อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เสนอญัตติด่วนเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐานอย่างเร่งด่วน โดยชี้ว่าปัญหาเกิดจากหลายสาเหตุหลักคือการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซล การเผาไร่นา และอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรงแม้จะมีมาตรการบางส่วนแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานทำตามระเบียบข้อบังคับ โดยการอ่านญัตติด่วนที่เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ เกินมาตรฐานอย่างเป็นระบบ กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ในช่วงต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกินมาตรฐานได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลรวมทั้งในหลายจังหวัด โดยการเกิดฝุ่นละอองชนิดนี้มาจากหลายสาเหตุ ทั้งการใช้ยานพาหนะ การเผาจากภาคการเกษตร การปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นเป็นปีที่ ๒ ติดต่อกันซ้ำยังขยายวงกว้างและรุนแรงกว่าเดิม ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และมีความรุนแรงหากไม่ได้รับการป้องกัน โดยฝุ่นละอองเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง ปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคเลือดในสมอง และโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ แม้ว่า ภาครัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีการดำเนินการในการออกมาตรการป้องกันบางส่วน แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ รวมทั้งยังมิได้ มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบและตระหนักถึงความอันตราย อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองด้วยการสวมใส่หน้ากากกันฝุ่น และส่วนหนึ่งต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และต้องติดตามข่าวสาร และข้อมูลคุณภาพอากาศด้วยตนเอง จากสภาพปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของสังคมที่ส่งผล กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จึงเห็นสมควรให้มีการศึกษาและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ต่อไป ดังนั้นจึงขอเสนอ ญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ เกินมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผล และรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง กราบเรียน ท่านประธานครับ ตามที่ได้อ่านข้อญัตติด่วนในการให้สภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะขออภิปรายถึงเหตุผลแล้วก็ความจำเป็น ในการที่จะตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้แล้วส่งให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขให้พี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมเองก็จะดำเนินการตามนโยบายของท่านประธานก็คือจะอภิปรายในประเด็นที่ไม่ซ้ำซ้อน กับเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะได้ประหยัดเวลาของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานครับ ปริมาณพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นประเด็นทางสังคมตั้งแต่ปีที่แล้วก็คือปี ๒๕๖๒ จนถึงปีนี้ ปี ๒๕๖๓ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมมีข้อมูลว่าผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นั้นมีสภาพทางอากาศก็คือฝุ่นละอองนั้นลดลงจากปีที่แล้ว แต่ยังเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทางองค์การอนามัยโลก ก็กำหนดไว้ที่ ๒๕ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ของเรานั้นกำหนดไว้ที่ ๕๐ ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังเกินค่ามาตรฐานอยู่ก็จะอยู่ที่ ๓๙.๔๔-๗๖.๖๘ ในบางพื้นที่ ของกรุงเทพมหานคร แต่ผมเชื่อครับว่าที่ลดลงคงไม่ใช่เป็นฝีมือของรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะว่าที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้มีมาตรการที่ชัดเจนในการที่จะให้พี่น้องนั้น ได้รับทราบถึงมาตรการในการป้องกันปัญหาฝุ่นละออง ถ้าดูจากข้อมูลที่เสนอท่านประธานว่า ปี ๒๕๖๓ ผลกระทบนั้นลดลง ค่าเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ ๓๙.๔๔-๗๖.๖๘ ถ้าเทียบกับปี ๒๕๖๒ นั้น จะสูงกว่านี้ครับท่านประธาน อยู่ ๕๗-๗๙.๑๕ และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นก็ลดลง ท่านประธานครับ ถ้าดูจากข้อมูลที่ผมนำเสนอก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เมื่อปี ๒๕๖๒ นั้นหลายจุด ๒๐ กว่าจุดในแต่ละวันก็คือเป็นข้อมูลช่วงวันที่ ๑๑-๑๗ มกราคม ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากปัญหารถยนต์โดยสาร รถบรรทุก แล้วก็รถยนต์ที่ใช้ในการสัญจร ไปมาของพี่น้องประชาชนนั้นปัญหานี้มาถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหารองลงมาก็คือจากการเผา ไร่นา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือก็จะมาจากอุตสาหกรรมแล้วก็การก่อสร้าง ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อไม่ให้ซ้ำประเด็น ปัญหาที่มาจากรถยนต์ รถโดยสารแล้วก็รถบรรทุก มาจากการสันดาปจากเชื้อเพลิงที่เป็นดีเซล ซึ่งเขม่าเป็นต้นเหตุ ที่แท้จริงในการเกิดปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วผลการศึกษาก็ชัดเจนว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากระบบคมนาคมการโดยสาร ซึ่งถ้าเราใช้เอ็นจีวี (NGV) เอ็นจีวี (NGV) เป็นพลังงานสะอาด เราเริ่มใช้เอ็นจีวี (NGV) กันตั้งแต่ตอนที่วิกฤติน้ำมันขึ้นราคาเป็นลิตรละ ๕๐ บาท ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ต่อเนื่องปี ๒๕๔๙ ถ้าท่านประธานจำได้ ในตอนนั้นรัฐบาลในสมัยนั้นได้มีการ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาดก็คือเอ็นจีวี (NGV) ครับ เรามีการให้รถแท็กซี่นั้นติดเอ็นจีวี (NGV) เรามีการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนนั้นติดตั้งเครื่องยนต์เอ็นจีวี (NGV) แล้วเราก็มีโครงการนำเข้า รถเอ็นจีวี (NGV) เพื่อมาใช้ใน ขสมก. เป็นรถโดยสารสาธารณะเพื่อลดผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อม ในสมัยนั้นท่านประธานปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังไม่แพร่หลาย ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนแล้วก็เพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นก็ยังไม่ทราบว่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในอนาคตนั้นจะมีปัญหารุนแรงแล้วก็สำคัญเหมือนอย่างตอนนี้ แต่ว่า ตอนนั้นราคาเอ็นจีวี (NGV) ที่เป็นที่นิยมก็เพราะว่าราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซินนั้นสูงขึ้น ตกลิตรหนึ่ง ๕๐ บาท และตอนนั้นก็มีการรณรงค์ให้ใช้เอ็นจีวี (NGV) ผลที่ได้ตอนนั้นก็คือ เรื่องของการใช้พลังงานที่สะอาด ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็มลพิษ ท่านประธาน ราคาเอ็นจีวี (NGV) ในตอนนั้นจูงใจให้พี่น้องประชาชนนั้นติดตั้งอยู่ที่กิโลกรัมละ ๘.๕๐ บาท ปตท. ผูกขาด ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐในสมัยนั้นก็บอกว่า ๘.๕๐ บาทต้องขึ้นราคา รัฐบาลในสมัยนั้นก็ท้วงติงแล้วก็ตรึงราคาเอ็นจีวี (NGV) มาโดยตลอด การที่ ปตท. บอกว่า ขาดทุนก็ไม่มีหลักเกณฑ์หรือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ปตท. นั้นขาดทุนจริง ๆ จากการจำหน่าย ราคาเอ็นจีวี (NGV) ๘.๕๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ในสมัยนั้น รัฐบาลในสมัยนั้น ก็ตรึงราคาเพื่อส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนนั้นใช้เอ็นจีวี (NGV) รถยนต์โดยสารใช้เอ็นจีวี (NGV) รถแท็กซี่ก็เป็นเอ็นจีวี (NGV) แต่ท่านประธานพอปี ๒๕๕๕ มีการขึ้นราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) จาก ๘.๕๐ บาทขึ้นมาเป็น ๑๐ บาทตามกราฟที่ผมได้นำเสนอครับ พอปี ๒๕๕๗ ขึ้นมาเป็น ๑๐ บาทจาก ๘.๕๐ บาทโดยเฉลี่ยขึ้นมาเป็น ๑๐ บาทในสมัยนั้นรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือบิ๊กตู่ ๑ แล้วก็มาบริหารประเทศตั้งแต่เดือน ๕ ปี ๒๕๕๗ ราคาเอ็นจีวี (NGV) ขึ้นมาเป็น ๑๐ บาทแล้วไล่ต่อเนื่องขึ้นมาเป็น ๑๓.๕๙ บาท ในวันที่ ๒๖ เดือน ๑ ปี ๒๕๕๙ แล้วก็ปัจจุบันนี้เป็น ๑๕.๔๐ บาท ส่งผลอย่างไร ส่งผลให้รถบรรทุก ในสมัยนั้นที่ติดตั้งเอ็นจีวี (NGV) กันเป็นจำนวนมาก รถยนต์โดยสารของพี่น้องประชาชน รถยนต์โดยสารสาธารณะก็คือแท็กซี่ต้องเปลี่ยนกลับมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล ท่านประธาน เพราะเอ็นจีวี (NGV) มันแพง แพงค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ก็สูงกว่าเครื่องยนต์ดีเซลสูงกว่า เครื่องยนต์เบนซิน ในสมัยนั้นพี่น้องประชาชนควักเงินเองด้วย รถบรรทุกค่าติดตั้งเอ็นจีวี (NGV) ในการเปลี่ยนจากดีเซลมาเป็นเอ็นจีวี (NGV) คันหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท เราเดินมาถูกทางแล้วท่านประธานในสมัยนั้น ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๕๕ พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากดีเซลมาเป็นเอ็นจีวี (NGV) กัน เป็นจำนวนมาก แต่วันดีคืนดีรัฐบาลขึ้นราคาเอ็นจีวี (NGV) เพราะเชื่อ ปตท. ว่าราคาแก๊ส ขาดทุนโดยไม่ได้สนใจผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้สนใจผลกระทบทางด้านสังคม ก็คือต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่แพงขึ้นก็มาจากต้นทุนสินค้าทางด้านการขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นครับ รัฐบาลในตอนนั้นไม่ได้สนใจเชื่อ ปตท. ก็ขึ้นราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ขึ้นมา จนปัจจุบันนี้ ๑๕.๔๐ บาท พี่น้องก็ต้องไปเสียเงินกลับมาติดตั้งเครื่องยนต์เป็นดีเซลอีก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์โดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกที่ส่งสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับ พี่น้องประชาชน ตรงนี้ทำให้เกิดความล้มเหลวของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเอ็นจีวี (NGV) และที่สำคัญคือรถไฟฟ้าเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปว่ารถไฟฟ้านั้นรัฐบาล ล้มเหลวอย่างไรนโยบายในการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า จากข้อมูลที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่าเอ็นจีวี (NGV) นั้นมีการใช้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะอะไรครับ เพราะราคามันสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการหันกลับมาใช้น้ำมันดีเซลเหมือนเดิม ตรงนี้เป็นตัวก่อให้เกิดมลภาวะพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อย่างแท้จริง เพราะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้น มาจากรถขนส่ง รถยนต์โดยสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้ส่งเสริมการใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้วก็ล้มเหลวในการผลักดันแล้วก็กระตุ้นมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหามลภาวะ และมลพิษจากระบบคมนาคมและระบบขนส่ง ฉะนั้นผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานที่กำกับดูแล ปตท. ให้ลดราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) แล้วก็ทำแผนระยะกลาง ระยะยาว และระยะสั้น ไม่ทันแน่ครับ ระยะสั้นก็ต้องเป็นไปตามที่ ครม. ออกมติมาตามที่ ท่านโฆษกรัฐบาลได้แถลงถึงมาตรการให้พี่น้องประชาชน แต่ระยะกลาง ระยะยาว การให้ เอ็นจีวี (NGV) นั้นกลับมาเป็นส่วนสำคัญในการลดปัญหามลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับ พี่น้องประชาชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น การลดราคาเอ็นจีวี (NGV) จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับเรื่องของการส่งเสริมให้พี่น้องนั้น กลับมาใช้รถยนต์โดยสารสาธารณะก็คือรถแท็กซี่ที่ติดตั้งเอ็นจีวี (NGV) แล้วรัฐบาลนั้น ก็จะต้องส่งเสริมให้มีรถโดยสารสาธารณะที่ใช้เอ็นจีวี (NGV) ด้วยครับ ท่านประธานครับ รถยนต์ไฟฟ้าที่ผมพูดถึงก็คืออีวี (EV) หรืออิเล็กทริก วีฮิเคิล (Electric vehicle) ปัจจุบันนี้ หลายประเทศในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน อียู ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศนอร์เวย์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็น ๕ ประเทศลำดับต้นของโลกที่มีรถยนต์ไฟฟ้านั้นใช้เป็นจำนวนมาก ปีหนึ่งถึง ๓.๓ ล้านคัน ในปี ๒๐๑๗ แล้วก็ปี ๒๐๑๘ ขึ้นมาเป็น ๕.๔ ล้านคัน คาดการณ์ว่าจะ มีรถยนต์อีวี (EV) สะสมในปี ๒๐๒๕ ถึง ๓๑๔ ล้านคัน แต่ปัจจุบันรถอีวี (EV) ในประเทศไทย หลักแสนคันครับ เพราะว่าขาดการส่งเสริมจากรัฐบาลในการที่จะตระหนักถึงผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อมจากระบบคมนาคมในการที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารต่าง ๆ ยังใช้ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซินเป็นหลักในการที่จะใช้ในรถยนต์ต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นรัฐบาลนั้น จะต้องดำเนินนโยบายระยะกลางและระยะยาว โดยการส่งเสริมให้มีการใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้วก็รถยนต์ไฟฟ้าครับ ทางรัฐบาลก็บอกว่าให้พี่น้องประชาชนนั้นหันมาใช้รถยนต์สาธารณะ รถยนต์สาธารณะปัจจุบันนี้รถที่เราเห็นสีน้ำเงิน สีแดง อายุ ๓๐ ปี การที่รัฐบาลส่งเสริมให้มา ใช้รถยนต์สาธารณะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือเปล่า เพราะว่ายิ่งมา ใช้รถยนต์สาธารณะผมเข้าใจว่าจะยิ่งเพิ่มปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะอะไร เพราะว่ารถยนต์เก่า ๓๐ ปี ของ ขสมก. ท่านไม่ต้องไปใช้เครื่องวัดหรอกครับ ดูด้วยตาก็เห็นครับท่านประธาน เมื่อเช้าผมมาประชุมขับรถตามควันดำเป็นลูกเลย ถามว่า ยิ่งไปใช้รถยนต์โดยสารสาธารณะ ขสมก. ที่อายุถึง ๓๐ ปี มันจะไปลดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้พี่น้องประชาชนได้อย่างไร อันนี้อยากจะฝากรัฐบาลดูนโยบายด้วยว่า นโยบายที่ทำอยู่ มันแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า แล้วที่สำคัญรถยนต์โดยสารสาธารณะที่เป็นเอ็นจีวี (NGV) ก็มีปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีปัญหาจากการประมูล หรือมีปัญหาจากระบบการทุจริตหรือเปล่า อันนี้ทำให้เกิดการส่งมอบให้กับ ขสมก. เพื่อมาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ ๔๐๐ กว่าคัน ใช้เวลา ๒ ปีกว่าในการส่งมอบ แล้วถามว่ารถยนต์โดยสารที่เป็นพลังงานสะอาดปัจจุบันนี้ มีน้อยมากถ้าเทียบกับที่เป็นดีเซล ฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับรถยนต์โดยสาร ที่เป็นเอ็นจีวี (NGV) ให้มากขึ้น ตอนนี้ประเทศจีนไปถึงรถไฟฟ้าแล้วครับท่านประธาน ผมไป ดูงานที่ประเทศจีนตอนนี้เขาไม่ใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้ว รถโดยสารสาธารณะเป็นรถไฟฟ้าหมด ของเราเอาเอ็นจีวี (NGV) ก่อนนะครับ แล้วรถยนต์ไฟฟ้าก็จะตามมา ท่านประธานครับ ตอนนี้ค่ารถไฟฟ้า พอบอกรถโดยสารสาธารณะก็มีแท็กซี่ มีรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) เอ็มอาร์ที (MRT) แล้วก็มีรถเมล์ รถเมล์ผมได้อภิปรายให้ท่านประธานฟังไปแล้วว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ทีนี้มารถไฟฟ้าครับท่านประธาน ผมได้นำข้อมูลมาให้พี่น้องดู ประเทศสิงคโปร์ค่าโดยสาร รถไฟฟ้าถูกกว่าบ้านเรา ๖.๓๗ เท่า ค่าโดยสารของรถไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นลอยฟ้าหรือใต้ดิน ถ้าเป็นฮ่องกงของเราแพงกว่า ๓.๐๘ เท่า ถ้าเป็นลอนดอนเกือบเท่ากันเลย ต้นทุนของเราเวลาเดินทางที่ กทม. ก็อยู่ที่ ๐.๔๗๘ ดอลลาร์ ต่อ ๑๐ กิโลเมตร ของกรุงลอนดอนนั้น ๐.๔๐๒ แต่กรุงลอนดอนนั้นท่านประธานครับ รายได้ ต่อหัวของกรุงลอนดอนนั้นสูงกว่าเราเยอะ แต่ค่าโดยสารของเรานั้นเท่ากับกรุงลอนดอน ทางรัฐบาลบอกว่าให้พี่น้องประชาชนนั้นไปโดยสารสาธารณะก็คือรถไฟฟ้า มันแพงอย่างนี้ แล้วจะไปโดยสารได้อย่างไร รัฐบาลต้องมาแก้ตรงนี้ด้วยโดยการลดราคารถโดยสาร รถไฟฟ้า ที่เป็นรถสาธารณะให้กับพี่น้องประชาชนครับ
ท่านประธานครับ มาดูเรื่องของทางเลือกในการเดินทาง แท็กซี่ ๘๕ บาทต่อ ๑๐ กิโลเมตร บีทีเอส (BTS) ๔๔ บาท เอ็มอาร์ที (MRT) ๓๕ บาท รถเมล์ที่เป็นรถเมล์แอร์ ๑๗ บาท รถส่วนตัว ๒๕ บาทต่อ ๑๐ กิโลเมตร จะไปขึ้นรถเมล์แอร์ที่ต้นทุนเท่ากับรถเรา ก็บริการไม่เพียงพอก็ต้องขึ้นไปนั่งรถเมล์ร้อน ๖.๕๐ บาทต่อ ๑๐ กิโลเมตร ถูกกว่าครับ แต่พี่น้องประชาชนไม่มีทางเลือกเพราะอะไรครับ เพราะว่ารถเมล์แอร์ไม่เพียงพอ ตอนนี้ เราไปดูเลยครับเต็มแน่นทุกสายครับรถเมล์แอร์ พอจะไปขึ้นรถแท็กซี่ ๘๕ บาท รถแท็กซี่ก็ดี ในสมัยท่านรัฐบาลของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการสนับสนุนให้รถแท็กซี่นั้นมา ติดตั้งรถเครื่องยนต์เอ็นจีวี (NGV) เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนเพื่อลดค่าใช้จ่ายพี่น้อง ประชาชนในสมัยนั้นที่ราคาเบนซินนั้นมีราคาสูง ตอนนี้ก็ยังติดตั้งเอ็นจีวี (NGV) อยู่ จะหันมา ใช้แท็กซี่นั้นก็ยังราคาแพงกว่ารถยนต์ส่วนตัวนะครับ