จักรพล ชูตั้งกรรมาธิการด่วน แก้ฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓

จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อภิปรายปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และหมอกควันที่กลายเป็นวิกฤติรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐบูรณาการแก้ไขอย่างจริงจัง มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ยั่งยืน และครอบคลุมทั้งในด้านนโยบาย การมีส่วนร่วมของประชาชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ร่วมและการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันวิกฤตในอนาคต

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม เชียงใหม่

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เขต ๓ วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่สละเวลาเห็นถึง ความสำคัญของปัญหานี้ เราฝ่าฟันปัญหานี้กันมานานครับ แต่ว่ายังไม่ได้มีการเยียวยาเลย หรือการนำไปใช้ได้อย่างเชิงบูรณาการและอย่างเห็นผลได้จริง ก่อนอื่นครับ ตามกฎระเบียบ ของข้อบังคับในการเสนอญัตติผมต้องขออนุญาตแถลงญัตติด่วนเรื่องที่ต้องการยื่นนะครับ ขอแถลงญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ไขและปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิษหรือที่เรียกกันว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดใหญ่ ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่หลีกเลี่ยงได้ยากและกลายเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่ง ดำเนินการศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หน่วยงานจากภาครัฐทุกภาคส่วนจำเป็น ต้องบูรณาการร่วมกัน ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์ เฉลี่ยน้อยกว่า ๒.๕ ไมโครกรัม และแขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่าง ๆ เนื้อความของการแถลงได้เสนอยื่นไปทางเจ้าหน้าที่แล้ว จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาของสภา เมื่อสักครู่คือทำตามกติกากฎระเบียบข้อบังคับของสภา ต่อไปขอเป็นการอภิปรายเพื่อสนับสนุน การเสนอญัตติด่วนเข้าสภาเลยนะครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมในวันนี้ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ที่หนักและสำคัญยิ่ง เพราะได้แบกความหวังของปอดและลมหายใจของคนไทยทั่วประเทศ การอภิปรายวันนี้ ผมได้รับหน้าที่สำคัญให้เป็นผู้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันฝุ่นละอองขนาดเล็ก ท่านประธานครับ เรื่องปัญหาหมอกควันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการโดยเร็วและเร่งด่วน ปัญหาหมอกควันถือเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง ของมนุษย์ ไม่เพียงแค่สำหรับคนกรุงเทพฯ แต่เป็นภัยคุกคามต่อคนไทยทุกคน รวมไปถึง ทุกภูมิภาคในอาเซียน (ASEAN) ที่มากไปกว่านั้นมันได้คุกคามลุกลามไปทั่วโลกแล้ว ซึ่งเรา มีความรู้ในการจัดการน้อยมากหากเปรียบเทียบกับภัยธรรมชาติด้านอื่น ๆ อย่างเช่น น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว ปัญหานี้ส่งผลกระทบในทุกมิติอย่างรุนแรง ปัญหาหมอกควันในช่วงนี้ ผมเข้าใจว่าไม่สามารถแก้ไขได้ในช่วงพริบตา แต่ต้องหาแนวทางเชิงโครงสร้างเพราะซับซ้อน และโยงใยในปัจจัยทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งต้องแก้ไขร่วมกันอย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นเป็นตอน อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ผ่านมารัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลและดำเนินการ โดยตรง มีอำนาจอยู่ในมือเต็มรูปแบบแต่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ เป็นการจัดการปัญหา ในระยะสั้นและเฉพาะหน้าเท่านั้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้อง มีคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อศึกษาหาแนวทางจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อย่างยั่งยืน การอภิปรายของผมวันนี้จะใช้เวลาให้กระชับตรงประเด็นในการอภิปราย ๖ หัวข้อสำคัญในเชิงสร้างสรรค์สูงสุด เพื่อให้เห็นโครงสร้างทั้งหมดของปัญหา โครงสร้าง ของทางออกเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะประกอบด้วยผลกระทบของปัญหา สาเหตุของปัญหา ความท้าทายของทุกภาคส่วน การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ความจำเป็นที่จะต้องมีกรรมาธิการชุดนี้ รวมถึงยุทธศาสตร์รูปแบบและแนวทางการศึกษา ของคณะกรรมาธิการที่จะเห็นทั้งโครงสร้างว่าประเด็นปัญหาที่ผ่านมาของประเทศไทยคืออะไร เราอยู่จุดไหน และจะแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป

ประเด็นที่ ๑ ผลกระทบของปัญหาด้านสุขภาพ เขาบอกว่าปัญหานี้เกิดขึ้น กับคนแค่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก คือกลุ่มคนที่ยังหายใจอยู่ กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มคนที่ไม่หายใจแล้ว ดังนั้นผมถือว่าเป็นปัญหาของพวกเราทุกคนที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ถ้าไม่อยากเป็น คนกลุ่มที่ ๒ ในอนาคตอันใกล้นี้ ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ตัวเลข ผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศที่มีเกินค่ามาตรฐาน หรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) พาร์ทิคูเลต แมตเตอร์ ๒.๕ (Particulate matter 2.5) นี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็ก ซึ่งที่มาที่ไปทุกคนทราบอยู่แล้ว ก็คงไม่ได้อธิบายกว้างเพื่อให้เป็นการเสียเวลา ในส่วนของ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คืออะไร ขอกล่าวถึงผลร้ายที่แทรกซึมเข้ามาจากทุกลมหายใจของเรา ทุกจังหวะเต้นของหัวใจมีภัยร้ายเข้าไปตลอด ด้วยขนาดที่เล็กมากฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) สามารถลอยเข้าไปในถุงลมปอดทะลุผ่านถุงลมเข้าเส้นเลือดฝอยลอยอยู่ในกระแสเลือด ความน่ากลัวเจ้าฝุ่นร้ายนี้คือจะกระตุ้นทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตีออกซิแดนต์ (Antioxidant) รบกวนสมดุลในร่างกาย กระตุ้นยีน (Gene) ที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง และอีกมากมาย

ประเด็นที่ ๒ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบ ในด้านเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยนั้นต้องเผชิญควบคู่จากปัญหาฝุ่นควันนี้ โดยเฉพาะผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้สำคัญของประเทศ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์และพบเห็นว่าผลกระทบจากปัญหาหมอกควันนี้ส่งผล กระทบต่อการท่องเที่ยวและสุขภาพของประชาชน ความเสียหายสูงรวมถึง ๒.๖ พันล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวแทนของคนจังหวัดเชียงใหม่ ผมไม่เคยคิดว่าเมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ที่มีจีดีพี (GDP) สูง มีรายได้หลักจาก ภาคการผลิตและบริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบถึงเพียงนี้ ปีที่แล้ว ยอดจองลดลงอย่างมหาศาลจนน่าตกใจ นักท่องเที่ยวตัดสินใจเปลี่ยนรูต (Route) ในการ เดินทาง ยกเลิกแคนเซิล (Cancel) ในการเดินทางเนื่องจากปัญหาหมอกควันประเด็นหลัก ประเด็นเดียวเลย ประเมินค่าความเสียหายในช่วงของเดือนมีนาคม เดือนเมษายน ๒๕๖๒ เสียหายไปกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือมากกว่าด้วยซ้ำ หากเราไม่แก้ปัญหา ภายในไม่กี่วันในข้างหน้านี้จะติดภาพในเชิงลึก แล้วเราจะกู้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย กลับมาไม่ได้ ในขณะที่งบประมาณเราชูว่ารายได้ของประเทศชาติจะเกิดจากการท่องเที่ยว เป็นอันดับ ๑ ซึ่งตรงนี้ยังมองไม่เห็นแล้วเกิดความย้อนแย้งในการที่จะปฏิบัติการในตรงนี้

หัวข้อที่ ๒ ที่ต้องแตะหน่อย ก็คือเรื่องสาเหตุของปัญหา ท่านประธานครับ จำเป็นต้องอธิบายที่มาของหมอกควัน คือเกิดจากกลุ่มหลักใหญ่ ๆ คือหมอกควันที่เกิดจาก การกระทำของมนุษย์ และที่ไม่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่เกิดจากมนุษย์ก็คือกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากกิจกรรมทางเกษตรกรรมและไม่เกี่ยวกับเกษตรกรรมทางการเกษตร ซึ่งก็คือเป็นประเภทโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การใช้ชีวิตของมนุษย์ที่เกิดจาก การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก หมอกควันที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ก็คือจะเกิด เกี่ยวกับการเกิดไฟป่าภาวะอากาศปัจจุบันของโลก สภาวะแวดล้อมของโลกหรือไคลเมต เชนจ์ (Climate change) ที่กระทบทั่วโลก กระทบไปวงกว้าง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาว่าจะจัดการกับสาเหตุต่าง ๆ ของปัญหานี้อย่างไร

ข้อ ๑ ถ้าเกิดในส่วนของตัวแทนภาคเหนือก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ และวิถีชีวิตของชุมชน ชุมชนในพื้นที่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านในชุมชนสืบทอด ความเชื่อเรื่องของการเผาพื้นที่เกษตรกรรมหลังจากการเก็บเกี่ยวว่าจะส่งผลดีต่อการปลูก ในรอบต่อไป ง่ายสะดวก ลดต้นทุน รวดเร็ว ทั้งนี้ชาวบ้านไม่ผิดในส่วนนั้น เพราะชาวบ้าน อาจจะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตรงนั้น วิถีเกษตร ดั้งเดิมที่เขาทำกันมาไม่มีต้นทุนเพียงพอที่เขาจะเปลี่ยนเวย์ (Way) ในการที่จะจัดการพื้นที่ เกษตรแบบอื่น เรามีหน้าที่ที่จะต้องเพิ่มความรู้เพียงพอให้เขา นอกจากนี้การเผาพื้นที่ป่าชุมชน เป็นความเชื่อที่จะทำให้เกิดเจริญเติบโตแตกหน่อออกผลได้ดีขึ้น ตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องเข้าไปเยียวยาแล้วก็ทำความเข้าใจ

เรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล อันนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะว่าการส่งเสริมให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพด อ้อย เป็นจำนวนที่มากขึ้นจากการสนับสนุนหรือนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมในช่วงนั้น ถึงตอนนี้ จะมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชยืนต้นเพื่อทดแทนการเผาแต่เป็นมาตรการระยะสั้น ขาดการรับรอง ในระยะยาว ขาดการกระจายความรู้ความสามารถให้พวกเขา ไม่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้ และการขยายผลในการปลูกพืชยืนต้น ไม่ส่งเสริมเรื่องการตลาด รวมทั้งการพัฒนาต่อยอด ทางผลิตภัณฑ์ต่อไปเป็นต้น

ต่อไปปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็คือในเรื่อง ของปัญหาการก่อสร้าง การจราจร การปล่อยควันของโรงงานอุตสาหกรรม กิจกรรมการเผา ในที่โล่งแจ้งถึงล่าสุด รัฐบาลจะมีการประกาศ พ.ร.บ. ๑๑ ประการเมื่อวาน วันนี้มีการสั่ง หยุดโรงเรียนก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ดีที่ดีกว่าไม่ทำใด ๆ เลย แต่ว่าสิ่งหนึ่งปัญหาก็จะไม่ได้ สามารถจัดการในระยะกลางหรือระยะยาวได้ต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ ซึ่งยังไม่มีใครได้กล่าวหรือได้แตะในประเด็นนี้มาก สักเท่าไร ก็คือหมอกควันข้ามแดน ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นที่สำคัญที่หลาย ๆ คนมองข้าม บางองค์กรอาจจะไม่ให้ความสำคัญ มีความเข้าใจว่าในวิถีอาเซียน (ASEAN) มีกฎของอาเซียน (ASEAN) ถือว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าปัญหาของหมอกควัน ที่ลอยข้ามมาจากบริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง หรือว่า ฝั่งภาคใต้เราก็ดี จากการที่เราเห็นแผนที่จุดความร้อนฮอตสปอต (Hot spot) หรือไฟรแมป (Fire map) ด้วยระบบเฟิร์ม (Firm) ของนาซา (NASA) จะทำให้เราเห็นว่าจุดความร้อนจาก หลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) ลอยเข้ามาในประเทศไทย ในขณะที่ของประเทศไทย ก็ลอยไปหาเขาเช่นกัน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดนในอาเซียน (ASEAN) ยังขาดช่องในการดำเนินการที่เห็นผลเป็นประจักษ์ กลไกระหว่างรัฐจีทูจี (G to G) ยังไม่มีความชัดเจน ขาดช่องทางในการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน อันนี้ถือเป็นวาระแห่งภูมิภาคที่ใหญ่กว่าวาระแห่งชาติ แต่กลไกในการดำเนินงานให้เป็น รูปธรรมยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่ถึงแม้เราจะมีการลงนามการป้องกันหมอกควันข้ามแดนไปแล้ว ในปี ๒๐๐๒ นอกจากนี้ในแต่ละประเทศในอาเซียน (ASEAN) ยังขาดการพัฒนา ขาดแผนการ รับมือที่ต่อเนื่องทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งผมจะวาดภาพให้เห็นต่อไป ว่าแต่ละระยะควรจะดำเนินการอย่างไร ขอชี้ให้เห็นถึงการดำเนินงานของภาครัฐที่ผ่านมา ไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ผ่านมาว่ารัฐบาล ได้ทำและแก้ไขปัญหาอย่างไรไปแล้วบ้าง การดำเนินงานในภาครัฐที่ผ่านมาล้วนเป็นการจัดการ ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ปัญหานี้ดำรงสืบเนื่องมาตลอดและหนักมากขึ้นในต้นปี ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตื่นตัวและการเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนในปีนี้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ที่มีอำนาจครบเครื่อง อยู่ในมือ ได้มีการออกมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อมาพยายามเน้นในการจัดการปัญหา ในระยะยาว แต่ไม่เห็นถึงทางออกหรือช่องทางที่จะทำให้ปัญหานี้ลดหย่อนลงไป ย้อนกลับไป วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ เป็นช่วงสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศมีการถ่ายเทน้อย ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน รัฐบาลก็ได้แจ้งกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมปัญหาเฉพาะหน้า เท่านั้น วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเร่งรัด กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขมลภาวะ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๒ สั่งการให้กระทรวง พลังงานเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำมัน ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือบี ๒๐ (B 20) แทนน้ำมันดีเซล แต่ยังไม่ได้เห็นผลอย่างต่อเนื่อง วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒ มีข้อสั่งการให้กำหนดมาตรการในการแก้ไขมลภาวะให้ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และขับเคลื่อนให้สู่การปฏิบัติให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วก็ยังไม่เห็นผล มติ ครม. ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ได้เห็นชอบแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหา ฝุ่นควันละอองขนาดเล็กนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างอากาศดีเพื่อคนไทยและผู้มาเยือน ซ้ำด้วยมติของ ครม. เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ที่เห็นชอบและกำหนดให้การแก้ไข ปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ จากการที่กล่าวมาจะให้เห็นถึงไทม์ไลน์ (Timeline) ว่ามีการขับเคลื่อนมีการยึดโยงการทำงานของทุก ๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ว่า ยังไม่เห็นเกิดในเชิงพลวัตรหรือว่ากลไกที่ทำงานเชื่อมและเกิดเห็นผลประโยชน์สูงสุดได้ การทำงานของการประสานในหลาย ๆ มติหรือข้อคำสั่งนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ กระผมได้ยื่นหารือต่อสภาเรื่องปัญหาหมอกควันว่าหากไม่จัดการอย่างไรต่อไปเขากลับมาแน่ และกลับมาอย่างร้ายแรงขึ้นซึ่งตอนนี้ทุกคนก็เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุดรัฐบาลมีแนวคิด ในการออก พ.ร.บ. การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด โดยมีคณะกรรมการอากาศสะอาด มีท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานพร้อมด้วยกรรมการระดับรัฐมนตรีถึง ๙ กระทรวง รวมถึงการออก พ.ร.บ. ๑๑ ประการ เป็นแนวโน้มที่ดีเป็นแนวความคิดที่ดี แต่คำถามที่สำคัญ คือทั้ง ๆ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบัญชาการเองพร้อมกับอำนาจเต็มมือทำไมถึงยังไม่สำเร็จ ในระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา เพราะอะไร ปัญหายังคงความรุนแรงขึ้น ข้อสั่งการหรือมติของ ครม. เป็นเพียงกระดาษ ๑ ใบที่ทราบตัวเลขทราบข้อมูลแต่ไม่สามารถแอกชัน (Action) ใด ๆ ได้ ล่องลอยแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาหน่วยงานของใครก็ยังทำงานของใคร ไม่มีความ เป็นเอกภาพอยู่ดี

หัวข้อที่ ๕ กล่าวถึงข้อสรุปว่าทำไมเราจำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ ท่านประธานครับ เบื้องต้นผมได้ชี้แจงถึงผลกระทบ สาเหตุและความท้าทายในช่วงต้นมาแล้ว ต่อไปคงต้องขอกล่าวถึงความจำเป็นเหตุผลประการแรกที่ต้องตั้งกรรมาธิการนี้ขึ้น

ประเด็นที่ ๑ เรายังขาดองค์ความรู้ทั้งระบบ ทั้งการทำงาน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เรามีเพียงความรู้ในการทำงานระยะสั้นส่วนใหญ่ ที่สำคัญไม่สามารถเชื่อมโยงไปยัง การทำงานของระยะกลาง ไมมีความรู้ในการจัดการหลังจากวิกฤติหมอกควันสิ้นสุดแล้ว

ประเด็นที่ ๒ การจัดการความรู้ที่แยกส่วนกัน กระจัดกระจายในสังคมไม่เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันมันไม่มากพอที่จะเห็นผลในเชิงบูรณาการ

ประเด็นที่ ๓ ความรู้ที่เรามีส่วนใหญ่จากภาครัฐ หน่วยงานของรัฐเราไม่มีพื้นที่ ให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานอิสระภาคประชาชนที่เขาต้องการเข้ามาร่วมเสนอความรู้ในการ แก้ปัญหาทั้ง ๆ ที่เขามีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ตกผลึกในหลาย ๆ มิติ ความรู้จากภาคเอกชน และภาคประชาชนไม่เคยถูกนำมาต่อยอดศึกษาอย่างจริงจังซึ่งค่อนข้างเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก มันมีหลายภาคี หลายระบบ หลายองค์กร หลายหน่วยงานที่พยายามจะยื่นมือเข้ามา แก้ปัญหาให้กับรัฐบาล แต่ถ้าปัดมือเขาทิ้งปัญหานี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ปัญหาของการแก้ไขนี้ ก็จะไม่หมดไป การแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการที่แท้จริงก็จะไม่เกิดขึ้น

จากผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นประเด็นที่สำคัญทั้งหมดคือองค์ความรู้ในการ จัดการเรื่องหมอกควันในมิติต่าง ๆ ซึ่งกรรมาธิการชุดนี้จะสามารถช่วยเสนอแนะต่อไป ให้กับรัฐบาลนำไปสู่การออกกฎหมายที่เหมาะสมครอบคลุมมีประสิทธิภาพ ความรู้มีอยู่ ๒ ประเภทที่เราต้องการในการแก้ปัญหานี้

ข้อ ๑ ความรู้ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาหมอกควัน และความรู้ที่เกี่ยวกับ การบริหารการจัดการหมอกควันที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในความรู้ ๒ ประเด็นนี้ จะต้องเชื่อมโยงครอบคลุมในส่วนของการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นในทุกภาคส่วนจะต้อง มาร่วมงานกันอย่างบูรณาการ กรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการนี้ก็จะแยกเป็นด้าน การบริหารความรู้ จากการขาดงานวิจัยองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถรับมือและ แก้ไขหมอกควันที่ผ่านมา เราจึงทราบได้ว่ายังขาดในส่วนข้อมูลความรู้ของการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสลม การศึกษาการเผาเชิงลึกและ รอบด้าน การควบคุมปัญหาอย่างยั่งยืน การศึกษาแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า มาจากแหล่งใด มากน้อยเพียงใด การเผาป่า ข้าวโพด อ้อย โรงงานอุตสาหกรรมควรจะย้าย ควรจะหยุด ควรจะโรเทต (Rotate) ไปอย่างไร เมื่อไร การศึกษาพัฒนาการของนวัตกรรม และเทคโนโลยีในราคาถูกเพื่อลดต้นทุนและผลกระทบเชิงสุขภาพ และการพัฒนาผลิต หน้ากากภายในประเทศ และการจัดตั้งเซฟ โซน (Safe zone) หรือคลีนรูม (Cleanroom) ในชุมชนในพับบลิก (Public) ต่าง ๆ การถอดบทเรียนประสบการณ์จัดการปัญหาหมอกควัน จากต่างประเทศ การเรียนรู้เพื่อปรับใช้และยึดโยงเข้ามาให้เหมาะสมกับสภาวะในประเทศไทย และปัญหาของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน

ส่วนในด้านของการบริหารการจัดการ การบริหารการจัดการป้องกันไฟป่า หมอกควันมีอุปสรรคที่ท้าทายอยู่มากมาย แต่ว่าเราก็ต้องไปโฟกัส (Focus) ในส่วนของการ ขับเคลื่อน การป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่าของภาครัฐด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นมาตรการ ระยะสั้น ขาดมาตรการเชิงลุกไม่ต่อเนื่อง ไม่ปฏิบัติตามแผนการ ไม่มีแผนร่วมมือระหว่างรัฐ กับชุมชนซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะต้องนำคนเข้าไปร่วมบริหารด้วยกับแนวคิดของภาครัฐ

ด้านสื่อประชาสัมพันธ์ยังดำเนินการไม่ทั่วถึง การให้ความรู้ความอันตราย ของฝุ่นควันพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5)