วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ โดยชี้ว่าปัญหาไม่ใช่เพียงฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แต่รวมถึงสมอก (Smog) ที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของมลพิษภายใต้แสงแดด จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการออกกฎหมายควบคุมสารอินทรีย์ระเหยเร็ว (VOCs) การปรับมาตรฐานยานยนต์เป็นยูโร 6 ทบทวนนโยบายส่งเสริมรถไฟฟ้า และตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับในเรื่องฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คือผมคิดว่าสมาชิกหลายท่าน ได้พูดถึงฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วว่ามันเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า ๒.๕ ไมครอน และถ้าท่านลองอ่านและศึกษาดูจะพบว่ามันมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่คราวนี้มันก็เกิด ข้อสงสัยใช่ไหมครับ ผมคิดว่าสมาชิกทุกท่านและประชาชนทางบ้านก็สงสัยครับท่านประธาน ในเมื่อพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแล้วฟ้าที่ขมุกขมัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สีฟ้าที่หายไปจากท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครหายไปได้เพราะอะไร ไม่ใช่แค่ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) วันนี้สิ่งที่เราเผชิญมันเรียกว่าสมอก (Smog) หรือหมอกควันพิษครับ ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สิ่งที่ประสบอยู่ในวันนี้ไม่ใช่ แค่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ถ้าเราตีความเฉพาะพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เราจะตีโจทย์ได้แค่ครึ่งเดียว ทำข้อสอบได้แค่ครึ่งเดียวครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ สิ่งที่เห็นเราเห็นจากประเทศจีน ที่เมืองปักกิ่งใช่ไหมครับ เราเห็นที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดียใช่ไหมครับ บรรยากาศทั้ง ๒ ที่ ที่เขาเคยประสบปัญหานี้มาก่อนที่เรียกว่าสมอก (Smog) หรือหมอกควันพิษ คล้ายกับ กรุงเทพมหานครในวันนี้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ นี่สิ่งที่เราเจอครับ ถ้าเป็นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันจะตายผ่อนส่ง ต่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีจะสู้ไหว ผมว่าระยะยาวท่านก็สู้ไม่ไหว แน่ ๆ ครับ แล้วท่านจะหลอกให้ประชาชนมาสู้ด้วยกับท่าน ผมคิดว่าประชาชนก็คงไม่ยอม วันนี้สิ่งที่เห็นมันคือสมอก (Smog) ซึ่งเป็นสารมลพิษทางอากาศทุติยภูมิ เดี๋ยวผมจะบอกว่า ข้อสอบของคณะกรรมาธิการชุดนี้มี ๒ ข้อย่อย ข้อแรกคือปฐมภูมิ และข้อ ๒ คือทุติยภูมิ และตัวนี้คือตัวร้ายเลยครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมอยากให้ประชาชนแล้วก็สมาชิก ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ดูภาพไปพร้อม ๆ กัน รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ก็ปล่อยมลพิษ ทางอากาศออกมา ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ไนโตรเจนออกไซด์ (Nitrogen Oxide) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen Dioxide) ที่เรียกว่า นอกซ์ (NOx) แล้วก็จะมีฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กับพีเอ็ม ๑๐ (PM 10) ใช่ไหมครับ ซึ่งเป็นฝุ่นไฮโดรคาร์บอนปะปนมากับอากาศ แต่ตัวโรงงานอุตสาหกรรมจะมี สารระเหย ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ระเหยเร็วที่ไม่ได้ถูกพูดถึงนั่นก็คือวีโอซี (VOCs) ตัวนี้ละครับ ตัวแสบและทำให้สีฟ้าบนท้องฟ้ากรุงเทพมหานครหายไปในทุกวันนี้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เมื่อสารปฐมภูมิหรือมลพิษทางอากาศปฐมภูมิเหล่านี้ลอยขึ้นไปปะปนบนอากาศ คราวนี้ มันจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกว่าโฟโตเคมีคอล ออกซิเดชัน (Photochemical Oxidation) โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่งทำปฏิกิริยา ตัวนี้ครับ พอไฮโดรคาร์บอนด์ (Hydrocarbon) ไปทำ ปฏิกิริยากับออกไซด์ของไนโตรเจน (Nitrogen) สิ่งที่เกิดขึ้น สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็จะเกิด หมอกควันพิษที่ผมเรียกว่าสมอก (Smog) นั่นเองครับ เห็นด้วยตาเปล่า เราจะเห็นสมอก (Smog) เหล่านี้มีอะไรบ้าง เบื้องต้นก็มีโอโซนครับ โอโซนถ้าอยู่ในเหนือชั้นบรรยากาศจะดีใช่ไหมครับ คอยป้องกันแสงอาทิตย์ แต่โอโซนที่อยู่ในพื้นโลกเป็นสารพิษนะครับ และอีกตัวหนึ่งคือ เพอรอกซิลแอซิติล ไนเตรต (Peroxyacetyl Nitrate) หรือแพน (PAN) ตัวนี้ก็แสบไม่แพ้กัน ดังนั้นอาการที่เรารู้สึกเฉียบพลัน เลือดกำเดาไหล รู้สึกแสบคอ แสบจมูกเกิดจากฝุ่นควันพิษ หรือหมอกควันพิษที่เรียกว่าสมอก (Smog) นี่ละครับ หาใช่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่ นี่คือ ภาพรวมครับ ดังนั้นถ้าเกิดเราสู้กับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วเราลืมสมอก (Smog) ปัญหานี้ ไม่จบครับ ข้อสอบ ๑๐ คะแนน ได้แค่ ๕ คะแนน ข้อสอบข้อนี้มี ๒ ข้อย่อยครับ นี่คือสไลด์ (Slide) ที่ผมทำให้ทุกท่านเข้าใจ กลับมาครับ ปิดสไลด์ (Slide) ได้แล้ว คราวนี้อย่างนี้ครับ
ประเด็นเรื่องที่สำคัญก็คือในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุม สารระเหยเร็ว สารอินทรีย์ระเหยเร็วที่เรียกว่าวีโอซี (VOCs) เลย ในขณะที่ประเทศเยอรมนี จะมีกฎหมายควบคุมตรงนี้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปล่อยไม่ว่าสารชนิดนั้นชื่ออะไรก็ตาม ตราบใดที่มันเป็นสารอินทรีย์ระเหยเร็วจะปล่อยได้ไม่เกิน ๒๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจะปล่อยโดยไม่บำบัดไม่ได้ แต่กฎหมายประเทศไทยตอนนี้ควบคุมแค่ ๓ รายการเท่านั้น ก็คือเบนซิน บิวทาไดอีน (Butadiene) แล้วก็ไซลีน (Xylene) เรื่องสารอินทรีย์ระเหยเร็วเคยศึกษาเหมือนกันในปี ๒๐๐๗ ๑๐ กว่าปีก่อนแล้วก็เงียบหายไป แสดงว่า ๑๐ กว่าปีก่อนนักวิชาการในประเทศไทยเล็งเห็นแล้วว่าไม่ช้าไม่นานเราจะเจอแบบนี้ แต่ก็มิได้นำพาไม่ได้ทำอะไรต่อ วันนี้เราไม่ได้สู้แค่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่เราสู้กับสมอก (Smog) ครับท่านประธาน
ต่อมาครับ ถ้าเราพรูฟ (Prove) หลายคนเราเข้าใจผิดมาก ๆ หรือเข้าใจไม่ครบ เวลาเราพูดถึงดัชนีคุณภาพอากาศวันนี้เราพูดแต่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ใช่หรือไม่ แต่ในดัชนี เอคิวไอ (AQI) หรือเป็นดัชนีคุณภาพอากาศจะประกอบด้วยสารพิษอยู่ ๕ รายการนั่นก็คือ โอโซน เป็นโอโซนบนพื้นโลกพีเอ็ม ๑๐ (PM 10) พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen Dioxide) แล้วก็ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide) ดังนั้นแสดงว่าอาการขมุกขมัวของกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมย้ำนะครับ ถ้าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ดังนั้นผมคิดว่าการศึกษา เพื่อแก้ไขครั้งนี้ผมคิดว่ามลพิษทางอากาศต้องดูเรื่องสมอก (Smog) ด้วย ต้องหาพระราชบัญญัติ ที่อาจจะเรียกว่าเป็นคลีน แอร์ แอกต์ (Clean Air Act) หรือพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ดูเฉพาะพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นี่คือโจทย์ข้อแรกคือทุติยภูมิ
กลับมาที่ปฐมภูมิครับ ผมขอใช้เวลาอีกไม่นานรวมทั้งหมดไม่เกิน ๑๐ นาที ปฐมภูมิครับ พวกเราทราบกันดีครับว่ารถยนต์ในกรุงเทพมหานครมีทั้งสิ้น ๑๐ ล้านคัน โดยประมาณที่จดทะเบียนแล้วมี ๒,๕๐๐,๐๐๐ คันเป็นรถดีเซล เราไม่เคยวิเคราะห์ทางสถิติ รถที่วิ่งอยู่ที่ผลิตก่อนปี ๒๐๑๔ ที่เป็นมาตรฐานต่ำกว่ายูโร ๔ (Euro 4) มีทั้งสิ้นกี่คัน ซ้ำร้าย ยูโร ๔ (Euro 4) ก็ไม่ได้ว่ารุนแรงหรือไม่ใช่ว่าแย่มาก แต่ปัญหาคือกรมการขนส่งทางบก เคยตรวจสอบก่อนการต่อทะเบียนให้รถเหล่านี้หรือไม่ รถทุกคันที่เป็นดีเซลจะมีตัวกรองไอเสีย ที่เรียกว่า แคทาไลติก คอนเวอร์เตอร์ (Catalytic Converter) แคทาไลติก คอนเวอร์เตอร์ (Catalytic Converter) ตัวนี้หรือกรองไอเสียตัวนี้มีอายุการใช้งาน แต่หลายคนพอใช้งานไป สักพักหนึ่งก็ไปทะลวง แคทาไลติก (Catalytic) ก็คือไปงัดตัวกรองมันออก หรือบางครั้ง ก็ถอดออกเลยโดยที่กรมการขนส่งทางบกก็ไม่ได้ตรวจสอบ ไม่ได้ดูแล ไม่ได้เช็ก (Check) การบำรุงรักษาของกรองไอเสียส่วนนี้ และเป็นเรื่องที่เราไม่ได้ให้ความใส่ใจ อย่างน้ำมันวันนี้ ประกาศออกมาแล้วว่ากว่าจะได้ใช้ ยูโร ๕ (Euro 5) หรือยูโร ๕ (Euro 5) ต้องรอถึงปี ๒๕๖๖ แต่ผมยืนยันครับท่านประธาน ผมว่าเราลืมยูโร ๕ (Euro 5) ไปเลยแล้วเราข้ามจากยูโร ๔ (Euro 4) ไปยูโร ๖ (Euro 6) เลยครับ เพราะมาตรฐานไม่ได้ต่างกันมาก และประเทศอินเดีย ก็ข้ามจาก ๔ ไป ๖ เข้าใจว่าข้ามด้วยเช่นกัน เพราะโรงกลั่นอย่างไรก็ลงทุนรอบเดียวอยู่ดี ไหน ๆ จะเปลี่ยนเป็น ๕ เปลี่ยนเป็น ๖ ไปเลย ซึ่งตรงนี้คงต้องฝากคณะกรรมาธิการศึกษา ในส่วนนี้ด้วย จริง ๆ วันนี้ต้องยอมรับว่าสมอก (Smog) ที่เราเจอหรือคุณภาพอากาศที่เราเจอ ผมว่ารัฐบาลควรต้องใช้งบกลางสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่านี้ ต้องคิดถึงมันมากกว่านี้ ทำไมไม่เอามาอุดหนุนการเดินทางด้วยสาธารณะ หรือว่า ท่านจะออกมาตรการในการขึ้นค่าผ่านทางพิเศษในช่วงเวลาเร่งด่วนเพื่อเอาเงินมาอุดหนุน ตรงนี้ก็ได้ รัฐบาลต้องทบทวนมาตรการทางภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาซื้อ รถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ไม่มีการขับเคลื่อนใด ๆ ออกมา ควรจะใช้งบกลางไปซื้อเครื่องฟอกอากาศ หรือไปดูแลเด็กที่เป็นเป้าหมายที่อ่อนแอ ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลคิดถึงมาตรการเฉพาะหน้า ที่จะใช้เงินสำรองกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในการสู้กับปัญหานี้ ซ้ำร้ายครับ ท่านประธาน สุดท้าย รัฐบาลพยายามทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติทำให้ประชาชนต้องอยู่กับอากาศเทา ๆ แบบนี้เป็นเรื่องปกติ ล่าสุดเมื่อคืนนี้ผมช็อก (Shock) ที่ผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของข้าราชการ ระดับสูงของกรมควบคุมมลพิษ ท่านบอกว่าอะไรครับ ลูกจ้างที่กรมยังไม่รู้จักค่าเอคิวไอ (AQI) เลย ท่านบอกว่าอาการเลือดกำเดาออกของประชาชนเป็นเรื่องดรามา (Drama) อันนี้ ผมจี๊ดจริง ๆ นะ นี่คือการตอบสนองนโยบายผมยังสู้ไหวของท่านนายกรัฐมนตรีเลย แล้วสุดท้ายท่านบอกว่าถ้าอากาศไม่ขึ้นสีแดงท่านจะไม่ใส่แมส (Mask) ผมคิดว่าท่านไม่ต้อง ใส่แล้ว วันนี้ท่านหาปี๊บใส่ดีกว่า สรุปสุดท้ายท่านประธานทั้งหมดทั้งมวล ผมขอสนับสนุน การตั้งคณะกรรมาธิการในการศึกษาหาทางแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ไม่ใช่แค่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่ต้องครอบคลุมถึงสารอินทรีย์ระเหยเร็วและสมอก (Smog) ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ