จุลพันธ์ วิจารณ์ร่างภาษีที่ดิน ชี้กระทบรายได้ท้องถิ่น-เอื้อคนมีอภิสิทธิ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชื่นชมกรรมาธิการที่นำเสนอรายงานการศึกษาปัญหาและผลกระทบจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเปิดมิติใหม่ให้สภาได้มีส่วนรับรู้และเสนอความเห็นต่อรัฐบาล พร้อมวิพากษ์ร่างกฎหมายดังกล่าวที่ทำให้ท้องถิ่นสูญเสียรายได้ ต้องพึ่งงบอุดหนุนจากรัฐ ส่งผลให้การกระจายอำนาจถดถอย และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมที่กฎหมายเอื้อประโยชน์ผู้มีอภิสิทธิ์ ขณะที่คนชั้นกลางและรายได้น้อยได้รับผลกระทบหนัก โดยกฎหมายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้หรือส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในเรื่องของรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหา และผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนกรรมาธิการจากทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ผมเองต้องเรียนว่าผมก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้อยู่ในอนุกรรมาธิการ ชุดนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการหยิบประเด็นซึ่งโดนใจผมมากแล้วก็เป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนขึ้นมาศึกษาแล้ววันนี้เอามารายงานต่อสภา ต้องเรียนอย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้ว เป็นช่องทางปกติของสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าเป็นที่น่าแปลกที่สภาผู้แทนราษฎรเราไม่ค่อย ใช้ช่องทางนี้ในการที่จะนำเรื่องสู่สภา นั่นคือกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องต่าง ๆ แล้ว เมื่อศึกษาแล้วไม่ค่อยเอากลับมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ท่านได้เปิดมิติใหม่แล้ว ทางกรรมาธิการทุกท่าน ทุกฝ่าย ผมต้องกราบชื่นชมท่าน เปิดมิติใหม่ต่อสภาแห่งนี้ว่า เมื่อมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต้องนำเข้าสู่สภา เพื่อที่สภาจะได้นำไปใช้แล้วก็ส่งข้อสังเกต ของกรรมาธิการและสิ่งที่พวกเราอภิปรายกันไปให้ทางรัฐบาลได้นำไปใช้นะครับ

ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัตินี้ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่ามันเป็นอีกหนึ่ง ในร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมายซึ่งเป็นความล้มเหลวของสภา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพเลยว่า สนช. ในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารออกกฎหมายมา หลายฉบับและมีปัญหา อันนี้เป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้น ผมอาจจะต่างกับท่านประธาน กรรมาธิการที่บอกว่าท่านเห็นชอบกับเรื่องกฎหมายฉบับนี้ ผมเองเรียนเลยว่ากฎหมายฉบับนี้ ควรจะต้องยกเลิกทั้งฉบับและยกเว้น ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของการจัดเก็บเงินภาษี รายได้ อันนี้ประเด็นแรกเอาคร่าว ๆ ก่อน เพราะเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว มันไปลด ในสิ่งซึ่งท้องถิ่นเขาควรจะได้ จากที่เขาเคยจะต้องได้รับภาษีบางแห่งเป็นพันล้านบาท บางแห่งหลายร้อยล้านบาท อบต. เทศบาลเล็ก ๆ ก็เป็นร้อยล้านบาทได้ เมื่อออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา เมื่อมีการคิดคำนวณใหม่สัดส่วนตามกฎหมายที่เขาจะได้โดยธรรม โดยสิทธิของเขา ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเป็นร้อยล้านบาท เมื่อเกิดขึ้นสิ่งที่จะเกิดก็คือทางรัฐบาลก็จะอุดหนุนเงิน ผ่านทางงบประมาณ ใช้ช่องทางที่เรียกว่าเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อให้ยอดสัดส่วนการกระจาย รายได้ไปสู่ท้องถิ่นคงเดิม แต่เมื่ออุดหนุนทั่วไปกระบวนการพิจารณางบประมาณจะต่างกัน จากที่ท้องถิ่นสามารถมีอำนาจในการตัดสินใจแล้วก็จัดสรรงบประมาณตนเองก็จะกลับมา สู่สภา สภาก็จะเป็นคนคอยบอกว่าอะไรมีความเหมาะสม ไม่เหมาะสม รัฐบาลก็สามารถ ฝากนโยบายได้เป็นต้นว่างบประมาณส่วนนี้ขอฝากถนนท้องถิ่นละ ๒ เส้น เราก็เห็นมาแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันทำให้กระบวนการในการกระจายอำนาจถดถอยอันนี้เป็นประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ กระบวนการในการทำกฎหมายฉบับนี้ผมต้องเรียนด้วยความเคารพ ขัดหลักการแล้วก็ขัดในสิ่งซึ่งควรจะเป็นในเรื่องของกระบวนการภาษีหลายข้อ ผมขออนุญาต ใช้ตัวอย่างประกอบแล้วก็นำเสนอต่อที่ประชุมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ประเด็นตัวอย่างแรก นโยบายนี้มีเรื่องของบ้านหลังหลักไม่เกิน ๕๐ ล้านไม่ต้องเสียภาษี อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ ชัดที่สุด เป็นต้นว่ามีคนรวยอยู่ ๑ คน มีบ้านอยู่ราคาประเมินออกมา ๔๙,๙๐๐,๐๐๐ บาท ๑ หลังเขาไม่ต้องเสียภาษีตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ผมเป็นคนชั้นกลางทำงาน อยู่กลางกรุงเทพ ฯ ผมมีบ้านอยู่ชานเมือง บ้านผมราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท บ้านหลังไม่เล็ก ไม่ใหญ่อยู่ไกลถึงบางนาโน่น ผมต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตัวเมืองทุกวันสุดท้ายตัดสินใจ กับครอบครัวว่าเราคงจะต้องซื้อคอนโดอยู่กลางเมืองแล้วล่ะเพื่อที่จะเดินทางไปทำงานง่าย ซื้อคอนโดสัก ๑ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ คนชั้นกลางคนนี้เสียภาษีบ้านหลังที่ ๒ ที่คอนโดครับ อันนี้คือการเลือกปฏิบัติทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เรื่องที่ ๒ ต้องเรียนอย่างนี้ มันเป็นภาษีที่แปลกมากเพราะว่าไม่ได้เก็บจากฐานรายได้ เก็บจากการประเมิน ประเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างที่ท่านมีอยู่ราคาเท่าไร ภาษีประเภทอื่นท่านต้องก่อเกิด รายได้ก่อนท่านถึงเสียภาษี เป็นต้นว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้นว่าภาษีรายได้ส่วนบุคคลเหล่านี้ คือเกิดรายได้ครับ ท่านสร้างมูลค่าขึ้นมาแล้วท่านถึงเสียภาษีตามมูลค่าที่เกิดขึ้นนั้น ในกรณีนี้ ยกตัวอย่างง่ายที่สุดครับ ผมกับเพื่อนผมมีพื้นที่ติดกัน ผมสร้างห้องแถว ๑๐ ห้อง เพื่อนผม ก็สร้างห้องแถว ๑๐ ห้องหน้าตาเหมือนกัน คิดราคาเช่าเหมือนกัน ห้องแถวของเพื่อนผม มีคนเช่าอยู่เต็มเลย ๑๐ ห้อง กับผมมีห้องแถว ๑๐ ห้องเช่นเดียวกันแต่โชคร้ายไม่มีคนมาเช่า มูลค่าทางภาษีที่ต้องเสียเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากภาษี ต่อมามีเพื่อนสมาชิก ได้กล่าวแล้ววันนี้มีพื้นที่ใจกลางเมือง ๑๐ กว่าไร่ ๒๐ ไร่ พื้นที่ไม่มากมูลค่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปปลูกมะนาว ในขณะที่ผมเป็นคนจนเป็นคนมีเงินไม่มาก แต่ได้มรดกที่ดินอยู่ใจกลางเมือง จากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผมไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะไปนั่งปลูกมะนาวอย่างเขา ไม่มีเงินจะลงทุน เพราะผมหาเช้ากินค่ำ แต่ผมมีที่อยู่ใจกลางเมือง ที่ดินผมอาจจะ ๓๐-๔๐ ล้านบาท ที่ไร่เดียว สุดท้ายเมื่อไม่สามารถลงทุนทางการเกษตรอย่างเขาได้อย่างพวกคนรวยได้ สิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็ต้องแบ่งที่ขาย หรือไม่เช่นนั้นก็โดนบีบขายในราคาถูกให้กับนายทุน นี่คือตัวอย่าง ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน นี่คือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกจากนั้น ฐานภาษีที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ผมอยู่ต่างจังหวัดผมมีที่ดินอยู่สัก ๑๐ ไร่ เมื่อก่อน ฐานภาษีผมอยู่ ๑,๐๐๐ บาท ด้วยร่างพระราชบัญญัตินี้โครงสร้างใหม่ผมเสียเท่าไรท่านรู้ไหม มีตัวอย่างอยู่ในที่กรรมาธิการท่านแสดงมานี่เห็นชัดเจนครับ จาก ๑,๐๐๐ กว่าบาท ผมเสีย ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท นี่คือโครงสร้างภาษีที่เป็นภาระต่อที่พี่น้องประชาชน นอกจากนั้นยังมีการงดเว้นบางกรณี เป็นต้นว่ามาตรา ๘ ให้ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษี ดูตัวอย่างที่ ๔ ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ในอดีตร่างพระราชบัญญัติฉบับเก่าที่เราใช้กันมาตลอดนั้นในกรณีที่สภากาชาดเราไม่เก็บภาษี ถูกต้องครับ แต่ในกรณีที่สภากาชาดมีการให้เช่าต่อไปยังเอกชนเอกชนจะต้องเสียภาษี ในที่ดินและทรัพย์สินนั้น ๆ แต่ร่างพระราชบัญญัติใหม่นี้ยกเลิกทั้งหมด ถามว่าใครมีกำลัง ทุนทรัพย์ไปเช่าที่ของสภากาชาดไทย กทม. ไปถามสิครับ บริษัทใหญ่มูลค่าของตัวเงิน ที่ กทม. จะต้องเสียไปจากการนี้ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการลดภาษีให้กับรายใหญ่ นี่คือการเอื้อทุนใหญ่ ท่านครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ความไม่พร้อมของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สุดท้ายเห็นได้ชัด ๑. ก็คือมีการเลื่อนการบังคับใช้โดยกระทรวงมหาดไทย ๒. เมื่อไม่ถึง หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการออกร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพวกเรา เห็นกันแล้ว ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คือออกมาแก้กฎหมายที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๖๒ นี่ล่ะครับ แก้อย่างไรหลังจากเลื่อนการบังคับใช้มาแล้ว ลดราคาภาษีที่จะเก็บ บางกรณีลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ บางกรณีลด ๙๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนครับ ตัวเงินที่เป็นเป้าหมายการจัดเก็บของ ทางรัฐจะจัดเก็บภาษีในประเภทนี้ ๆ หายไปทันที แต่ในขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำปัญหา ที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดก่อนหน้านี้ยังอยู่เพราะว่ากฎหมายยังบังคับใช้อยู่ กฎหมายบังคับใช้ แต่เงินไม่ได้ตามเป้า สรุปว่าเป้าหมายของการออกกฎหมายฉบับนี้คืออะไร คือจะต้องการ รายได้มากขึ้นเหรอ หรือต้องการให้พื้นที่ทั่วทุกตารางนิ้วทั่วประเทศไทยได้ทำการใช้ประโยชน์ ไปปลูกมะนาว ไปปลูกกล้วยหรือ ผมไม่เข้าใจ นี่คือปัญหาของการออกร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งไม่รัดกุม ไม่รอบคอบ วันนี้ถึงแม้จะมีร่างกฤษฎีกาในการลดอัตราภาษีเข้ามาแล้ว ผมต้อง กราบเรียนเลยว่าไม่เพียงพอ ผมยังยืนยันตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษามาว่าวันนี้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องงดเว้นการบังคับใช้ ไปก่อนจนกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้มีเวลาที่จะมาศึกษาในเรื่องของการออกกฎหมาย ใช้กระบวนการนิติบัญญัติของเราแก้ไขกฎหมายที่มีความรอบคอบรัดกุมและมีความเป็นธรรม กับพี่น้องประชาชนมากกว่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ