พิสิฐ ค้านยุบบรรษัทการเงิน ชี้ป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือปัญหาที่อยู่อาศัยในฐานะปัจจัยสำคัญ พร้อมเสนอแนวคิดการแปลงสินทรัพย์ด้านที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและขยายโอกาสให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตนเอง ขณะเดียวกันคัดค้านการยุบเลิกบรรษัทเฉพาะกิจด้านการเงิน โดยเห็นว่าการมีองค์กรกลางช่วยตรวจสอบสินทรัพย์ของธนาคาร ป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง และเป็นภูมิคุ้มกันในยามวิกฤติ พร้อมชี้แจงว่าสามารถยุบองค์กรรัฐวิสาหกิจได้โดยใช้ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ผ่านกฤษฎีกา โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ พร้อมอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและตัวอย่างการยุบที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนข้อเสนอ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องของที่อยู่อาศัยทุกรัฐบาลในโลกนี้พยายามจะทำให้เป็นประโยชน์ กับประชาชน เพราะว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ประชาชนอยากได้ จะยากดีมีจนอย่างไรนั้น ก็อยากจะมีบ้านของตัวเอง เพราะฉะนั้นเรื่องของการจะมีบ้านมันก็ต้องมีการลงทุนต้องมีเงิน ซึ่งแน่นอนต้องอาศัยสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ และสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ปล่อยกู้ก็ต้อง เลือกลูกค้าที่ดี ๆ แล้วก็ปล่อยกู้ระยะยาว แต่ละโครงการหรือแต่ละหลังที่ปล่อยไปก็ใช้เวลา ๑๐ ปี ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปี หรือมากกว่านั้น ประเด็นก็คือว่าระบบการเงินก็จะมีการเอาเงิน จากประชาชนที่ฝากไว้แล้วก็ไปปล่อยกู้ แล้วก็นั่งทับอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๑๐ ปี ๑๕ ปี อยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ก็เท่ากับว่าระบบมันจะไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น มีอะไรที่เป็นประโยชน์มากไปกว่านี้ มันจึงได้มีแนวคิดเรื่องของการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ขึ้นมาว่าทำไมจึงปล่อยให้ แบงก์พาณิชย์นั่งทับสินทรัพย์ที่ปล่อยกู้ไปอย่างนี้เป็น ๑๐ ปี ทำไมถึงไม่เอาเงินที่ปล่อยกู้ไปแล้ว ออกมาแปลงเป็นหลักทรัพย์ย่อย ๆ แล้วก็ได้เงินมาใหม่แล้วก็มาปล่อยกู้ใหม่ ขณะเดียวกัน เมื่อแบงก์ได้เงินมาใหม่ก็สามารถปล่อยกู้ให้ประชาชนรายใหม่มาซื้อบ้านได้อีกหมุนเวียนกัน อย่างนี้เรื่อย ๆ อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งหน่วยงาน ที่เรียกว่าแฟนนีเม (Fannie Mae) หรือแฟรดดีแมก (Freddie Mac) เมื่อปี ๒๕๑๓ ก็เป็น เวลา ๕๐ ปีแล้วในการทำอย่างนี้ ก็คือทำหน้าที่ในการไปซื้อสินทรัพย์ที่แบงก์ปล่อยกู้ออกมา จากแบงก์ เพื่อที่แบงก์จะได้มีเงินสดกลับไปหมุนเวียนไปปล่อยกู้ใหม่เรื่อย ๆ เป็นการเพิ่ม โอกาสให้กับประชาชนในการที่จะได้บ้านนะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนจริง ๆ เป็นประเด็นที่ผมเคยกล่าวในที่ประชุม แห่งนี้แล้วเมื่อปลายปีที่แล้วว่าผมไม่เห็นด้วยกับการยุบเลิกบรรษัท เหตุผลที่ท่านอ้างเนื่องจาก แบงก์พาณิชย์ได้มีไลเซนส์ (License) จากแบงก์ชาติแล้วให้ทำธุรกิจนี้ได้ อันนี้เป็นวิธีที่คิด ที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะการที่แบงก์เอาสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วก็เอามาขายเป็นหลักทรัพย์ มันอาจจะมีปัญหาในเรื่องของคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอร์เรสต์ (Conflict of interest) ได้ โดยสามัญสำนึกใครละครับที่อยากเอาของไม่ดีออกไปข้างนอกครับ คนซื้อก็จะเจอของไม่ดี ออกไป เพราะฉะนั้นการมีตัวกลางแบบนี้ก็คือบรรษัทที่มาคอยตรวจคอยเช็ก (Check) ว่า แบงก์จะต้องไม่เอาเปรียบ เอาแต่ของไม่ดีมาขายจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเรื่องของ การที่ให้แบงก์พาณิชย์ทำธุรกิจนี้ได้จึงมีปัญหาในหลักการ และนี่คือเหตุผลหลักว่าทำไม เมื่อปี ๒๕๐๘ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเกิดวิกฤติการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การเงินของโลก ก็คือระบบนี้ล่มสลายเพราะว่าแบงก์เอาเปรียบ เอาสินทรัพย์ที่ไม่ดีไปขาย แล้วก็ไปปล่อยกู้แบบมั่ว ๆ ใครก็ได้ที่จะอยากกู้ที่เรียกว่าเป็นซับไพร์ม (Subprime) มากู้ แล้วก็รีบปล่อยขายออกไป อันนี้เป็นบทเรียนที่เจ็บปวด เพราะฉะนั้นเรื่องของการมีตัวกลาง คือมีบรรษัทเป็นคนคอยคัดคอยดูแลจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อันนั้นก็เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า การที่ท่านไปยุบเลิกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แล้วอย่างที่ท่านได้กล่าวว่าประวัติของการจัดตั้ง องค์กรนี้ในเมืองไทยเราศึกษามาตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๒๐ กว่า ๆ แล้วมาสำเร็จเอาปี ๒๕๔๐ เพราะตอนนั้นรัฐบาลจวนตัวในสมัยพลเอก ชวลิต ไม่รู้จะแก้ปัญหาวิกฤตอย่างไรก็เลยมา ตั้งองค์กรนี้ แต่องค์กรนี้กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เวลาหลายปีผ่านไป จึงค่อยเริ่มต้นทำงาน เพราะฉะนั้นอยู่ ๆ การที่เราไปยุบเลิกองค์การแล้วก็คิดว่าเวลามีปัญหา แล้วค่อยมาตั้งใหม่มันจึงเป็นเรื่องที่จะเป็นคำถามใหญ่นะครับ จริงอยู่ที่ท่านบอกว่า ณ เวลานี้ ประเทศไทยเศรษฐกิจอาจจะไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ปัญหา สภาพคล่องตอนนี้มันล้น จริง ๆ แล้วในสภาพความเป็นจริงสภาพคล่องเดี๋ยวก็เกินเดี๋ยวก็ล้น ใครจะทราบครับว่าอีก ๓ ปี ๕ ปีจะเกิดวิกฤติอีก จะเกิดสภาพคล่องขัดตึงตัวอีก เพราะฉะนั้น ถ้าองค์กรนี้ยังอยู่ก็อาจจะช่วยเราแก้วิกฤติได้ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้ท่านได้ดูไปในนี้ ให้ดี ๆ ว่าเรื่องสภาพคล่องก็ดี เรื่องการมีไลเซ็นซ์ (License) แบงก์ก็ดีไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องนี้ และประเด็นเรื่องที่ท่านมองว่าองค์กรนี้ไปมีเอ็นพีแอล (NPL) เกิดขึ้นก็ต้องถามกลับไปว่า เอ็นพีแอล (NPL) ของสถาบันการเงินมันเกิดเพราะบรรษัทหรือเกิดเพราะแบงก์ บรรษัทไปซื้อ สินทรัพย์เหล่านี้มาจากแบงก์ จริง ๆ การปล่อยกู้เกิดจากแบงก์ ถ้าจะเปรียบผมจะเปรียบ เหมือนกับบรรษัทนี้เหมือนกับเครื่องดูดฝุ่นดูดเอาของเสีย ๆ จากแบงก์มา จริง ๆ มันทำให้ ระบบสะอาดขึ้น ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นครับ แต่ถามว่าถ้าอย่างนั้นองค์กรนี้เบี้ยล่างเขาหรือเปล่า ไม่ใช่ เพราะว่าองค์กรนี้ก็ต้องต่อรองกับแบงก์ว่าฉันจะมาซื้อของเสียจากคุณ คุณก็ต้องตีราคา ให้มันถูกต้อง คือต้องราคาต่ำเป็นต้น คือแบงก์ก็ต้องยอมสลับมา เพราะฉะนั้นประโยชน์ ในเรื่องนี้มันยังมีแฝงอยู่หลายประการด้วยกันที่ผมอยากจะขออนุญาตเน้น เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ท่านพูดถึงหน่วยงานนี้ผมได้ตรวจสอบดูประวัติการทำงานในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา หน่วยงานนี้ได้รับการประเมินว่าเป็นองค์กรดีเด่นอันดับ ๗ ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ๕๐-๖๐ แห่ง หน่วยงานนี้มีกำไรส่งรัฐเป็นหลักร้อยล้านบาท หน่วยงานนี้มีผลตอบแทนไม่แพ้สถาบัน การเงินอื่น ผมจึงเป็นห่วงว่าอยู่ ๆ เราไปยุบหน่วยงานนี้มันเป็นประโยชน์จริงหรือเปล่าครับ ในขณะเดียวกันถ้าท่านไม่อยากจะทำงานนี้เพราะเห็นว่าขณะนี้เป็นช่วงที่สภาพคล่องมันล้น หน่วยงานนี้อาจจะไม่สามารถไปเจรจากับแบงก์ได้ วิธีแรกที่น่าจะทำก็คือดาวน์ไซส์ (Downsize) องค์กรนี้เสีย คือให้องค์กรนี้พักเอาไว้ดูแลเฉพาะทรัพย์สินที่มีอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าถ้าเกิดวิกฤติข้างหน้ามีกลับมาใหม่องค์กรนี้จะได้กลับมาทำงานใหม่ได้ หรือหากว่า ท่านยังไม่อยากเก็บองค์กรนี้ไว้ในหน่วยงานของรัฐก็อาจจะไพรเวไทส์ (Privatize) ออกมา หรือขายเป็นกิจการก็ยังเป็นเงินกำไรให้กับรัฐไปทำอย่างอื่นได้นะครับ แต่อยู่ ๆ การที่จะไปยุบรวมกับ ธอส. ท่านนี่ทำลายองค์กรนี้ แล้วแถม ธอส. เองก็ต้อง บาดเจ็บด้วยเพราะว่า ธอส. ได้ให้ข้อมูลกับทางกรรมาธิการนะครับว่า ธอส. จะต้องมีการ กันสำรองเพิ่มขึ้น ๓,๗๑๕ ล้านบาท เมื่อเช้าผมถามแบงก์ชาติว่าถ้าหากกองทุนหายไป ๓,๗๑๕ ล้านบาท ความสามารถของ ธอส. ในการปล่อยกู้หายไปเท่าไร เขาบอกให้ผมเอา ๘.๕ เท่าคูณ ออกมาเป็นตัวเลข ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านผู้อำนวยการครับ ถ้าท่านเมิร์จ (Merge) รวมองค์กรเข้ามา ความสามารถในการปล่อยกู้ของท่านจะหายไป ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลควรจะต้องปล่อยให้องค์กรนี้จำศีลหรือไม่ก็ขายออกไปเพื่อประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้น แต่ท่านมาเมิร์จ (Merge) รวมนี้ ๑. ธอส. ก็มีกำลังด้อยเปลี้ยลงแถมปัญหา เรื่องของคัลเชอร์ (Culture) ๒ องค์กรก็แตกต่างกัน ผมขออนุญาตขึ้นสไลด์ (Slide) ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ที่ท่านให้เหตุผลว่าท่านทำอะไร ไม่ได้ต้องออกกฎหมายนี่ โอเค (OK) ถ้าท่านอยากจะยุบองค์กรผมก็มีทางออกให้ท่านว่า ท่านสามารถที่จะยุบได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหาร เพราะมี พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจอยู่ครับ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ มาตรา ๒๘ ว่าท่านสามารถทำได้โดยออกกฎหมาย โดยออกเป็น กฤษฎีกาต่อไปครับ ก็จะมีคำถามหลายคนว่าการออกกฤษฎีกามันจะยุบพระราชกำหนด ได้หรือเปล่า ต่อไปครับ เคยมีคนไปแย้งในศาลรัฐธรรมนูญว่ามาตรานี้ขัดกับหลักกฎหมาย ถัดไปครับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีมติไปเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ปี ๒๕๔๒ ว่าไม่ขัด เพราะว่าเป็นการเอากฎหมาย พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจไปยกเลิกกฎหมายหรือพระราชกำหนด เพียงแต่ว่าพระราชกฤษฎีกานี้เป็นผู้กำหนดเงื่อนเวลาและมติ ครม. เป็นผู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ เพราะฉะนั้นหลักการตรงนี้ผมจึงอยากจะขอเรียนเสนอนะครับว่าถ้าท่านยังอยากจะยุบ ท่านไม่จำเป็นต้องออกกฎหมาย ท่านสามารถใช้ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจฉบับนี้ได้ ต่อไปครับ จริง ๆ ในกระทรวงการคลังก็มีหลักปฏิบัติหลายประเด็นในเรื่องนี้ว่าให้ทำอย่างไร ต่อไปครับ มีกฎหมายหลายฉบับรวมทั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ปี ๒๕๕๔ ที่ถูกยุบโดยอาศัย พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมีตัวอย่างแล้ว จึงขอสรุปว่าท่านไม่ต้องมากวนสภา ในการออกกฎหมายนี้ ท่านสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าท่านยังอยากจะยุบองค์การนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ