พิสิฐ ลี้อาธรรม ท้วงติงความล่าช้าในการรายงานผลการดำเนินการหนี้สาธารณะที่ส่งถึงรัฐสภา ซึ่งผิดกำหนดตามกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารหนี้ต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากฐานะการเงินที่ดีและอัตราดอกเบี้ยต่ำในการเจรจาไถ่ถอนหนี้ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลการก่อหนี้ แหล่งเงินกู้ และสถานะการเงินของรัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใส รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและสร้างความมั่นใจให้กับตลาดและประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานว่าตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗ ว่าให้รัฐบาลรายงานผลการดำเนินการหนี้สาธารณะ ต่อรัฐสภาภายใน ๖๐ วัน แต่เอกสารที่ทาง ครม. ได้ส่งมายังรัฐสภาถึงท่านเลขาธิการ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม นั่นก็หมายถึงว่าล่าช้าเกือบ ๑ เดือน ผมอยากจะขอให้ทางสภาได้มีการดูแล เรื่องนี้ว่าให้รัฐบาลมีความเคร่งครัดในเรื่องของเวลา เพราะระบบราชการของเราก็ดี คณะทำงานของเราทุกวันนี้ยังมีปัญหามากในเรื่องของเวลา เรื่องของการทำงาน เพราะฉะนั้นการที่ท่านล่าช้าตามมาตรา ๑๗ ถ้าเอาตามนักกฎหมาย ก็คือผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่จะให้เราได้ดูแลเรื่องนี้ต่อไปครับ สำหรับในเรื่อง ของเนื้อหาของการรายงานฉบับนี้ผมก็มีความเห็นสอดคล้องกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย ไปก่อนหน้านั้นหลายประการด้วยกัน ซึ่งผมก็จะไม่พูดซ้ำ แต่ประเด็นหลักที่อยากจะขอย้ำ อีกทีนะครับ ก็คือเรื่องของการบริหารหนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ เราได้เห็นตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศในโลกที่มีปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของการที่มีหนี้ต่างประเทศ แล้วหนี้ต่างประเทศมักจะมีการพอกขึ้นมาโดยอัตโนมัติจากการ ที่มีการลดค่าเงินเวลาที่มีการเกิดวิกฤติ ทุกประเทศที่มีการเกิดวิกฤติเมื่อมีการลดค่าเงิน หนี้ต่างประเทศก็จะมีการเพิ่มโดยปริยาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตให้ทาง กระทรวงการคลังได้โปรดพิจารณาครับ ก็คือว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยเรามีฐานะทางการเงิน ที่ค่อนข้างจะดี คือสามารถที่จะกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำด้วยเหตุที่สภาพคล่องในประเทศนี้ มีสูง จริง ๆ รัฐบาลไทยทุกวันนี้กู้เงินโดยการออกพันธบัตร ๕ ปี ๑๐ ปี มีดอกเบี้ยต่ำกว่า รัฐบาลอเมริกันเสียอีก แม้ว่ารัฐบาลอเมริกันจะมีเรตทิง (Rating) สูงกว่าก็ตาม เพราะฉะนั้น เราน่าจะถือโอกาสนี้ในการปลดหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่กว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นไปได้ ก็คือว่าขอเจรจากับเจ้าหนี้ในการไถ่ถอนก่อนกำหนดเพื่อจะให้ประเทศไทยมีฐานะที่ประกาศ ได้ว่ามีหนี้เป็นศูนย์ กับต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อจะเป็นการจำกัดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคต เพราะเราไม่ทราบว่าอนาคตอาจจะเกิดวิกฤติการเงินที่ไหนในโลกแล้วก็ลามมา ถึงเมืองไทย หรือเมืองไทยจะเกิดเองอย่างเช่นปี ๑๙๙๗ ก็ตาม แล้วก็ทำให้อัตราแลกเปลี่ยน เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเชื่อว่าหนี้สาธารณะที่เรามีอยู่กับต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนี้กับประเทศใหญ่ในเอเชียประเทศหนึ่งก็คือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วหนี้ของประเทศญี่ปุ่นยังมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ เวลานี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราน่าจะให้กระทรวงการคลังได้ดูแลในส่วนนี้ เพราะว่า อีกด้านหนึ่งเราก็มีปัญหาเรื่องของทุนสำรองที่มีมากจนเป็นที่จับตาของประเทศใหญ่ของโลก ว่าเราอาจจะมีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่เอาเปรียบเขาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรา มีการลดหนี้ต่างประเทศโดยเอาเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งไปใช้คืนเขา เพราะว่า เงินสำรองระหว่างประเทศที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ที่ไปลงทุนจะได้ดอกผลที่ต่ำ เนื่องจากภาวะของโลก มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำได้เราก็จะช่วยอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็ง เกินไป เพราะเรามีการลดทุนสำรองลงไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเราก็เป็นการลดหนี้ ลดภาระ ของรัฐในอนาคต หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ อันนี้เป็นเรื่องของการบริหาร หนี้ต่างประเทศ
ส่วนของหนี้ในประเทศ ผมได้เห็นรายงานที่ทางกระทรวงการคลังได้เขียนมา ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการก่อหนี้ที่ใช้ในงบประมาณเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเรื่องของเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ เรื่องอายุ มีแต่เรื่องของตัวเลขว่ามีการกู้เงินมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเสนอครับว่า ในการรายงานปีหน้าภายในเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๓ ท่านจะต้องทำรายงานภายใน ๖๐ วัน นับแต่สิ้นปีงบประมาณ ซึ่งเราคงจะได้เห็นรายงานของท่านที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอายุ เกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ ของการออกพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผมสนใจมาก ก็คือว่าท่านกู้เงินจากแหล่งใด อย่างที่ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้มาแล้วว่าที่ผ่านมานั้น กระทรวงการคลังมักจะไปกู้จากแหล่งที่เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ถึงขนาดมีการออก บอนด์ สวิตชิง (Bond switching) คือคนที่ถือพันธบัตรอยู่แล้วก็มาแลกพันธบัตรใหม่ จริง ๆ แล้ว ที่เราน่าจะต้องดูแลกันก็คือประชาชนทั่วไปที่เขามีเงินเก็บอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเพื่อใช้ ในยามชรา ที่เขาต้องการเก็บกินดอกเบี้ยเขาก็อยากที่จะลงทุนเพราะไปฝากแบงก์ทุกวันนี้ดอกเบี้ยต่ำมาก อย่างน้อยถ้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรออมทรัพย์ก็ยังได้ดอกผลที่ดีกว่าหน่อยหนึ่ง ถึงจะไม่มากก็ตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะให้กระทรวงการคลังได้โชว์ตัวเลขว่าท่านได้ ออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนมากขึ้นกว่าเดิมสักแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาออกน้อยมาก ในส่วนนี้ แล้วก็ในการกู้เงินที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้ก็มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการกู้ให้กับ รัฐวิสาหกิจ เท่าที่ผมดูจากที่ท่านรายงานรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยทุกวันนี้มีปัญหามาก ในเรื่องของหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในภาคของการขนส่ง ภาคของการขนส่งนี้ รัฐวิสากิจ ๔ แห่งนี้มีหนี้มากอันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ อันดับ ๔ในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมด แล้วหลายแห่งก็มีปัญหาขาดทุนแล้วก็เป็นการขาดทุนที่เรื้อรัง เป็นการขาดทุนที่ไม่เห็นฝั่ง ก็คือไม่เห็นเลยว่าจะมีโอกาสที่จะใช้คืนได้แค่ไหน อย่างไร ตัวอย่างเช่น ขสมก. ซึ่งขาดทุน ตั้งแต่วันแรกที่เปิดจนถึงวันนี้ก็ขาดทุนเรื้อรังมาโดยตลอด และท่านทำการกู้โดยใช้คำว่า กู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง จริง ๆ ก็คือหน่วยงานนี้ขาดทุนแล้วก็ขาดเงินบริหาร ผมอยากเห็น รัฐบาลได้ดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าสิ่งที่ท่านทำทุกวันนี้มันเป็นการประทังชีวิต เขาไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่เห็นโอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูแต่อย่างใด เป็นการผลักภาระให้กับ รัฐบาลต่อ ๆ ไปในอนาคตที่ต้องเจอปัญหานี้ที่ใหญ่ขึ้นทุกที ๆ ณ เวลานี้ ขสมก. เป็นตัวอย่าง ของหน่วยงานที่มีหนี้เกือบแสนล้านบาท ๙๑,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อตอนปี ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผมเชื่อว่าคงจะเกินแสนหรือเกือบแสนบาทแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นนะครับว่า ในรายงานหนี้สาธารณะที่แท้จริงของท่าน ท่านควรจะต้องรายงานถึงสถานะของหน่วยงาน เหล่านี้ที่มีปัญหาหนี้สินว่าอาจจะไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยตัวเขาเอง จำเป็นที่รัฐต้องแก้ไข โดยด่วน โดยที่จะต้องยอมรับสภาพบางอย่าง ต้องมีการตัดสินใจทางการเมืองเพื่อจะไม่ให้ มีปัญหาในอนาคตต่อไปนะครับ อย่างที่ผมเรียนว่าภาคการขนส่งไม่ว่าจะเป็นการบินไทย มีหนี้อยู่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดีหรือการรถไฟแห่งประเทศไทย ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของปัญหาที่ยังซุกซ่อนอยู่ ผมเชื่อว่าการรายงานหนี้ของท่านมันน่าจะเป็น ประโยชน์ที่จะทำให้ระบบเราได้รับรู้ปัญหา เราก็จะได้ส่งต่อไปถึงการเกิดการแก้ไขปัญหา มิฉะนั้นแล้วปัญหาเหล่านี้มันก็จะทำให้เกิดเป็นระเบิดเวลาในอนาคตที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการแก้ต่อไป ฉะนั้นอยากจะสนับสนุนให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเวลาที่ท่านก่อหนี้ หรือเวลาที่ท่านค้ำประกันให้เขาหรือไปกู้เงินแล้วมาให้เขากู้ต่ออย่างที่ท่านรายงานในที่นี้ ได้โปรดแสดงฐานะที่แท้จริงของเขาให้ประชาชนได้รับทราบ ได้รู้เห็น ไม่ใช่หมกเอาไว้แล้วก็ รายงานแต่เฉพาะบางส่วน ในส่วนที่ท่านรายงานเองผมก็มีความรู้สึกว่ายังน่าจะต้องมีการ ปรับปรุง จริง ๆ แล้วท่านสมาชิกก็ได้กล่าวไปบ้างแล้วแต่ว่าผมอยากจะขอเน้นอีกทีหนึ่งว่า ในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้ง ๘ โครงการที่ท่านรายงานในที่นี้ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนเกือบทุกรายการ มีปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการบางแห่งเขียนว่าก่อสร้างล่าช้ากว่าแผน ๓๓๐ วัน อีกที่หนึ่งก็บอกว่าดำเนินการล่าช้ากว่าแผน ๓,๐๓๘ วัน อีกที่หนึ่งก็บอกว่าล่าช้า ๑,๔๖๐ วัน หรือ ๓๓๑ วัน แทบจะบอกได้เลยครับว่าทุกโครงการที่ท่านให้กู้กับเขา หรือคณะกรรมการ ของเขามีความล่าช้าหมดแล้วล่าช้าแบบยาวนานด้วย แต่ที่ผมเป็นห่วงมากคือท่านไปประเมิน เขาว่ามีประสิทธิภาพพึงพอใจมาก เป็นไปได้อย่างไรครับ เขาล่าช้ามาตั้ง ๓,๐๐๐ กว่าวัน แล้วท่านไปเขียนว่าพึงพอใจมาก เกือบทุกรายการเลยครับท่านเขียนว่าพึงพอใจมากหมด ผมอยากให้ท่านได้ใส่ใจกับเรื่องของประสิทธิภาพว่าเวลาที่เอาเงินกู้ไปแล้วได้มีการดำเนินการ ตามแผนอย่างแท้จริงเพื่อจะได้มีความระมัดระวังต่อไปในอนาคต
อีกประการหนึ่งครับ ในเรื่องของการบริหารหนี้อย่างที่ผมได้เคยอภิปรายไป ตอนงบประมาณแล้วครับ มันควรจะสอดคล้องกับเรื่องของการบริหารเงินคงคลังเพราะว่า ท่านมีการกู้เงินระยะสั้นที่เรียกว่าอาร์บิลล์ (R-bill) หรือทีบิลล์ (T-bill) ก็แล้วแต่ในอดีต ยอดคงค้างก็ประมาณถ้าดูไม่ผิดก็คือ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังมีเงินกู้ระยะสั้นที่อาจจะถึง กำหนดภายใน ๑ ปีอีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันอีกข้างหนึ่งรัฐบาลก็อวดอ้างว่ามีเงินคงคลัง เป็นแสน ๆ ล้านบาท ครั้งที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็มาอ่านคำแถลงว่ามีเงินคงคลังถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านคงจะเข้าใจดีครับผมกำลังจะบอกว่าทำไมต้องมีเงินคงคลัง เยอะแยะ ขณะนี้ท่านมีหนี้ระยะสั้นอยู่หรือหนี้ระยะยาวก็ตาม จริง ๆ แล้วเราต้องลดภาระ ดอกเบี้ยของประชาชนลง ภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการสะสมเงินคงคลังมันควรจะต้องลดลง เพื่อไม่ให้เป็นผลต่อรายจ่ายของรัฐในเรื่องของภาระดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ขออนุญาต ท้วงติงอีกครั้งหนึ่ง
แล้วก็ประการสุดท้ายที่อยากจะขออนุญาตยกขึ้นมาก็คือเรื่องของภาระหนี้ ในอนาคต จริง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านรายงานมาท่านปะปนระหว่างหนี้ที่เป็นเงินต้นกับหนี้ที่เป็น ดอกเบี้ย หนี้ที่เป็นเงินต้นยังมีโอกาสในการขอปรับโครงสร้างหนี้อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะทำกัน แต่หนี้ที่เป็นดอกเบี้ยอันนี้ปรับไม่ได้ต้องจ่าย ผมอยากเห็นกระทรวงการคลัง ได้โชว์ตัวเลขอันนี้ครับว่าภาระหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยของเรามันมีการขยายตัวมากขึ้นเพียงใด เพราะมันจะมากินงบประมาณประจำปีของเรา แต่ละปีเราก็ทราบดีว่างบประมาณก็มีจำกัด รัฐก็ไม่กล้าที่จะขึ้นภาษีเป็นที่เดือดร้อนของประชาชน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการหนี้ ให้มีดอกเบี้ยต่ำจึงเป็นเรื่องที่เราควรต้องมีการดูแลกันแล้วก็จะได้ผลก็คือท่านจะต้องมีการ แสดงตัวเลขว่าหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงตอนนี้มีอยู่ตรงไหนบ้างจะได้ช่วยกันดูแลแล้วก็ช่วยกัน เป็นเป้าหมายว่าเราจะต้องพยายามลดดอกเบี้ยส่วนนี้ลงไปอย่างไร เพราะสถานการณ์ตอนนี้ เป็นสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการที่จะมีการลดดอกเบี้ย หลายที่ในโลกดอกเบี้ยติดลบ เสียด้วยซ้ำ อันนี้ก็เป็นประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของภาระหนี้ที่จะมีขึ้นในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ตามที่รายงานไว้ในเอกสารงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ มันจะมีการชำระหนี้มาก เป็นเท่าตัวจาก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าเราไม่ดูแลให้ดีมันอาจจะเกิดปัญหาการบริหารสภาพคล่องได้ว่าตลาดอาจจะไม่รองรับ เพราะทันทีที่ท่านไปกู้เงินจากตลาดแล้วตลาดเกิดเป็นช่วงจังหวะที่มีปัญหาก็อาจจะเกิด ความติดขัดได้ ที่ผมพูดในอดีตก็เคยเกิดมาแล้วที่อยู่กระทรวงการคลังเข้าไปในตลาดแล้วก็ เกิดการกระตุกขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านได้มีการวางแผนจัดการแล้วก็โชว์ตัวเลข ให้เห็นว่าท่านจะดูแลทำเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้เหล่านี้อย่างไรเพื่อจะให้เราอุ่นใจได้ว่า ท่านมีระบบของการดูแลบริหารหนี้ที่เป็นที่ยอมรับได้ครับ ขอขอบพระคุณมากครับ