สันติ ชี้ควรถึงยุบ บตท. ควบรวมกับ ธอส. เพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

สันติ กีระนันทน์ หารือร่าง พ.ร.บ. ยุบเลิก บตท. โดยชี้ว่าแม้จะมีอันดับเครดิตดีจากความผูกพันกับรัฐ แต่ขนาดขององค์กรเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจและสถาบันการเงินอื่น จึงควรมีการควบรวมเข้ากับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ธอส. เพื่อเสริมศักยภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่กระทบต่อเจ้าหนี้ สนับสนุนการดำเนินการอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นายสันติ กีระนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าในขณะนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. .... ซึ่งสาระสำคัญนั้นต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี สันติ พร้อมพัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามที่ได้กรุณาให้รายละเอียดกับพวกเราแล้ว ผมขอเรียน อย่างนี้ว่าเรื่องของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยนี้ หรือขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ว่า บตท. นี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ตรงกับองค์กรแห่งนี้ในครั้งที่ผมดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการของบริษัท ทริสเรทติง จำกัด ซึ่งทำหน้าที่กำหนดอันดับเครดิตให้กับ องค์กรต่าง ๆ ก็ได้กำหนดอันดับเครดิตให้กับ บตท. ตลอด ๕ ปีที่ทำงานในช่วงนั้น ซึ่งเรตติง (Rating) ของ บตท. ในยุคนั้นก็ค่อย ๆ ดีขึ้นจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้อยู่ที่ระดับ ๒ เอลบ (2A-) ฉะนั้นแล้วพูดแบบนี้ท่านสมาชิกอาจจะสงสัยว่าถ้าอันดับเครดิตอยู่ในระดับ ๒ เอลบ (2A-) ทำไมถึงจะต้องมาเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อยุบเลิกองค์กรที่มีอันดับเครดิตสูง ๆ อย่างนี้ ออกไป ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าการที่ บตท. ได้อันดับเครดิตที่ค่อนข้างสูงมากอย่างนี้ เหตุผลหลัก ๆ เลย ในคนที่ทำเครดิต เรตติง ( Credit Rating) ทั้งหลายก็จะรู้ว่า บตท. นั้น เป็นองค์กรที่มีภาครัฐสนับสนุนหรือเรียกว่าเป็นกอฟเวอร์นเมนต์ รีเลเต็ด เอ็นทิตี (Government related entity) จีอาร์อี (GRE) ถึงได้มีอันดับเครดิตที่สูงมาขณะนี้ บตท. เองนั้นไม่ได้ทำอะไร ที่ไม่ดีเลย ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นก็มีทั้งกำไรและขาดทุนผสมปนเปกันไป อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้นำเรียนไปแล้ว แต่ว่าปัญหาเดียวของ บตท. วันนี้ ที่มีอยู่ก็คือ บตท. นั้นมีขนาดเล็กเกินไปถ้าเทียบกับระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมจะลอง ยกตัวอย่างให้ดูว่าที่ผมกล่าวเช่นนี้เหตุเพราะอะไรบ้าง อย่างแรกวันนี้ยอดหนี้คงค้างที่ บตท. บริหารอยู่นี้แต่ละปีก็จะมียอดหนี้คงค้างสักประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะที่สินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์แต่ละปีที่ออกใหม่ แต่ละปีนั้นออกใหม่ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นพอจะเห็นภาพว่า บตท. ถึงจะทำดีมากให้ตายอย่างไรก็ตามอาจจะไม่ค่อยมี ผลกระทบในเชิงบวกหรือเชิงลบกับระบบเศรษฐกิจมากหรอกครับ ถัดไปอีกอันหนึ่งถ้าดู ขนาดสินทรัพย์ของ บตท. ในวันนี้บ้าง บตท. วันนี้มีขนาดสินทรัพย์ ๑๙,๒๒๙ ล้านบาท เทียบกับ ธอส. ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐในระดับที่ไม่ได้ ใหญ่มาก ธอส. นั้นมีขนาดสินทรัพย์ ๑.๑๖ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น บตท. มีขนาดเทียบกับ ธอส. นี้ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ ๑.๖๖ เปอร์เซ็นต์ของ ธอส. เท่านั้น

๗๗/๑ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ ธอส. ก็ดี ธนาคารพาณิชย์ก็ดี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่ผ่านมานั้นอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ อนุญาตให้ ธอส. ทำธุรกรรมในการแปลงสินทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่าซีเคียวริไทเซชัน (Securitization) ได้นั้น อันนี้ ผมคิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เล็งเห็นแล้วว่าถ้าจะให้ บตท. คนเดียวที่ทำอย่างนี้ แล้วมีขนาดเล็ก ๆ อยู่อย่างนี้ คือทุนจดทะเบียนประมาณพันล้านบาทเท่านั้น ส่วนทุนก็ไม่ถึง หมื่นล้านบาทดี ก็ไม่น่าจะช่วยเศรษฐกิจอะไรได้มาก ดังนั้นสู้เอาความชำนาญที่ บตท. ได้สั่งสมมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แต่ว่ามีความจำกัดในเรื่องของขนาดไปผนวกรวมกับคน ที่มีขนาดที่ใหญ่เพียงพอแล้วเอาความชำนาญของ บตท. ที่สั่งสมมานั้นย่อมจะเป็นการผนวก สิ่งที่มีประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายเข้าหากัน แล้วจะเกิดคุณประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า ในยามที่ถ้าเกิดสมมุติว่ามีวิกฤติอะไรที่เกิดขึ้น บตท. ลำพังเองถึงจะมีความชำนาญมาก อย่างไรก็ตามก็ไม่น่าจะอุ้มภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ คงจะต้องผนวกกำลังของคนที่โตกว่า ไม่ว่าจะเป็น ธอส. ธนาคารออมสิน หรือแม้กระทั่งธนาคารพาณิชย์ ๔-๕ ธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์รวมแต่ละธนาคารไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านล้านบาท รวม ๔-๕ ธนาคารใหญ่เข้าไป ก็อยู่แถว ๆ ประมาณ ๑๒-๑๓ ล้านล้านบาท ฉะนั้นแล้วถ้าผนวกเอาความชำนาญกับความใหญ่ ของสถาบันการเงินที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้วอย่างนี้จะเป็นการที่ทำให้เกิด ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ เกิดวินวิน ซิทูเอชัน (Win-Win Situation) เกิดขึ้นแทนที่จะแยกกัน ทำงาน ความกังวลใจถัดไปผมคิดว่าสิ่งที่ต้องกังวลก็คือแล้วสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่วันนี้ค้างอยู่ ที่ บตท. ถ้าจะโอนถ่ายไปที่ ธอส. แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ลูกหนี้ ที่กู้ซื้อบ้านทั้งหลายนั้นไม่ได้กู้ซื้อกับ บตท. กู้ซื้อกับธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย วันนี้ลูกหนี้ ที่กู้ซื้อกับธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายก็ไม่ทราบว่าตัวเองนั้นได้ถูกขายมาอยู่ที่ บตท. ฉะนั้นแล้ว ในภาษาของคนที่รู้เรื่องการเงินที่ทำเรื่องซีเคียวริไทเซชัน (Securitization) นั้น เราใช้คำว่า ริงเฟนซ์ (Ring fence) หรือใช้คำว่า ซีมเลส (Seamless) คือไร้รอยต่อ ลูกหนี้เหล่านี้ ไม่ทราบเลยครับ ดังนั้นความกังวลใจว่า ๒๗๐ วัน ถ้ายืดยาวนานไปการดำเนินงานนั้นจะทำ ให้เกิดหนี้เสีย อันนี้ก็ไม่มีประเด็นอีกเช่นเดียวกัน

อย่างที่ ๒ ที่เป็นความกังวลใจถ้ามีการควบรวมก็คือพนักงานของ บตท. จะทำอย่างไร วันนี้พนักงาน บตท. มีอยู่ ๘๑ คน ๑๒ บวก ๙ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ซึ่ง ๑๒ คนนั้น สิ้นปีนี้ก็จะหมดสภาพการจ้างไป ก็เหลือที่จะต้องดูแลอีกประมาณ ๙ คน ส่วน ๘๑ คนนั้น จะต้องโอนย้ายไปอยู่ที่ ธอส. ตามความสมัครใจ ตามเงื่อนไขที่เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรี ได้กราบเรียนแล้วก็จะทำให้พนักงานเหล่านั้นไม่ได้มีปัญหาชีวิตแต่ประการใด ถ้าหลายท่าน กังวลใจว่าจะไปเพิ่มภาระให้ ธอส. ธอส. วันนี้มีพนักงานในธนาคาร ๕,๐๐๐ คน ในขณะที่ บตท. มีเพียงแค่ ๘๑ คน ก็คงจะไม่ได้ไปรบกวน ธอส. น่าจะเป็นการไปเพิ่มทำให้ ธอส. ซึ่งวันนี้ได้รับพันธกิจมอบหมายจากรัฐบาลในการทำอีกเรื่องหนึ่งเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เรา เรียกว่า รีเวิร์ส มอร์ตเกจ (Reverse mortgage) การที่ได้เรื่องซีเคียวริไทเซชัน (Securitization) เข้าไปอีกอันหนึ่ง แล้วซีเคียวริไทเซชัน (Securitization) นั้นเป็นกระบวนการที่จะออก ตราสารหนี้ประเภทที่เรียกว่ามอร์ตเกจ แบกด์ ซีเคียวริตี (Mortgage Backed Securities) หรือเอ็มบีเอส (MBS) มีลักษณะเป็นอะมอร์ไทซิง บอนด์ (Amortizing Bond) ผมขออนุญาต ใช้ศัพท์เทคนิคเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าที่จริงแล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พอมันไปรวมอยู่ที่เดียวกัน แล้วจะทำให้ ธอส. นั้น หรือธนาคารพาณิชย์ที่อยากจะทำธุรกรรมอย่างนี้เกิดการประหยัด เชิงขนาดที่เรียกว่าอิคอนนอมีส์ ออฟ สเกล (Economies of Scale) เกิดขึ้น ต้นทุนต้องยอมรับ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์นั้นนักการเงินทุกคนทราบว่ามีต้นทุนที่แพง แล้วถ้ายังทำ อยู่ในองค์กรขนาดเล็กต้นทุนยิ่งแพงมาก เพราะว่าอำนาจการต่อรองที่จะไปซื้อลูกหนี้ อสังหาริมทรัพย์มาจากธนาคารพาณิชย์นั้น บตท. แทบจะไม่มีอำนาจต่อรองกับเขาเลย ก็จำเป็นที่จะต้องซื้อมาในราคาที่แพงกว่าความเป็นจริงแล้ว บตท. ก็ยังต้องมาใช้สโตเล็น เครดิต (Stolen credit) ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศเพื่อให้การค้ำประกันกับหนี้ที่ตัวเอง ซื้อมาออกขายให้กับประชาชน ดังนั้นอันนี้เป็นต้นทุนที่เสียเปล่าไปในระบบ และเป็นต้นทุน ที่ทุกคนในประเทศนี้ต้องช่วยกันจ่าย แต่ถ้าไปรวมกันอยู่ที่ ธอส. แล้วการประหยัดเชิงขนาดที่เกิดขึ้นนั้นต้นทุนเหล่านี้เกิดการ ประหยัดทั้งสิ้นและการดำเนินงานก็จะมีประสิทธิภาพ ผมใช้เวลาสั้น ๆ นี้เพื่อกราบเรียนว่า แนวคิดจนกระทั่งถึงการพัฒนาให้เกิดเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อยุบเลิกบรรษัทตลาดรอง สินเชื่อที่อยู่อาศัยฉบับนี้ผมเชื่อว่าเป็นแนวคิดที่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบและกระบวนการ ต่าง ๆ มาอย่างครบถ้วนแล้ว จะเกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจทั้งวันนี้และในอนาคต ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมขออนุญาตแสดงความเห็นเพื่อสนับสนุนให้พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้มีการพิจารณาในสภาแห่งนี้ แล้วก็ผ่านการพิจารณาอย่างดีในชั้นกรรมาธิการต่อไป กราบขอบพระคุณครับ