สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยอ้างเหตุผลว่าไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานในปัจจุบัน เนื่องจากระบบสถาบันการเงินมีความสามารถเพียงพอในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เองได้ จึงเสนอให้ยุบเลิกและโอนกิจการทั้งหมดไปยังธนาคารอาคารสงเคราะห์อย่างครบถ้วน ทั้งทรัพย์สิน ภาระผูกพัน และพนักงาน โดยรักษาระยะเวลาการทำงานและสิทธิประโยชน์เดิม พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตปี 2540 ที่ทำให้ระบบการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. .... กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
หลักการ ยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
เหตุผล เนื่องจากปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ สามารถทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้เอง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการประกอบธุรกิจ แข่งขันกับเอกชน รัฐจึงไม่จำเป็นต้องมีบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อแปลงสินทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ไว้เป็นการเฉพาะ สมควรยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ทุน และภาระผูกพันของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกรรมที่เหลืออยู่ของบรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิก สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. ให้ยกเลิกพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกมีผลบังคับใช้และให้บรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อดำเนินการควบรวมกิจการ ของบรรษัทเข้ากับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือดำเนินการอื่นใดที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จแต่ไม่เกิน ๒๗๐ วัน นับแต่ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกมีผลบังคับใช้
๒. ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ทุน และภาระผูกพันของบรรษัท ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกมีผลบังคับใช้ โดยโอนสิทธิ ดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจากการโอนหรือ เปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหลักประกันที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้รับโอนมาจากบรรษัท
๓. ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลให้ธนาคาร อาคารสงเคราะห์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทในคดีดังกล่าว และในกรณีที่ศาลได้มี คำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษานั้น
๔. พนักงานบรรษัทที่ประสงค์จะไปปฏิบัติงานที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต้องยื่นแสดงความจำนงต่อผู้บังคับบัญชาภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิก มีผลใช้บังคับ และให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์รับพนักงานของบรรษัทที่แสดงความจำนงไว้ ไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคน โดยต้องได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าที่ได้รับอยู่เดิม และได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าพนักงาน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในตำแหน่งลักษณะเดียวกันหรือเทียบเท่า ทั้งนี้การพ้นจากตำแหน่งพนักงานบรรษัทดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะการเลิกจ้าง และให้นับระยะเวลาการทำงานขณะปฏิบัติงานที่บรรษัทเป็นระยะเวลาการทำงานในธนาคาร อาคารสงเคราะห์ด้วย สำหรับพนักงานบรรษัทที่ไม่แสดงความจำนงไปปฏิบัติงานกับธนาคาร อาคารสงเคราะห์ให้ถือว่าพนักงานดังกล่าวออกจากงานเพราะการเลิกจ้างโดยไม่ใช่ความผิด ของพนักงาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผมขออธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับความเป็นมาและความจำเป็นที่ต้องยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ดังนี้
สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ทำให้ระบบสถาบันการเงินของไทย มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือนอนเพอร์ฟอร์มิง โลน (Non-Performing Loan) ที่เรียกชื่อย่อ ว่าเอ็นพีแอล (NPL) เป็นจำนวนกว่า ๒.๖ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๕ ของเงินให้สินเชื่อ ทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์ในขณะนั้น ซึ่งกว่าร้อยละ ๑๗.๖ ของเอ็นพีแอล (NPL) ดังกล่าว หรือประมาณ ๓.๖ แสนล้านบาท มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ระบบสถาบันการเงิน ในขณะนั้นขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนที่จะนำมาใช้ในการให้สินเชื่อ ส่งผลกระทบต่อ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จากปัญหาดังกล่าวภาครัฐได้มีการแก้ไขปัญหาโดยการ ออกกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เพื่อสร้างกลไกให้สถาบันการเงินสามารถเพิ่มสภาพคล่อง ในช่วงวิกฤติ ในช่วงหลังวิกฤติได้ ดังนี้
๑. มีการออกพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อตั้งบรรษัทรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยขึ้นทำหน้าที่ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินต่าง ๆ มาแปลงเป็นหลักทรัพย์ เช่น หุ้นกู้ หรือพันธบัตร เป็นต้น เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน
๒. มีการออกพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
๓. การออกพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่ออนุญาต ให้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือที่เรียกชื่อย่อว่าเอเอ็มซี (AMC) เพื่อซื้อสินทรัพย์ รอการขายจากสถาบันการเงินมาบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถขายต่อให้กับประชาชนได้ และจากการที่สถาบันการเงินขายสินทรัพย์รอการขายให้แก่เอเอ็มซี (AMC) ทำให้สถาบันการเงิน มีสภาพคล่องที่จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ระบบเศรษฐกิจได้ต่อไป
๔. ในขณะเดียวกันได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงาน ธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยอนุญาตให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สามารถแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกันกับบรรษัทและธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วย เสริมกลไกในการเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้ อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกิจแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตอีกด้วย หลังจากออกมาตรการดังกล่าวข้างต้นช่วยทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินทุนและสภาพคล่อง เพียงพอต่อการให้สินเชื่อแก่ระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีตลอดมา
ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กว่า ๒๐ ปีที่แล้ว ประเทศของเราเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ บัดนี้วิกฤติเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว ระบบสถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากมีการกำกับดูแลที่เป็นไปตามมาตรฐาน สากลและระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง สามารถอำนวยสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเป็นหนึ่งในกลไกการเพิ่มสภาพคล่อง และทุนหมุนเวียนให้แก่ระบบสถาบันการเงิน แต่อย่างไรก็ตามการที่ธนาคารพาณิชย์นั้น มีสภาพคล่องสูงทำให้ไม่จำเป็นต้องขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับบรรษัททำให้ในช่วงที่ผ่านมา บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีการทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งระบบ ณ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่มีมากกว่า ๔.๔ ล้านล้านบาท อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ ทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้เอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็สามารถทำการ แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกัน แม้ในอนาคตระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่อง ไม่เพียงพอ ธนาคารพาณิชย์และธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็สามารถแปลงสินทรัพย์เป็น หลักทรัพย์ได้ ยังมีบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นกลไกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และเพิ่มสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินได้อีกด้วย นอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิก ยังมีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงพอเท่าที่จำเป็นและยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมาย ที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการ รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ ด้านการปรับปรุงสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐในส่วน ของการทำให้ภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสมโดยยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็นและถ่ายโอนภารกิจ ให้ภาคส่วนอื่น ๆ รับไปดำเนินการ รวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและด้านการ บริหารราชการแผ่นดิน เรื่องประเด็นการปฏิรูปที่ ๓ โครงสร้างภาครัฐกะทัดรัดปรับตัวได้ รวดเร็วและระบบงานมีผลสัมฤทธิ์สูง ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นบรรษัทตลาดรองสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยจึงไม่มีความจำเป็นดำรงอยู่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อทำการแปลงสินทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์เป็นการเฉพาะอีกต่อไป โดยควรยุบเลิกและโอนกิจกรรมไปยังธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. .... ต่อไป ขอบคุณครับ