วีระกร คำประกอบ แสดงความเห็นสนับสนุนการยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยอ้างเหตุผลจากสภาพคล่องของธนาคารที่เปลี่ยนไป ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องคงหน่วยงานดังกล่าวต่อไป และเห็นว่าการควบรวมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายวีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ต่อพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งความจริงแล้วถ้าจะมองถึงในแง่ว่ามีความจำเป็นต้องออกเป็นพระราชกำหนดดังที่ ฝ่ายค้านได้พูดถึงนั้นก็คงไม่ใช่ เพราะว่าข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเร่งด่วนจนเกินไปครับ หรือเป็นเรื่องของเมื่อสักครู่นี้ที่โปรเจกเต็ด (Projected) กันจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๖ ผมก็ยังงง ว่าท่านประธานปล่อยให้พูดได้อย่างไร เมื่อสักครู่เขาพูดผิดยาวเลยครับ ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น เอาว่าการยุบเลิกผมเห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าในส่วนของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๐ โดยรัฐบาลสมัยนั้น รัฐบาล พลเอก ชวลิต ซึ่งผมก็เป็นรัฐมนตรีอยู่ใน สมัยนั้นด้วย เราให้เงินเป็นทุนประเดิมอยู่ที่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท จุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ ไปช่วยเหลือให้กับธนาคารต่าง ๆ เขามีสภาพคล่องมากขึ้น เพราะเป็นที่ทราบดีว่าในช่วงนั้นในช่วงที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ แต่ละธนาคาร ก็เกิดสภาพไม่คล่อง เพราะปรากฏว่าไปกู้เงินนอกกันมาเยอะ พอไปกู้เงินนอกมาเยอะ มันเป็นหนี้ระยะสั้น แต่ว่าเอามาปล่อยเป็นหนี้ระยะยาว มันก็เกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหนี้จากต่างประเทศเขาเรียกเอาเงินกู้ระยะสั้นคืนก็ทำให้แต่ละธนาคาร เกิดปัญหาไม่มีสภาพคล่องกันเลย รัฐบาลสมัยนั้นจึงตัดสินใจตั้ง บตท. นี้ขึ้นมา บรรษัท ตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนี้ขึ้น โดยทุนประเดิมที่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อซื้อสินทรัพย์ ที่อยู่ในธนาคารต่าง ๆ ให้ธนาคารต่าง ๆ มีสภาพคล่องขึ้น โดยซื้อมาก็ทำกำไรจากส่วนต่าง นั่นเอง บตท. ซื้อมาแล้วก็มาบริหารเอาโดยได้ส่วนต่างบ้าง ซึ่งในช่วงนั้นธนาคารที่มีปัญหา ในเรื่องสภาพคล่อง เขาก็อาจจะขายให้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของเขาก็จะได้เงินจากส่วนต่าง อยู่บ้าง แต่ในขณะปัจจุบันนี้สภาพการมันก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่ละธนาคารก็ได้สินเชื่อชั้นดี แย่งกัน หลักทรัพย์ชั้นดีทั้งนั้นล่ะครับ ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยหลังแรกถึงจะยอมปล่อยกัน ณ ขณะนี้ก็เกิดปัญหาแย่งกันในส่วนของสินทรัพย์ชั้นดีทั้งนั้น จะต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัย หลังแรกถึงจะปล่อยกันเป็นแถวหมด ถ้าบ้านหลังที่ ๒ ที่ ๓ ตอนนี้กว่าจะปล่อยกันได้ก็ยาก เพราะฉะนั้นสินทรัพย์ที่อยู่ในธนาคารต่าง ๆ ก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงทั้งนั้นล่ะ บตท. ก็มีปัญหาในการบริหารงานปัจจุบันก็คือไม่มีธนาคารที่ไหนเขายอมขายสินทรัพย์ที่มีความ มั่นคงสูง หรือเป็นสินทรัพย์ชั้นดีก็เลยทำให้บางที บตท. ก็ไม่มีโอกาสที่จะไปซื้อสินทรัพย์นี้ ในราคาที่เอามาทำกำไรได้มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ มันทำอย่างไรได้ ในขณะนี้สภาพคล่อง มันเกิน ธนาคารต่าง ๆ ก็มีสภาพคล่องกันจนเหลือเฟือก็ไม่อยากที่จะปล่อยสินทรัพย์นั้น ออกมาก็เกิดปัญหาให้กับ บตท. ดังนั้นถึงเวลาแล้วถ้ารัฐบาลเขาเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่า ปี ๆ บตท. ส่งกำไรให้เป็นร้อยล้านบาท ไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับ เขาจะมาปล่อยหรือว่ายุบบรรษัทนี้ แต่ต้องมีเหตุผลว่าบรรษัทนี้บางปีก็ส่งกำไรให้บ้าง บางปี ก็ขาดทุน ผมกราบเรียนว่าในช่วงปี ๒๐๑๘ กำไร ๖๘ ล้านบาท ปี ๒๐๑๗ กำไร ๒๖ ล้านบาท ปี ๒๐๑๖ ขาดทุน ๗๓ ล้านบาท ก็จะเห็นว่ามีทั้งกำไรและขาดทุน ไม่ได้แปลว่ากำไรมาก อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งทีแรกผมก็งงเหมือนกัน ต้องไปเปิดดู ผลประกอบการของ บตท. ว่าเขากำไรเป็นร้อย ๆ ล้านบาทส่งให้หลวงทุกปีหรือถ้าส่งให้ หลวงทุกปีกำไรเป็นร้อย ๆ ล้านบาทแล้วจะมายุบทำไม อันนี้เลยทำให้ผมต้องมานั่งเปิดดูว่า ข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขากำไรนะ เขาก็มีขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง แต่เกิดปัญหาในการบริหาร ของ บตท. ก็คือหาสินทรัพย์คงจะยากขึ้น อีกอย่างหนึ่งการที่จะทำกำไรได้มันต้องมีพอร์ต (Port) ในมือเยอะ ๆ การที่มีทุนก็น้อย อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าทุนประเดิมที่เราให้ไปตอนนั้น พันล้านบาทเอง และมันจะไปซื้อสินทรัพย์อะไรมาบริหารกันได้ใหญ่โต การที่เราจะต้อง มีกำไรได้ การซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาจากธนาคารมันต้องซื้อเป็นเบานด์ (Bound) ใหญ่ ๆ แล้วก็มาทำกำไรเกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำได้เพราะสินทรัพย์เขามีน้อย พูดง่าย ๆ ทุนมีน้อย ค้าขายก็ใหญ่ไม่ได้ การที่ควบรวมกับ ธอส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่ง ที่ชอบแล้วที่รัฐบาลเขาเห็นว่ามีความเหมาะสม เพราะ ธอส. ผมเข้าใจว่ามีหลักทรัพย์หรือ แอสเซต (Asset) เป็นแสนล้านบาท ผมเข้าใจว่าเป็นแสนล้านบาท เพราะฉะนั้นก็สามารถ ที่จะบริหารให้เกิดประโยชน์หรือว่าเกิดกำไรได้ ทำกำไรได้ ผมเองก็ไม่ได้มีทัศนคติอะไรที่ไม่ดี ต่อ บตท. แต่ผมเห็นว่าในช่วงนั้นเรามีความจำเป็น ปี ๒๕๔๐ ที่เราตั้งขึ้นมาเรามีความจำเป็น ที่ต้องตั้งเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับธนาคารต่าง ๆ จึงเหมาะสมที่จะตั้งในช่วงนั้น แต่วันนี้สภาพคล่องมันล้น การที่ยังคง บตท. อยู่ หรือบริษัทตลาดรองสินทรัพย์ที่อยู่อาศัยอยู่นี้ จึงไม่เป็นการเหมาะสม ก็เห็นสมควรตามที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำการควบรวม บตท. และ ธอส. ให้แล้วเสร็จภายใน ๒๗๐ วัน อภิปรายสั้น ๆ แค่นี้ครับ สนับสนุนรัฐบาล แล้วเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีสันติที่นำมาเสนอในครั้งนี้ ขอบคุณครับ