กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี หารือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงกับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและตั้งข้อสังเกตการเก็บค่าบริการในบิลค่าไฟว่าเป็นการผลักภาระต้นทุนจากรัฐวิสาหกิจไปยังผู้บริโภค ทั้งที่การไฟฟ้ามีกำไรสูง จึงเสนอให้ทบทวนการเก็บค่าบริการเพื่อคืนเงินสู่ประชาชนและส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านผลมัลติพลายเออร์เอฟเฟกต์
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มาอภิปราย แสดงความคิดเห็นในเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น โดยวันนี้ผมอยากจะชวนทุกท่าน ไปดูในส่วนเล็ก ๆ ของระบบเศรษฐกิจ ก็คือระบบไฟฟ้านะครับ เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในสไลด์ (Slide) แรกนี้ ผมชวนทุกท่านดูก็คือการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของหนี้ครัวเรือน เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่ ๕ ล้านล้านบาท ตลอด ๑๐ ปีมานี้เพิ่มขึ้นตลอด ไม่มีปีไหนที่ลดลงเลยนะครับ จนกระทั่ง ปีล่าสุดนี้ขึ้นไปที่ ๑๓ ล้านล้านบาท ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ
ส่วนที่ผมอยากจะอภิปรายในวันนี้คือในค่าใช้จ่ายที่ประชาชนทุกคนจะต้อง รับผิดชอบในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนต้องใช้ในประเทศไทย จำนวนครัวเรือน ที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ทั้งระหว่างการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสูงถึง ๓๐-๔๐ ล้านบิล (Bill) หมายความว่าครัวเรือนที่เปิดมิเตอร์ไว้มีจำนวน ๓๐-๔๐ ล้านบิล (Bill) ผมจะชวนไปดู ก็คือในบิล (Bill) ค่าไฟฟ้าเราแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน นี่คือที่มาจากการไฟฟ้านครหลวงนะครับ โดยแบ่งเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าซึ่งสะท้อนให้เห็นต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า รวมทั้งค่าเชื้อเพลิงการผลิตและค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้า เอกชนนะครับ ในส่วนที่ ๒ คือค่าบริการครับ จะสะท้อนถึงต้นทุนในการอ่านและจดหน่วย การจัดทำและส่งบิล (Bill) ค่าไฟฟ้าและระบบชำระเงิน ส่วนที่ ๓ คือค่าเอฟที (FT) สะท้อน ให้เห็นถึงค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและค่าซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. แตกต่าง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้เป็นข่าวเมื่อปี ๒๕๕๘ ครับ ที่ในสื่อโซเชียล (Social) มีการนำไปตีความกัน ในวงกว้างว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มีการเก็บค่าบริการ ส่วนนี้ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีคำชี้แจงจากการไฟฟ้า ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าการไฟฟ้าถือเป็นพับลิก เซอร์วิส (Public service) หรือบริการสาธารณะที่เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องทำให้ มีการเข้าถึงโดยที่ไม่มีการเลือก ประชาชนทุกคนผู้เสียภาษีในประเทศไทยควรจะต้องเข้าถึง ระบบของการใช้ไฟฟ้าอันนี้ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ จากคำชี้แจงของตัวแทนการไฟฟ้า ณ ขณะนั้นได้อธิบายถึงการเรียกเก็บค่าบริการของการไฟฟ้าว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีต้นทุน คงที่ที่จะต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปจดหน่วย ค่าบริการแบ่งเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การออกไปจดหน่วยคือค่าใช้จ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในนั้น ค่าพิมพ์บิล (Bill) คิดเป็นร้อยละ ๒๕ ส่วนอีกร้อยละ ๕๐ เป็นการจัดการรองรับการชำระบิล (Bill) จะมีที่การไฟฟ้าเอาไปใช้เป็น ค่าเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ เพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เราจะเห็นได้ว่ากระบวนการทั้งหมดของ การเก็บค่าบริการอยู่ที่กระบวนการจดมิเตอร์แล้วก็การนำบิล (Bill) ออกมาเพื่อเก็บเงินเรา ในความเป็นจริงในธุรกิจทั่วไปขั้นตอนนี้ควรจะต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ไม่ควรจะมาผลักภาระในส่วนนี้มาเก็บกับผู้บริโภค ถ้าการไฟฟ้าคิดว่าค่าบริการเป็นเรื่องของ การจะต้องสแตนด์บาย (Stand by) พนักงานเพื่อรอซ่อมไฟฟ้าเสียหรืออะไร เหตุผลอย่างนี้ ผมพอรับได้ แต่ถ้าเหตุผลเรื่องของการออกบิล (Bill) พิมพ์บิล (Bill) จดอย่างนี้ ผมคิดว่า เป็นการผลักภาระ ทำไมผมถึงคิดว่าเป็นการผลักภาระ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เพราะว่า การไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจและมีกำไรมหาศาล ข้อมูลที่ผมค้นมาได้คือรายงานผลการดำเนินงาน ประจำปีและรายงานผลการเงินที่ส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ดูครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป เราจะเห็นได้ว่าเมื่อปี ๒๕๖๒ มีการส่งรายงานไปว่า ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๖๒ มีกำไรสะสมแล้วอยู่ที่ประมาณ ๑๒,๗๗๐ ล้านบาท ผมคูณด้วยสูตรคูณธรรมดาก็คือกำไร ต่อปีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเฉลี่ยปีละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ส่วนรายงานแผนการดำเนินงาน ๓ ไตรมาสของปีที่แล้วคือปี ๒๕๖๒ สิ้นสุดถึงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีกำไร ๑๕,๔๔๙ ล้านบาท ถ้าบวกการไฟฟ้าทั้ง ๒ ประเภท คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง กำไรของ ๒ หน่วยงาน อันนี้ผมเอาตัวเลข เมื่อปี ๒๕๖๑ เพราะจบปีไปแล้ว ประมาณ ๒๙,๗๗๖ ล้านบาท หรือกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมอยากจะชวนดูตัวเลขตรงนี้เพราะว่าใจหนึ่งผมอยากชื่นชมคณะผู้บริหารเพราะว่า เป็นการทำกิจการที่ประสบความสำเร็จมีกำไรค่อนข้างสูง แต่อย่าลืมว่าท่านเป็นรัฐวิสาหกิจ ท่านเติบโตลงทุนเงินก้อนแรกจากภาษีประชาชน ดังนั้นผมคิดว่าธรรมาภิบาลหลักของ รัฐวิสาหกิจไม่ควรจะยึดตัวกำไรเป็นที่ตั้งมากเกินไปนัก และโดยการผลักภาระที่เหลืออยู่ ให้กับพี่น้องประชาชน ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมสรุปข้อเสนอมาให้ก็คือ ประมาณการว่าแต่ละเดือนการไฟฟ้าทั้ง ๒ แห่งมีค่าบริการที่เก็บจากพี่น้องประชาชนอยู่ที่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปีละกว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขตรงนี้สามารถตัดออกจากกำไรสุทธิ ที่ทั้ง ๒ หน่วยงานทำได้ที่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังเหลือกำไรสุทธิอีก ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรายกเลิกการเก็บค่าบริการ เงินส่วนนี้จะกลับมาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องออกนโยบายอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นเลย เงินส่วนนี้จะกลับไปซื้อข้าว ซื้อนม ซื้อของใช้ประจำวันให้กับพี่น้องประชาชนได้ แล้วจะเกิดการใช้แบบทวีคูณหรือที่เราเรียกว่า มัลติพลายเออร์ เอฟเฟกต์ (Multiplier effect) ซึ่งตัวเงินไม่สามารถจะคำนวณได้เลยว่า จาก ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท มันจะโตขึ้นไปถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตลอดทั้งปี และภาครัฐก็จะได้เก็บอัตราภาษีทั้งจากตัวแวต (VAT) จากอะไรมา สิ่งที่ผมกังวลอยู่ ก็คือรัฐวิสาหกิจปัจจุบันนี้มีการใช้เงินค่อนข้างจะใช้เงินในโครงการของซีเอสอาร์ (CSR) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งผลที่กระทบต่อประชาชนโดยตรงมันจะไม่ใช่ เช่น การนำเงินไปสนับสนุน ทีมกีฬาหรือซื้อโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสถานีโทรทัศน์ ด้วยการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่มี คู่แข่งหรือที่เรียกว่าโมโนโพลี (Monopoly) ทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าประชาชน ไม่เลือกการไฟฟ้าแล้วประชาชนต้องกลับไปใช้เทียนไข เพราะฉะนั้นเท่ากับผมเรียกว่ามัดมือชก ในการผลักภาระให้ประชาชน อย่างไรผมเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ศึกษาเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ