ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการสอบสวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างตามรัฐธรรมนูญว่าไม่อนุญาตให้สอบสวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างสมัยประชุม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ตามที่ท่านประธานได้กรุณาบรรจุเรื่องด่วน เรื่องที่ ๓ ขออนุญาต สภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัว นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นางสาวพรรณิการ์ วานิช และนายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปทำการสอบสวนในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ท่านประธานได้บรรจุเรื่องนี้แต่ท่านประธานไม่ได้อ่านหนังสือ ที่ออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอ่านหนังสือฉบับนี้ เรื่อง ขออนุญาตเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับรายงานจากกองบัญชาการ ตำรวจนครบาล กรณีการสืบสวนสอบสวนการชุมนุมในที่สาธารณะเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา บริเวณสกายวอล์ค หน้าศูนย์การค้ามาบุญครอง แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นการจัดชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ความว่าจะขอเรียก ตัวสมาชิกไปสอบสวนเป็นคดีอาญา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ แห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ เขียนไว้ชัดเจน ๔ วรรค เขียนไว้เพื่อเป็นการคุ้มกันกำหนดการคุ้มกันเสรีภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไม่ให้ถูกจับกุมคุมขังหรือกลั่นแกล้งทางการเมืองในระหว่างสมัยประชุม ท่านประธานครับ สิ่งที่กระผมเองได้อยู่ในสภาแห่งนี้มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ๕ สมัย ไม่นับรวมที่เป็นโมฆะ ปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดมาทุกสมัยครับ เกิดมาทุกสมัย มติของ สภาผู้แทนราษฎรของเราฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่เคยอนุญาตให้มีการเรียกตัวสมาชิกของ สภาผู้แทนราษฎรเราไปทำการสอบสวนในคดีอาญาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ว่าตัวสมาชิกเอง ได้แสดงเจตจำนงที่จะขอไป ขอไปดำเนินคดีหรือไปสอบสวนสภาเราก็ไม่อนุญาต ท่านประธาน ผมขออนุญาตไปดูในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่เราเรียกว่ารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม บัญญัติไว้ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมาท่านประธานครับ ในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ เป็นการคุ้มครองเสรีภาพของผู้แทนราษฎรไม่ให้ถูกจับกุมคุมขัง เพราะเหตุที่อ้าง ว่าอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไปรบกวนหรือไปขัดขวางการทำหน้าที่ของสมาชิก ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ เป็นการทำ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมายหรือครอบงำใด ๆ อันนี้สำคัญมากท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น โดยหลักแล้วฝ่ายนิติบัญญัติเราเราจะไม่อนุญาต ผมเองต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ผ่านไปยังทางวิป (Whip) รัฐบาลจากการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมทราบข่าวว่าทางวิป (Whip) รัฐบาลเองก็มีความเห็นสอดคล้องว่าจะไม่อนุญาต จะมีความเห็นว่าจะไม่อนุญาต ให้มีการเรียกตัวสมาชิกของเราไปสอบสวน ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญ ท่านประธานครับ ถ้าไปดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มี ๔ วรรค ชัดเจนครับ ในวรรคหนึ่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาต จากสภาแห่งนั้น ๆ ที่สมาชิกเป็นสมาชิกอยู่หรือถูกจับกุมขณะกระทำความผิด มี ๒ ประเด็น ๒ กรณีเท่านั้น แต่ท่านประธานครับ วรรคสองนี้ขณะที่ถูกจับกุม ขณะกระทำผิดนะครับ ยังต้องแจ้งไปยังประธานสภาที่สมาชิกนั้น ๆ หมายถึง ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นสมาชิกอยู่นะครับ ท่านประธานนี้อาจสั่งให้ปล่อยตัวเลยนะครับ หลักการนี้เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่เพิ่มเติมเป็นสั่งให้ปล่อยตัว ปี ๒๕๖๐ เขียนแน่นลงไปอีก วรรคสามแม้จับกุมคุมขัง ก่อนสมัยประชุมก็ยังให้สิทธิที่ให้ประธานสภาแห่งนั้นร้องขอไปเพื่อปล่อยตัวมาประชุมได้อีก แน่นอนครับท่านประธาน ในวรรคสี่อาจจะมีหลักการเปลี่ยนไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ไล่เรียงไปตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา วรรคสี่เดิมเราเขียนชัดเจนไม่ให้ศาลดำเนินคดี ในระหว่างสมัยประชุมเลย แต่ปี ๒๕๖๐ เปลี่ยนเจตนารมณ์ในฐานะศาลเป็นอีกอำนาจหนึ่ง อำนาจตุลาการเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจเราก็ให้ความเป็นอิสระ ความเป็นเสรีในการที่จะ พิจารณาคดีของเขา เราก็เขียนว่าดำเนินคดีได้ในระหว่างสมัยประชุม แต่ต้องไม่เป็นการ ขัดขวางการทำหน้าที่ของสมาชิกก็ชัดเจนอยู่ท่านประธาน เพราะฉะนั้นโดยเจตนารมณ์มาตรา ๑๒๕ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ชัดเจนว่าสมาชิกไม่สมควร จะถูกส่งตัวไปหรืออนุญาตจากสภาที่สมาชิกนั้นเป็นสมาชิกอยู่ไปทำการสอบสวนในคดีอาญา ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ผมว่าสภาเราเรื่องนี้มติเป็นเอกฉันท์ แน่นอนแล้วก็อยากให้ยึดถืออย่างนี้เป็นต้นไป เป็นแบบอย่างที่ดีครับ เพื่อจะปกป้องเสรีภาพ ของเพื่อนสมาชิก เพื่อปกป้องการทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของสมาชิกเรา กราบขอบคุณท่านประธานครับ