ณัฐวุฒิ ตั้งคำถาม กฟก. ชี้รับฟังเกษตรกร 0.1% ขาดเจตนารมณ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือปัญหาสถานการณ์ของเกษตรกรไทย โดยเสนอให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นทางออก พร้อมตั้งคำถามถึงความชัดเจนของกฎหมายและคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่มีส่วนร่วมของเกษตรกรเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจขาดความครอบคลุม ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ในการบริหารจัดการกรรมการกองทุนและการจัดการหนี้สินเกษตรกร โดยเรียกร้องให้มีความชัดเจนในหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและป้องกันปัญหาหนี้เสียอย่างเป็นธรรม

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ถ้าเอ่ยชื่อจังหวัดอ่างทองของผมนั้นท่านก็คงทราบดีว่า เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของเกษตรกร ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่น้องเกษตรกร ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับต้นแบบ ของเกษตรกรกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุรชัย บุญเจริญ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านเป็นอาจารย์เก่าท่านมาทำศูนย์การเรียนรู้ เรียกว่าศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรบางเจ้าฉ่า อินโนเวชั่น เราพูดคุยกันครับว่าวันนี้ทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกรไทยควรจะเป็น อย่างไรต่อ ผมมีประโยคอยู่ประโยคหนึ่งเป็นกวีสั้น ๆ วันนั้นไปประชุมกลับมาก็จดว่า มีท่านใดเขาพูดอะไรกันบ้าง มีกวีอยู่ท่านหนึ่งเขาเขียนแบบนี้ครับ เป็นเกษตรกรอ่อนใจ ใครช่วยเหลือ ลงหยาดเหนื่อย ลงแรงใจด้วยใจหมาย หวังเก็บผลกำไรได้มากมาย แต่สุดท้ายความหวังล่มลงจมดิน ด้วยเหตุดังกล่าวครับ การก่อกำเนิดของกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร ซึ่งผมอาจจะขออนุญาตเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า กฟก. จึงเป็นทางเลือก หรือทางรอดที่สำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อวันนี้ท่านเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้ามา ผมขออนุญาตที่จะมีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันที่อยากจะสอบถามผ่านท่านประธานไปยัง ท่านผู้ชี้แจง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งผมเห็นว่าท่านมีความตั้งใจในเรื่องนี้ครับ

ประการที่ ๑ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูว่าในปี ๒๕๔๒ ที่มีการยกร่าง พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น วัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์ดั้งเดิมเป็นอย่างไร เจตนารมณ์ดั้งเดิมคือการบอกว่านโยบายของเกษตรกร มิควรผูกอยู่กับภาครัฐ แต่ควรให้เกษตรกรซึ่งเป็นเจ้าของตัวจริงเป็นผู้กำหนดนโยบาย ต้องมีองค์กรที่มีความเป็นอิสระและต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้เราเรียกกันว่าคณะกรรมการกองทุน ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ต้องมีผู้แทนองค์กรเกษตรเข้ามาเป็นตัวแทนมีที่นั่งอยู่ในสภา และในขณะเดียวกันผู้แทนเกษตรนั้นหรือองค์กรด้านการเกษตรก็มีสิทธิที่จะขอรับ การสนับสนุนจากกองทุน ผมพูดให้ชัดเป็นข้อ ๆ นะครับ ๑. คือให้เกษตรกรมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย ๒. คือการจัดตั้งองค์กร ซึ่งเรียกว่า กฟก. ๓. คือการจัดตั้งองค์กรเกษตร ๔. คือการรับการสนับสนุนจากกองทุนและเมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย ท่านก็เพิ่มมาอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อ ๕ ก็คือการจัดการหนี้สินของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ผมแต่แล้วแต่นะครับ ในปี ๒๕๖๐ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้มีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ มีคำสั่ง ที่ ๒๖/๖๐ ให้ยุบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร โดยอ้างถึงความไม่โปร่งใส อ้างถึงความไม่เป็นเอกภาพ อ้างถึงประเด็น เรื่องการแต่งตั้ง เนื่องจากการขาดบูรณาการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่ผมอยากจะ เรียนถามก็คือว่าวันนี้ท่านเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเข้ามา และสถานะของคำสั่ง คสช. ที่ ๒๖/๖๐ เป็นอย่างไร มันถูกยกเลิกไปโดยปริยายไหม มันมีประเด็นที่ต้องตามต่อไหม หรือในขณะเดียวกันมันเป็นอย่างไร ขอคำชี้แจงนิดเดียวครับ เพราะว่าถ้าหากคำสั่งนั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ผมก็ต้องส่งเรื่องให้กรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องอื่น ๆ ไปพิจารณาดูว่าจะเอาอย่างไรกับคำสั่งฉบับนี้ก่อน นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ การยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ก็คือการเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม ต่าง ๆ ตัวเลขเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้ล่าสุดในปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ๕,๕๒๐,๐๐๐ คนเศษ ๆ แต่ท่านทราบไหมว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็น มีพี่น้องเกษตรกรเข้ามาแสดงความคิดเห็น ในแต่ละข้อ ในแต่ละมาตรา บางข้อก็ ๕,๐๐๐ คน บางข้อก็ ๘,๐๐๐ คน ผมคิดเฉลี่ยเร็ว ๆ เท่ากับว่ามีพี่น้องเกษตรกรที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับ ตัวของเขาเองแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของพี่น้องเกษตรกรที่มีการขึ้นทะเบียน ผมไม่มั่นใจว่า ตกลงกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของท่านเป็นอย่างไร ขาดตกบกพร่องตรงไหน ทำไมการมีส่วนร่วมนั้นไม่กว้างขวางมากพอในกลุ่มพี่น้องเกษตรกร อันนี้ผมไม่พูดถึงว่า ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของคนที่ไม่ใช่เกษตรกรเช่นเดียวกันครับ ผมไม่รู้ตัวเลขว่ามีการบาลานซ์ (Balance) กันมากน้อยขนาดไหน เพราะฉะนั้นขอคำชี้แจง นิดเดียวว่าตกลงกระบวนการขั้นตอนที่ท่านทำตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญการรับฟัง ความคิดเห็นต่าง ๆ วันนี้ครบถ้วนหรือไม่เป็นประการใด นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ

ประการที่ ๓ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาตรา ๓ พูดถึงการแก้ไขมาตรา ๑๖ ท่านพูดถึงการแก้ไขบนพื้นฐานที่ว่าจะมีการเพิ่มวาระการดำรงตำแหน่งของผู้แทนเกษตรกร ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ จาก ๒ ปีเป็น ๔ ปี เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านท่านพูดตรงกัน ผมเอง ก็เห็นด้วยว่าวันนี้ถ้าหากกรรมการมีตำแหน่งแค่ ๒ ปี ยังไม่ทันทำอะไรเลย การประชุมไม่รู้ว่า กำหนดไว้มากน้อยขนาดไหนมันไม่สอดคล้องและต่อเนื่อง ฉะนั้นโดยหลักการผมเห็นด้วย กับการที่จะมีการปรับวาระการดำรงตำแหน่งเป็น ๔ ปี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจร่างมาตรา ๓ ที่แก้ไขมาตรา ๑๖ ของร่าง พ.ร.บ. เดิมโดยเบ็ดเสร็จแล้ว ผมพบว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการ อยู่ ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกเรียกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างที่ ๒ เรียกว่าผู้แทนเกษตรกร มันเคยมีประสบการณ์มาแล้วจากร่างพระราชบัญญัติฉบับอื่นที่ผ่านสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ความผิด ของพี่น้องที่อยู่ในสภา ไม่ใช่ความผิดของ ส.ส. แต่เมื่อไม่มีการเขียนล็อกไว้ก็มีการเอาไปใช้ ในลักษณะว่าวันนี้ฉันเป็นตัวแทนองค์กรนะ เมื่อตัวแทนองค์กรหมดวาระต่อไปฉันเข้ามา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิหมดวาระ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเขียนว่า ๒ วาระ ฉันกลับมาเป็นตัวแทนขององค์กรอีกแล้ว ฉะนั้นตกลงแล้วในเมื่ออย่างน้อยที่สุดกรรมการ มี ๒ แบบ ก็คือผู้ทรงคุณวุฒิกับตัวแทนหรือผู้ที่มีส่วนจากภาคเกษตรกร ท่านเขียนไว้ หรือไม่ หรือจะมีหลักประกันอย่างไรว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น จะไม่เกิดเหตุการณ์ ในลักษณะว่าวันนี้ผู้ทรงคุณวุฒิรอบหน้ากลับมาเป็นตัวแทนองค์กรเกษตรกรจะไม่เกิด เหตุการณ์ว่าวันนี้ตัวแทนองค์กรเกษตรกรนั่ง ๒ วาระ รอบหน้ากลับมาในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ผมขออนุญาตว่าถ้าท่านยังไม่ได้เขียนไว้หรือถ้าคิดว่าประเด็นตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาก็ขอคำชี้แจง เพิ่มเติมสักนิดครับ แต่ถ้าท่านคิดว่าไม่ใช่ปัญหาหรือเป็นประการใดก็ยินดีที่จะผ่านการรับ หลักการดังกล่าว บางครั้งเรื่องเหล่านี้เป็นช่องโหว่ที่ต้องร่วมกันในการพิจารณาครับ

ในประการสุดท้าย ท่านประธานเป็นประการที่ ๔ ความจริงผมอยากจะพูด ลงรายละเอียดก็คือการจัดการหนี้สินของเกษตรกร ผมไม่รู้ท่านเคยได้ยินหรือไม่นะครับ วันนี้ร่างพระราชบัญญัติที่ท่านมีการแก้ไข จะมีการระบุถึงการให้บุคคลเป็นผู้ค้ำประกัน ในหลายกองทุน ในหลายสหกรณ์ ในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้เคยมีศัพท์ ที่เรียกว่า การผลัดกันเกาหลัง ต้องระวังนะครับ นั่นหมายถึงว่าเกณฑ์ที่ท่านจะเขียนไว้ในกรณีของการกู้หรือการใช้หนี้ ต่าง ๆ จะมีหลักประกันอย่างไรว่าคนที่กู้กับคนที่ประกันไม่ผลัดกัน ผมไม่ปฏิเสธนะครับ ความจริงก็คงมีบ้าง แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายว่าท่านจะออกเป็นระเบียบ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ขอความชัดเจนสักนิดหนึ่งก่อนในสภาแห่งนี้ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะครอบคลุมถึงประเด็นนั้นไหม จะมีความชัดเจนครบถ้วนจะไม่ทำให้กลายเป็นหนี้เสีย หรือไม่ประการใด ด้วยเหตุผลดังที่ผมได้กราบเรียนมาทั้งหมด หากท่านรัฐมนตรีได้กรุณา ชี้แจงเพื่อความชัดเจนและเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าครอบคลุม พวกผมเองก็ยินดีที่จะผ่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระ ๑ ที่นับไปสู่การศึกษาลงรายละเอียดในวาระ ๒ ต่อไป เพราะว่าเรื่องของเกษตรกรมิใช่เรื่องของพวกผมคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของพื้นที่ใด ของพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประเทศชาติทั้งหมดในภาพรวม วันนี้ใช้เวลาไม่เกินครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ