มานพ คีรีภูวดล ชี้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภาคเหนือที่ยังขาดการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอให้ปรับระบบการตัดสินใจโดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาได้มีส่วนร่วม พร้อมผลักดันแนวทางการจัดการเชื้อเพลิงอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือระหว่างชุมชนและนักวิชาการเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่าและหมอกควันในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล พรรคอนาคตใหม่ สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ ท่านประธานเรื่องนี้ผมจะ ไม่ให้ซ้ำกับท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว ผมอยากจะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้กับ ท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมทราบ จริง ๆ แล้วท่านประธานผมเกี่ยวข้องกับเรื่องหมอกควัน เรื่องไฟป่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เมื่อก่อนจะใช้คำว่า หมอกควัน ใช้ตัวชี้วัดคือพีเอ็ม ๑๐ (PM 10) เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่นาน ทีนี้ผมเข้าใจว่าปีที่เกิดขึ้นปี ๒๕๕๐ เป็นปีเดียว ที่มีการเปิดไนท์ซาฟารีเป็นปีเดียวที่มีการเปิดพืชสวนโลก ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น สั่งการลงไปให้มีการดำเนินการศึกษาแก้ไขปัญหา แต่ว่า ๑๐ กว่าปีแล้วทำไมมันไม่ประสบ ผลสำเร็จเท่าที่ควร บทเรียนและประสบการณ์ของผมท่านประธานครับ ก็คือว่าระบบอำนาจ ในการตัดสินใจผมคิดว่าอันนี้คือปัญหาในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คนที่สั่งการไม่เข้าใจปัญหา คนที่อยู่ใกล้ปัญหาไม่มีอำนาจแก้ปัญหา อันนี้คือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรารู้ด้วยว่าสาเหตุคืออะไร รู้หมดเลยนะครับ มาจากขนส่ง อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ป่า เกษตร เรารู้ว่าใครเกี่ยวข้อง แต่คนเหล่านี้ไม่มีอำนาจ เรารู้ด้วยว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร ผลกระทบต่อสุขภาพ สมาชิกในสภาได้อภิปรายหมดแล้วถึงรายละเอียดลงไปในร่างกายเป็นอย่างไร ผลกระทบกับ เศรษฐกิจเราก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเศรษฐกิจสูญหายเท่าไร ผลกระทบต่อสังคมเราก็รู้ว่าพี่น้อง ในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกัน ๑. เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องผู้คน คนเหล่านี้ มีความขัดแย้งกัน ปีแรก ๆ ทุกคนต่างชี้นิ้วกันนะครับ ชี้นิ้วว่าคุณคือสาเหตุ คุณคือสาเหตุ แต่แล้วเราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมวิเคราะห์กระบวนการที่จะทำให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้มาวิเคราะห์ว่าสาเหตุคืออะไร ค่อย ๆ พัฒนาเป็นเรื่องของเราจะทำอย่างไรให้คนที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ จำเป็นจะต้อง ใช้คนที่มีความรู้หลายแขนงมากครับ ถ้าเอาประเด็นใดประเด็นหนึ่งจะมีปัญหาตามมาที่จะ เป็นการชี้นำว่าควรจะเป็นอย่างไร ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สิ่งที่ผมอยากให้ท่านประธานทราบ ก็คือน่าจะเป็นภาพก่อนหน้านี้ อันนี้เป็นภาพสุดท้าย ผมอยากให้เห็นว่าพื้นที่ที่ผมจะพูดต่อไป น่าจะเป็นบริบทของภาคเหนือเป็นภาพแผนที่รวม ๙ จังหวัดภาคเหนือ อันนี้คือภาพรวม ของจุดความร้อนหรือว่าฮอตสปอต (Hot spot) ในพื้นที่ภาคเหนือ ๙ จังหวัด ไล่มาตั้งแต่ จังหวัดตากขึ้นไปถึงจังหวัดเชียงรายเราจะเห็นว่ามันมี อันนี้เป็นการสะสมทั้งปี เราจะเห็นว่า แต่ละปีทำไมมีความแตกต่าง เงื่อนไขทางธรรมชาติคือว่าปีนั้นแล้งหรือเปล่า ฝนมาเร็วหรือไม่ เงื่อนไขทางสังคมกระบวนการมีส่วนร่วมไปถึงไหนอย่างไร เงื่อนไขอื่น ๆ อีกมากมายครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้พื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นป่าผลัดใบ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟ ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความรู้ เราจะใช้ความรู้แบบไหน ในการจัดการ สมาชิกหลายท่านก็อภิปรายแล้วว่าเราควรจะเอาใบไม้ไปทำนั่นทำนี่ คำถาม คือว่าหน่วยงานไหนจะเป็นคนส่งเสริมว่าให้เอาใบไม้ไปทำพลังงานนี้แล้วใครจะเป็นคนซื้อ กลับมาเลยครับ ภาพต่อไปก็จะเป็นเรื่องของพื้นที่ในการเผาไหม้ซ้ำซาก เราจะเห็นว่าสถิติตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ มันจะมีพื้นที่ที่มีการไหม้ซ้ำซาก จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) แล้วก็จิสด้า (GISTDA) พบว่ามันเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นป่าเต็งรังและมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน คือเราเห็นข้อมูลอย่างนี้กรรมาธิการจะเอาข้อมูลตรงนี้ไปพิจารณาบริหารจัดการอย่างไร ภาพต่อไปครับ อันนี้สถิติงานวิชาการของ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ อยู่ที่คณะวิศวกรรม มช. สถิติกราฟนะครับว่า ไฟไหม้ป่ามีแนวโน้มว่า ถ้าหากเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าผลัดใบมันมีแนวโน้มมากขึ้น เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ที่เข้าไป ใช้ป่า ความรู้ที่ใช้ความรู้เดียวนำไปสู่การสะสมของเชื้อเพลิง ท่านประธานพอจะนึกภาพออก หรือไม่ว่า ป่า ๑ ไร่เชื้อเพลิงมีประมาณ ๑.๕-๓ ตัน ถ้าหากว่าเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เราไม่เข้าไปจัดการอะไรเลยก็คือเชื้อเพลิงมหาศาลที่จะเผาไหม้ในถิ่นเดียวกัน อันนี้คือข้อมูล ทางวิชาการ ภาพต่อไป สิ่งที่ผมได้ทำร่วมกับนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เราพบว่า ถ้าหากมีความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ไฟป่า ความรู้ที่เคยมีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มี คณะวนศาสตร์ก็มี ขององค์ความรู้ชุมชนก็มีครับว่า เราควรจะมีการลดเชื้อเพลิง ผลกระทบ ถ้าเป็นไฟป่าความรุนแรงของไฟจะอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีการควบคุมหรือว่าการชิงเผา อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันจะสัมพันธ์กันครับ อัตราความเร็วของไฟจะไปช้ามากเพราะว่า เชื้อเพลิงมันสะสม แต่ถ้ามีการจัดการเชื้อเพลิงหรือว่าเชื้อเพลิงเบาบางไฟก็จะไหม้เร็ว เพราะฉะนั้นความร้อนที่มาผ่านป่า ความร้อนที่ผ่านต้นไม้ก็จะไปอย่างเร็ว เพราะฉะนั้นอันนี้ คือความรู้ที่อยากจะนำเสนอให้กับกรรมาธิการพิจารณา ภาพต่อไปครับ อันนี้ก็ข้ามไปครับ เป็นเรื่องเปรียบเทียบระหว่างไฟป่ากับเรื่องของการจัดการเชื้อเพลิง ภาพนี้เป็นงานทดลอง ท่านประธานครับ อันนี้ผมร่วมทำด้วยนะครับ ได้รับงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นว่าเชื้อเพลิงมีความหนาเท่ากัน พื้นที่ที่ปล่อยให้เกิดไฟป่าโดยไม่มีการควบคุมเลย จะใช้เวลาประมาณ ๑๓ วินาที พื้นที่ที่มีการจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วก็ อากาศที่เหมาะสมใช้เวลา ๗ วินาที หมายความว่าอย่างไร ถ้าเราปล่อยให้ความร้อนอยู่กับ พื้นที่นาน ๆ คือต้นไม้ก็จะตาย พืชก็จะตาย และที่สำคัญเชื้อเพลิงที่อยู่ตรงนั้นเวลานาน การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และไปอย่างช้า ๆ สิ่งที่ตามมาคือควัน ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็น ข้อสรุปนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นคลิปวีดิโอ (Clip video) ท่านอาจารย์บอกว่าตกลง ตอนนี้เรากลัวไฟหรือว่ากลัวควันกันแน่ ถ้าหากว่าเรากลัวควันหรือว่าฝุ่น เราควรจะมีความรู้ อีกชุดหนึ่งเข้าไปจัดการ แต่ถ้าเรากลัวไฟก็มีความรู้อีกชุดหนึ่งไปจัดการ แต่ปัญหาที่เราเจอ ตอนนี้ก็คือว่าเรากลัวควัน แต่ว่าปล่อยให้ไฟเป็นตัวเร่งหรือตัวสะสมให้เกิดควันในอนาคต ในช่วงที่มีการสะสมนะครับ ช่วงท้าย ๆ นี้ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ปัญหา เรื่องฝุ่น ปัญหาเรื่องหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ผมเข้าใจว่าผลกระทบที่ตามมาที่เกิดขึ้น ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชนทั่วไปทุก ๆ อย่างเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมเจอก็คือว่า ถ้าหากมีการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งอย่างสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายว่าเราควรจะใช้หน่วยตำบล หรืออำเภอในการตัดสินใจ เพราะว่าความรู้และปัญหามันอยู่ตรงนั้น ที่สำคัญคือเราจำเป็น จะต้องจัดกระบวนการมีส่วนร่วม เทศบาลและ อบต. เป็นหน่วยประสานแล้วก็ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องบูรณาการด้วยกันว่าใครมีทรัพยากรเท่าไร ใครมีความรู้เท่าไร ใครมีเครื่องไม้ เครื่องมืออะไรที่จะสนับสนุนภาคประชาสังคม ภาคประชาชนที่อยู่ในเมืองจะสนับสนุนอย่างไร อันนี้คือทางออกครับ ถ้าหากว่าเราใช้กระบวนการสั่งจากข้างบนลงมาและมีงบประมาณ ทุ่มลงไป ผมมีประสบการณ์ท่านประธานครับ มีการส่งหน่วยดับไฟป่าจากภาคอีสาน ภาคใต้ ส่งขึ้นไปช่วยพี่น้องภาคเหนือ ปรากฏว่าหน่วยไฟป่าไม่สามารถจะเดินทางเข้าป่าได้เพราะ ไม่รู้จักพื้นที่ สุดท้ายคือพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่พื้นที่ต้องพาไป อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็น สำคัญ เพราะฉะนั้นคือถ้าไม่อยากให้เห็นบรรยากาศการมาพูดเรื่องไฟป่า หมอกควันในปีหน้า ในช่วงเวลานี้ควรจะออกมาตรการหรือออกแบบกลไกในการตัดสินใจโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้องค์ความรู้จากหลาย ๆ พื้นที่เข้ามาดำเนินการ ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงาน ส่วนงบประมาณสนับสนุนผมเข้าใจว่าทั้งระดับพื้นที่ ภาคประชาชนและภาคประชาสังคม หรือหน่วยงานระดับพื้นที่พอมีอยู่ เพียงแต่ว่าที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถตัดสินใจได้เพราะไม่มี เครื่องมือที่จัดทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้มาเจอกันและร่วมตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขจำกัด ในพื้นที่ภายใต้สิ่งที่จะต้องติดใจเพื่อแก้ปัญหาครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ