่คนแถวราชบุรีบริเวณนั้นบอกว่าทำไม ซื้อแพงจัง แล้วราคาประเมินมันไปไกลแล้วนะครับ ในเมื่อสังคมเขายังเป็นสังคมชนบทอยู่ แล้วกฎหมายนี้จะเอามาบังคับใช้ทั่วประเทศ ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้ทันที ที่ประกาศออกมาผู้คนตื่นตระหนกกันหมด นั่นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐทำความเข้าใจ ทำการรับทราบกับประชาชนน้อยเกินไป มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ของเรามากกว่านี้ เหตุเพราะอะไร เหตุเพราะประชาชนเขาจะไม่ทราบหรอกว่ากฎหมายใด จะมีผลกระทบกับชีวิตเขาบ้างจนกระทั่งเขาได้รับผลกระทบแล้ว ยกตัวอย่างกฎหมาย ลักษณะเดียวกันอย่างเช่นกฎหมายผังเมือง คนไปซื้อที่เขาบอกว่าเขาซื้อมาโดยชอบแต่เขา ไม่รู้หรอกว่าที่แปลงนั้นมันเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง เขาจะรู้ก็ต่อเมื่อวันหนึ่งเขาจะเอาไป ใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และใช้เวลาสักพักหนึ่งจนเขาพ้นจากความตระหนกตกใจ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นอุปสรรค เป็นอุปสรรคต่อความเท่าเทียม ท่านประธานเคยสังเกตไหมว่ากฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ออกมา ไม่เคยมีรายใหญ่ออกมาโวยวาย ไม่เคยมีคนรวยออกมาบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นธรรมเลย ผมเคยไปฟังการบรรยายในหลักสูตรหนึ่ง ผู้ประกอบการรายใหญ่บอกว่ากฎหมายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างออกมาไม่ต้องกลัว เรารอซื้อที่ถูกก็พอ นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเลยว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ช่วยคนจน แต่คนที่สามารถประกอบธุรกิจจากที่ดินได้ต่างหากที่เขาจะ สามารถอยู่รอดได้ รายใหญ่อยู่ได้ แต่รายกลางและรายย่อยอยู่ไม่ได้ พรรคพวกกันเป็นข้าราชการ ชั้นผู้น้อยเขาเคยมาบอกผมว่า ท่าน ส.ส. ผมมีความรู้สึกว่ากฎหมายที่ออกมาช่วงหลัง ๆ เหมือนกับออกมารังแกคนชั้นกลาง และคนชั้นล่างเลย ผมก็ถามว่าทำไม เขายกตัวอย่าง เขาให้ฟัง เขาบอกว่าในอดีตพ่อแม่เขาเป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีเงินเหลือเริ่มเก็บหอมรอมริบ ไปฝากเงินดอกเบี้ยธนาคาร ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปฝากเงินในธนาคารปรากฏว่าธนาคารรับประกัน เงินฝากไม่เกิน ๑ ล้านบาท เขาจำเป็นที่จะต้องไปลงทุน เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตเอาไปซื้อที่ วันหนึ่งพ่อแม่เกษียณได้เงินบำนาญ ลูกเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย สินทรัพย์ที่พ่อแม่เก็บ หอมรอมริบมากลายมาเป็นภาระของเขาที่เขาจะต้องมาจ่ายภาษี เช่นนี้มันเป็นธรรมหรือครับ กฎเกณฑ์นี้เป็นอุปสรรคต่อการค้าในโลกที่กำลังจะมาถึง วันนี้ท่านเห็นใช่ไหมครับ ธุรกิจที่เราเห็น หรือแม้กระทั่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยเราก็ยังพูดถึงเรื่องการให้ประชาชนเอาสินทรัพย์ ที่ตนเองมีมาหารายได้ เช่นธุรกิจแบบโฮมสเตย์ (Homestay) กฎหมายตัวนี้เป็นอุปสรรค ชัดเจน เพราะทันทีที่เขาครอบครองบ้านหลังที่ ๒ เขาจำเป็นจะต้องโดนภาระภาษี และภาระภาษี ที่เขาเสียนั้นไม่ได้เกิดจากค่าใช้จ่ายจริงด้วยซ้ำ เกิดจากการประเมิน ผมยกอีกตัวอย่างหนึ่ง ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วสังคมเมืองในต่างจังหวัดกระจายออกตามริมทางรถไฟ ผู้คนพอมีเงินหน่อยก็ไป ซื้อตึกแถว ไปสร้างตึกแถวอยู่ในเมืองประกอบธุรกิจ วันนี้โลกมันเปลี่ยน ท่านไปดูครับ ตึกแถว ในเมืองกำลังจะตายหมดแล้วเพราะโลกเปลี่ยน ทุกวันนี้คนมีรถยนต์ใช้ เขาไม่จอดรถข้างทาง ลงไปซื้อของแล้วครับ แต่ราคาประเมินสูงขึ้นทุกวัน นั่นหมายความว่าธุรกิจของเขาขาลง แต่ภาระของเขาสูงขึ้น สูงขึ้นทุกวัน นั่นหมายความว่าธุรกิจของเขาขาลงครับ แต่ภาระของเขาสูงขึ้น ข้อสังเกตของกรรมาธิการ ยังมีอีกหลายข้อ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ฉะนั้นท้ายที่สุดผมจึงต้องขอฝากความเห็นของ ท่านกรรมาธิการ ประเด็นสุดท้ายผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกของประเทศไทยท่านยกตัวอย่าง วิธีเก็บภาษีลักษณะนี้ในประเทศฝรั่งเศสที่บอกว่าเก็บภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศฝรั่งเศสนั้นเขาไม่ได้ประเมินเฉพาะจากราคาประเมิน แต่เขาประเมินจากรายได้ ของผู้ถือครองด้วย ผมคิดว่าการใช้กฎหมายลักษณะนี้ที่มีผลกระทบกับคนจำนวนมากไม่ควร เป็นการบังคับใช้กฎหมายเชิงเดี่ยว ควรจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีมิติแตกต่างหลากหลาย ออกไปโดยดูหลักของนิติรัฐและดูหลักการของวิถีชีวิตของประชาชนด้วย ฉะนั้นผมจึงขอฝาก ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่ารายงานการศึกษาพิจารณาปัญหาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่มีประโยชน์ และจะสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ยากแล้วจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศไทยได้อย่างแน่นอน จึงขอให้ทุกท่านช่วยกันรับไว้นะครับ ขอบพระคุณครับ