ชลน่าน ยันไม่เห็นด้วยแก้ข้อบังคับ ชี้ต้องรายงานสภาใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓

ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นคัดค้านการแก้ไขร่างข้อบังคับประมวลจริยธรรมที่เปลี่ยนการอ้างอิงมาตรฐานจริยธรรมจากบทบัญญัติในข้อบังคับมาเป็นการแนบท้าย เนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาด้านสภาพบังคับและกระบวนการสอบสวนเมื่อมีการฝ่าฝืน

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็น ในข้อบังคับ ข้อ ๔ ท่านประธานครับ ในข้อ ๔ กรรมาธิการเสียงข้างมากมีการแก้ไขจากร่าง ที่รับไปจากสภาผู้แทนราษฎร เติมคำว่า ตามบัญชีท้ายข้อบังคับนี้ กระผมเองมีความเห็นต่าง จากกรรมาธิการเสียงข้างมากให้คงร่างเดิมไว้ เหตุผลขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการที่เคารพทุกท่าน ผมเองสงวนสิทธิไว้อภิปราย มิได้หมายความว่าผมไม่ยอมรับเสียงข้างมาก แต่สิ่งที่ผมจำเป็นต้องมากราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกสภาแห่งนี้ เนื่องจากว่าร่างที่สภาผู้แทนราษฎรรับร่างที่กรรมาธิการยกร่าง ร่างขึ้นมา เมื่อรับในวาระรับหลักการแล้วก็ถือเป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎร ถ้ามีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงก็ต้องกลับมารายงานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น หรือไม่ ผมเองไม่เห็นด้วยเนื่องจากว่าการแก้ไขในข้อบังคับ ข้อ ๔ กรรมาธิการได้ใช้คำว่า ตามบัญชีท้ายข้อบังคับนี้ และในตัวร่างก็ใช้คำว่า แนบร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... เป็นการแนบมาตรฐานจริยธรรม ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และที่นำมาบังคับใช้กับ ส.ส. และ ส.ว. เปลี่ยนมาเป็นการแนบท้ายข้อบังคับเพื่อใช้บังคับ จากร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎร รับไป มาตรฐานจริยธรรมนี้ถูกนำมาเขียนไว้เป็นข้อบังคับในประมวลจริยธรรมของกรรมาธิการ และ ส.ส. เขียนในข้อบังคับ ข้อ ๔ ไว้ว่าให้นำมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการ ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาใช้บังคับแก่สมาชิกและกรรมาธิการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันนี้คือร่างเดิม แล้วก็นำบทบัญญัตินี้ไปเขียนในหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ กรรมาธิการ รับฟังเสียงจากสมาชิกเสียงข้างมากเห็นว่าควรตัดหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ ออก แล้วนำไปใช้ แนบท้ายเพื่อใช้บังคับ กระผมเองในฐานะเสียงข้างน้อยผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากว่าการบังคับใช้ ประมวลจริยธรรมกับสมาชิกของเราใน ส.ส. และกรรมาธิการ รวมทั้งบุคคลอื่นที่กรรมาธิการ แต่งตั้งมาด้วย สิ่งที่จะต้องคำนึงคือสภาพบังคับ การบังคับใช้ โดยเฉพาะบทกำหนดโทษ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ในมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บังคับกับเรา เขาเขียนในข้อ ๒๘ ผมขออนุญาตอ่านในหมวด ๔ การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรม เขียนในข้อ ๒๘ ไว้อย่างนี้ครับ การดำเนินการแก่บุคคลตามข้อ ๓ หมายถึงคนที่ถูกบังคับ ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หัวหน้า หน่วยงานองค์กรอิสระ แล้วก็ ส.ว. ส.ส. ตามข้อ ๓ ของมาตรฐานจริยธรรมของเขาว่ากระทำ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ หมายความว่าที่เขาเขียนมาทั้ง ๔ หมวด ให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกฎหมาย ระเบียบ หรือขีดเส้นใต้เลยครับ ข้อบังคับ ว่าด้วยการนั้น ก็หมายความว่าให้เราไปกำหนดข้อบังคับมาว่าจะไปบังคับใช้ว่ามีการฝ่าฝืน ตามมาตรฐานจริยธรรมนี้อย่างไร อันนี้คือเหตุผลสำคัญที่ผมได้นำเรียนไว้ตั้งแต่แรก กรรมาธิการเสียงข้างมากลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม ผมก็เลยมากราบเรียนกับ ท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่จำเป็นต้องกราบเรียนเพิ่มเติม การบังคับใช้ถ้ามาอ่าน สภาพบังคับในข้อ ๔๗ ข้อ ๔๗ ของร่างประมวลจริยธรรมของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มี การแก้ไขด้วย ในข้อ ๔๗ เขียนตีความไว้ค่อนข้างที่จะลำบาก ข้อ ๔๗ เขียนให้มีสภาพบังคับ ว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ในการที่จะกล่าวหาสมาชิกว่าฝ่าฝืนหรือไม่กระทำตามบทบัญญัติ ตามข้อบังคับนี้หรือไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ เพราะฉะนั้น คำถามของกระผมก็คือว่าถ้าเราใช้บัญชีแนบท้าย แล้วไปกล่าวหาว่าสมาชิกเองไปฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรม ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเราต้องใช้บังคับ ด้วย มันจะชอบด้วยข้อบังคับนี้หรือไม่ การแนบท้ายถือว่าเป็นข้อบังคับหรือไม่ ตรงนี้จำเป็น ต้องกราบเรียนท่านประธานไปด้วยความเคารพ ผมเพียงสงวนสิทธิกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าในสิ่งที่เรารับไปจากสภาผู้แทนราษฎร จริงอยู่กรรมาธิการสามารถไปตัดทอน ไปแก้ไข ในมาตราได้ แต่ต้องไม่ไปแก้ไขหลักการ ในหลักการจริงอยู่ให้มีประมวลจริยธรรมของสมาชิก และกรรมาธิการ นั่นคือหลักการใหญ่ แต่ว่าเนื้อในอย่างเช่น ข้อ ๔ ก็เสมือนเป็นหลักการ ที่เราเขียนเอาไว้จากการยกร่างมาเดิม โดยกรรมาธิการยกร่างพอมาให้สภาผู้แทนราษฎรเรา พิจารณาว่าจะรับร่างหรือไม่ เมื่อรับไปแล้วเมื่อมีการตัดออกทั้งหมด ผมเองก็มีความปรารถนา ความประสงค์ที่กราบเรียนท่านประธานว่าการตัดออกทั้งหมดแม้ไม่ได้เขียนหลักการก็เสมือน ยกหลักการออกทั้งหมด เพราะว่าความจำเป็นในการเขียนให้มีสภาพบังคับมีความจำเป็น มากกว่า ก็เลยจำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานไปด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเองมิได้หมายความว่าจะมาเอาชนะคะคานกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมเคารพ โดยเฉพาะตัวท่านประธานเอง ผมเคารพนับถือมากเพียงแต่มากราบเรียนให้ทางสภารับรู้ รับทราบเท่านั้นเอง ผมไม่ติดใจที่จะให้โหวตตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แต่ข้อนี้มีการแก้ไข แตกต่างไปจากร่างของสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรสมาชิกก็ต้องโหวต แต่โหวตว่าจะเห็นชอบกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขหรือไม่เท่านั้น หรือจะกลับไปใช้ร่างของสภาผู้แทนราษฎร ก็คือร่างของผมเอง อันนั้นมีความจำเป็นต้องโหวตอยู่แล้ว ด้วยความเคารพท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนไปในส่วนของผม ผมไม่ติดใจที่จะให้โหวต แต่ต้องโหวตไปตามข้อบังคับ กราบขอบพระคุณครับ