วรภพ ชี้หนี้สาธารณะเสี่ยง จี้เปิดข้อมูล-ประเมินโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายปัญหาหนี้สาธารณะในสองมิติ ทั้งด้านสภาพะหนี้และความยั่งยืนทางการคลัง โดยเรียกร้องให้กระทรวงการคลังเปิดเผยข้อมูลภาระหนี้ผูกพันในอนาคตอย่างโปร่งใส รวมถึงการใช้กองทุนต่างๆ เช่น กองทุนประกันสังคมและกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเชอร์ ฟันด์ เพื่อรองรับความรับผิดในอนาคตและวางแผนงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมท้วงติงการประเมินผลสัมฤทธิ์การก่อหนี้ที่ยังขาดมาตรฐาน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประเมินผลอย่างโปร่งใสเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบต่อประชาชน

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมอยาก จะขออภิปรายเกี่ยวกับหนี้สาธารณะใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ขอให้กระทรวงการคลังรวบรวมและเปิดเผยภาระหนี้ผูกพัน ในอนาคตหรือที่เรียกกันว่าคอนทินเจนต์ ไลอะบิลิตี (Contingent liability)ให้ครอบคลุม และครบถ้วนมากขึ้น คือถึงแม้ว่าปัจจุบันภาระหนี้ผูกพันในอนาคตนี้อาจจะยังไม่ถูกนับรวม ในนิยามของหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ. ก็ตาม แต่ผมยังคิดว่ากระทรวงการคลังก็สมควรที่จะ รวบรวมและเปิดเผยตัวเลขเหล่านี้ เพราะว่าภาระหนี้ผูกพันในอนาคต ข้อมูลหนี้สาธารณะ เป็นข้อมูลที่สำคัญในการบริหารประเทศ สำคัญต่อการวางแผน การตัดสินใจ และการจัดสรร งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผมอยากจะขอยกตัวอย่างภาระหนี้ผูกพันที่อาจจะ เกิดขึ้น ๒ ตัวอย่าง แต่ก็คิดว่าคงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น ภาระหนี้ผูกพันที่กำลังจะ เกิดขึ้นจากกองทุนประกันสังคม ที่ปัจจุบันมีการคำนวณแล้วก็ศึกษาทางคณิตศาสตร์ ประกันภัยไว้แล้วว่ากองทุนประกันสังคมจะเริ่มติดลบจากสภาวะสังคมสูงอายุภายใน ๓๐ ปี ซึ่งนั่นจะทำให้ภาระจากกองทุนสังคมกลายเป็นภาระทางการคลังได้ แล้วก็มีการศึกษาไว้แล้ว ว่าตัวเลขที่จะมากระทบภาระทางงบประมาณภาระทางการคลังอาจจะถึงหลักแสนล้านบาท ต่อปีได้ ดังนั้นถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลภาระหนี้ผูกพันเหล่านี้ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ผมคิดว่า จะทำให้ทางภาครัฐและสังคมจะทำความเข้าใจ แล้วก็มาร่วมกันตัดสินด้วยว่าจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นปัญหาทางการคลังเรื้อรังต่อไป หรือภาระหนี้ผูกพันที่อาจจะเกิดขึ้น จากกองทุนนอกงบประมาณต่าง ๆ หรือแม้แต่กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเชอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ที่วันนี้เอง ผมอยากจะขอความชัดเจนจากกระทรวงการคลังเหมือนกันว่ากระทรวงจะมีนโยบายสานต่อ การใช้กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเชอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ให้เป็นเครื่องมือในการ ลงทุนภาครัฐและบริหารหนี้สาธารณะตามวัตถุประสงค์ที่ก่อตั้งต่อหรือไม่นะครับ ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าไทยแลนด์ ฟิวเชอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ยังมีขนาดเล็กก็คือ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถ้ากระทรวงการคลังเลือกที่จะใช้กลไกไทยแลนด์ ฟิวเชอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) เป็นเครื่องมือช่วยลงทุนภาครัฐแล้วก็เลี่ยงไม่ให้นับเป็นหนี้สาธารณะมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือการโยกเป็นภาระหนี้ผูกพันทางการคลังในอนาคตตามที่รัฐบาลกำหนด ไว้กับกองทุนเหล่านี้ ดังนั้นผมก็อยากขอให้กระทรวงการคลังที่จะเปิดเผยตัวเลขนี้ออกมาด้วย และนับรวมเป็นคอนทินเจนต์ ไลอะบิลิตี (Contingent Liability) ต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ขอให้กระทรวงการคลังจริงจังมากขึ้นกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ การกู้เงินและการค้ำประกันตามมาตรา ๑๗ พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะ เพราะในรายงาน ประเมินผลสัมฤทธิ์ตามมาตรา ๑๗ ของกระทรวงการคลังทั้งในปีนี้และปีที่ผ่านมาผมยังมองว่า ยังมีปัญหาอยู่มาก ตั้งแต่การประเมินผลที่ไม่ครบถ้วน รายงานการประเมินมีเพียง ๘ โครงการ วงเงินกู้เพียง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท หรือเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้รัฐวิสาหกิจที่ได้เกิดขึ้น ในงบประมาณ แต่จริง ๆ แล้วกระทรวงการคลังควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ประเมินผลการ ก่อหนี้สาธารณะจากการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่และการลงทุนเหล่านี้การก่อหนี้เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะผูกพันกันหลายปี ดังนั้นอยากให้กระทรวงการคลังรวบรวม ประเมิน และเปิดเผย ผลของการก่อหนี้สาธารณะจนกว่าจะสิ้นสุดและหมดภาระการก่อหนี้สาธารณะที่โครงการ เหล่านี้ได้ก่อไว้นะครับ และวิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกระทรวงการคลังที่ผมยังมองว่า ยังคงไม่มีมาตรฐานขาดความรับผิดและรับชอบในการประเมินผลและการก่อหนี้สาธารณะ ตัวอย่างเช่นในรายงานการประเมินผลโครงการปรับปรุงทางรถไฟระยะที่ ๕ ช่วงชุมทางแก่งคอย แก่งเสือเต้น วงเงินกู้ ๘,๕๐๐ ล้านบาท ผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพ คือมีการก่อสร้างล่าช้า กว่าแผน ๓๓๐ วัน กระทรวงการคลังก็ประเมินพึงพอใจมาก หรือผลลัพธ์เชิงประสิทธิผล ที่ความเร็วในการเดินรถเฉลี่ย ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้อยกว่าเป้าหมาย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ที่วางแผนไว้ ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วก็มีจำนวนผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าที่ลดลง แต่การประเมินผลก็เป็นที่น่าพึงพอใจมาก ผมคิดว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ควรจะมีการกำหนด เกณฑ์ประเมินเทียบกับการวางแผนก่อนการลงทุนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การก่อหนี้สาธารณะ มีความรับผิดและรับชอบมากขึ้นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดควรจะเปิดเผยรายชื่อผู้อนุมัติ รายชื่อที่ปรึกษา ตัวเลขสมมุติฐานในการประเมินความคุ้มค่าทางการเงินเทียบกับตัวเลข ที่เกิดขึ้นจริงภายหลังการลงทุนเสร็จสิ้น ทบทวนความคุ้มค่าทางการเงินเป็นประจำทุกปี จนกว่าจะหมดภาระหนี้สาธารณะที่โครงการได้ก่อไว้ เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจมักจะมีแนวโน้มที่ต้องการลงทุนโดยไม่ให้ความสำคัญต่อความคุ้มค่า การใช้งบประมาณการก่อหนี้สาธารณะครับ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงควรที่จะรับผิดชอบ โดยตรงต่อการบริหารหนี้สาธารณะ ควรจะยกระดับกลไกการตรวจสอบการประเมินเหล่านี้ เพื่อไม่ให้การก่อหนี้สาธารณะเต็มไปด้วยการลงทุนและก่อหนี้อย่างไม่คุ้มค่ากลายเป็นภาระ ต่อประชาชนผู้เสียภาษีต่อไป ผมจึงอยากขอความชัดเจนครับว่าในปีถัด ๆ ไปกระทรวง การคลังมีแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการทำหน้าที่ในการรายงานการประเมินผล สัมฤทธิ์ผลของการบริหารหนี้สาธารณะอย่างไร หรือถ้าจะต้องการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. เหล่านี้เพื่อให้มันสอดคล้องต่อการบริหารหนี้สาธารณะ ผมคิดว่าทางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็ยินดีให้ความร่วมมือครับ ขอบคุณครับ