ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 โดยเน้นผลกระทบต่อสุขภาพเด็กและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ พร้อมเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาสาเหตุอย่างรอบด้าน รวมถึงการใช้ปุ๋ยและอินทรีย์คาร์บอน พร้อมเสนอให้ยกระดับสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดเป็นนโยบายแห่งชาติ โดยผลักดันกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งไฟฟ้า ภาษีสิ่งแวดล้อม และการใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทอง ผมมีเวลาทั้งหมด ๑๐ นาทีด้วยกันครับที่จะขออภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาผลกระทบจากปัญหา ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่ผมจะใช้เวลาไม่ถึง ขออนุญาตท่านประธาน ใช้ ๕ นาทีแล้วถ้าเผื่อขาดเผื่อเหลือผมจะขอยกเวลาของผมบางส่วนแต่ไม่เต็มเวลานะครับ ให้ดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งท่านได้เตรียมประเด็นต่าง ๆ ไว้ลึกซึ้งใช้เวลาดังกล่าว ให้คุ้มค่า ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นพ่อของลูกคนหนึ่งผมคงไม่ค่อยรับหรือเห็นภาพ ในลักษณะที่ต้องให้ลูกใส่หน้ากากหรือแมสก์ (Mask) ไปโรงเรียนไม่ได้ทุกวันแบบนี้หรอกครับ ท่านทราบหรือไม่ครับว่าหน้ากากขนาดเล็กของเด็กคนหนึ่งวันหนึ่งใช้ในราคาที่ ๒๐ บาท ต่อชิ้น ถ้าคุณภาพจะดีกว่านั้นราคาอาจจะถึง ๖๐ บาทต่อชิ้น ผมคำนวณคร่าว ๆ ถ้าบ้านหนึ่ง จะมีพ่อมีแม่มีลูก ๓ คนด้วยกัน เท่ากับว่าเขาจะต้องมีเงินที่ใช้ในการซื้อหน้ากากเพื่อดูแล คุณภาพชีวิตของตัวเขา ๑๘๐ บาทต่อครอบครัวต่อวัน ๑,๒๖๐ บาทต่อสัปดาห์ ๕,๐๔๐ บาท ต่อเดือน นั่นหมายถึงเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่น้อยกับภาระค่าครองชีพ ซึ่งวันนี้ประเด็น เรื่องของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่ได้ถูกพิจารณาอย่างเป็นระบบว่าตกลงค่าแรงขั้นต่ำนั้น ควรจะไปถึงขนาดไหน เงินเดือนข้าราชการ เงินเดือนผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ก็ไม่ได้ถูกพิจารณา ฉะนั้นนั่นคือผลกระทบในประการที่สำคัญ ท่านประธานครับประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพูดกันไป เกือบหมดแล้ว ผมเหลือนิดเดียวก็คือประเด็นเรื่องของสิทธิของเด็ก เราแบ่งสิทธิของเด็ก ออกเป็น ๔ ประการด้วยกัน ก็คือสิทธิในการดำรงชีวิต สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง สิทธิ ในการได้รับการพัฒนาและสิทธิการมีส่วนร่วม แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้สิทธิดังกล่าว แล้วในภาษาที่เราเรียกกันก็คือสิทธิที่จะได้รับอากาศ ที่บริสุทธิ์ที่เรียกว่า ไรต์ ทู คลีน แอร์ (Right to clean air) ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิเด็ก แต่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เพราะฉะนั้น ณ ขณะนี้ ๔ ประเด็นสั้น ๆ ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า ๑. ตกลงเราวิเคราะห์สาเหตุ ทั้งสาเหตุที่เป็นปัจจัยหลัก สาเหตุที่เป็นปัจจัยรอง สาเหตุ ที่เพื่อนสมาชิกไม่มีใครพูดถึงกันในวันนี้หรือพูดถึงไม่มากนัก เช่น ประเด็นเรื่องของอินทรีย์ คาร์บอน มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงการจะปิดองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์ ผมมีโอกาส ไปองค์กรอีกองค์กรหนึ่งเป็นองค์การมหาชนเรียกว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เขาทำ งานวิจัยออกมาเลยแสดงให้เห็นเลยว่านอกเหนือจากประเด็นเรื่องกรณีของค่าไอเสียต่าง ๆ กรณีของการเผาป่า อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องของการระเหยของไนโตรเจน ซึ่งเกิดจากการใช้ปุ๋ย แล้วระเหยขึ้นไปในบรรยากาศต่าง ๆ ในประเทศไทย มันเป็นตัวเปรียบเทียบที่เห็นชัดเลย มันแตกต่างกับฮอตสปอต (Hotspot) ที่เกิดขึ้น เพื่อนสมาชิกเพื่อนบ้านเราในต่างประเทศ ข้าง ๆ ก็มีการเผาป่าแต่การใช้ปุ๋ยน้อยกว่า ปรากฏว่าจุดที่มันขึ้นไปแสดงนั้นไม่เท่ากับที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ณ ขณะนี้ประเด็นแรกเลยในแง่ของการค้นหาสาเหตุ หรือมูลเหตุท่านต้องชัดกว่านี้ครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ มีการพูดถึงผลกระทบไปค่อนข้างมาก แต่ผมคิดว่าผลกระทบ ด้านหนึ่งมันสะท้อนถึงภาวะในการตัดสินใจของผู้นำ ท่านเห็นข่าวนะครับ เราตามข่าว ผมก็เคยเป็นคณะกรรมการคุ้มครองเด็กกรุงเทพมหานคร วันแรกบอกว่าขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ของผู้บริหาร แล้วผู้บริหารโรงเรียนท่านใดที่จะกล้าปิดถ้าไม่ใช่การตัดสินใจของผู้นำ ก็ต้อง ขอบพระคุณผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครกล้าตัดสินใจในวันที่ถัดมาว่าให้มีการปิด สถานศึกษา แต่ก็ยังไม่ได้กว้างขวางมากมายอย่างเพียงพอ ถ้าท่านประธานเดินทางเมื่อเช้า เพื่อนสมาชิกเดินทาง การปิด ๔๓๗ โรงเรียนท่านก็เห็นว่ารถก็ติดเท่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเราเซฟ (Safe) ที่ตัวเด็กจริงแต่บรรยากาศของการเดินทางยังเท่าเดิม มันยังไม่ สะท้อนปัญหาที่แท้จริง แล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้นำเรียนว่าแม้จะอยู่ในบ้านที่มีอากาศปิด แม้จะใช้แอร์ แม้จะมีเครื่องกรองอากาศก็ไม่ได้หมายถึงว่าฝุ่นจะเข้าไปในบ้านเหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นครับว่าจริง ๆ แล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่เราจำเป็นต้องลงรายละเอียดแล้วเราก็ไม่อยากให้มีเด็กคนใดที่ต้องเป็นโรคที่เกิดขึ้นจาก ภาวการณ์ได้รับฝุ่นที่มากเกินไป นั่นเป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องยกระดับเรื่องของไรต์ ทู คลีน แอร์ (Right to clean air) ขึ้นมาในระดับประเทศ มีรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ เช่นรัฐธรรมนูญ ของประเทศปานามาที่เขียนในปี ๑๙๗๒ บอกว่ารัฐต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าได้อาศัยอยู่ ในอากาศที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตนั้นอย่างไร มีรัฐธรรมนูญของประเทศเอกวาดอร์ ในปี ๒๐๐๘ ที่พูดถึงหลักประกันของการที่จะมีการจำกัดมลพิษทางอากาศ สิ่งเหล่านี้ เราไม่เห็นในแผนปฏิรูป ความจริงตัวเลขสะท้อนมาโดยตลอดว่า ๕ ปีที่ผ่านมาฝุ่นแม้ไม่มาก ขึ้นแต่การจัดการไม่ได้ถูกระบุอย่างชัดเจน
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายก็คือการพิจารณาปัญหา ท่านต้องวิเคราะห์ ให้ขาดว่าท่านจะดูปัญหาในระยะสั้น ในระยะยาวแบบไหน ประการใด ผมหยิบยกเอกสารขึ้น ชิ้นเดียวเป็นเอกสารจากการศึกษาของเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา การแก้ปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศของสภาเรา แล้วก็มีคณะอนุกรรมาธิการ แบบเดียวกันในกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ความเป็นจริงถ้าผมดูรายละเอียดพบว่าข้อมูลเต็มที่ไปหมดแต่เราจะหยิบยกสิ่งดังกล่าวมาใช้ อย่างไร มีการพูดกันหรือไม่ว่าน้ำมันยูโร ๔ (EURO 4) น้ำมันยูโร ๕ (EURO 5) น้ำมันยูโร ๖ (EURO 6) นั้นมันต้องเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในวันนี้ มีการพูดกันถึงระบบขนส่งไฟฟ้าหรือไม่ มีการพูดถึงเรื่องอีโคแทกซ์ (Eco tax) การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือไม่ มีคณะกรรมาธิการ ที่จะเกิดขึ้นศึกษาไปถึงเรื่องของการตั้งหรือการมี พ.ร.บ. อากาศสะอาดซึ่งพรรคอนาคตใหม่ พยายามจะผลักดันหรือไม่
ผมสรุปแบบนี้ครับท่านประธาน หากการมีกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้นนั้น เป็นการจัดตั้งขึ้นอย่างเข้าใจ ผมขอเวลาสักนิดเดียวครับว่าท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องรีบศึกษา มากนัก แต่ขอให้ท่านศึกษาอย่างตั้งใจแล้วการศึกษาของท่านจะเป็นการตอบโจทย์อย่างยั่งยืน ว่าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในวันนี้จะทำอย่างไร ผมขอขอบพระคุณที่สภาแห่งนี้พิจารณา และขอให้ท่านได้พิจารณาอย่างถ่องแท้เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกของผม ตอบโจทย์ให้กับ เด็กทุกคนในประเทศนี้ ขอบพระคุณครับ