อนุพงษ์ แจงปัญหาน้ำประปา เผยน้ำจากเขื่อนหลักถึงเกณฑ์วิกฤต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงปัญหาคุณภาพน้ำประปาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกคืบในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจากเขื่อนหลักที่จำกัด ประกอบกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรที่เกินพื้นที่กำหนด ส่งผลให้ค่าความเค็มในน้ำประปาสูงเกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพและจิตใจประชาชน พร้อมตั้งข้อสังคมถึงความเหมาะสมในการเยียวยาเมื่อปัญหาดังกล่าวเกิดจากภาวะวิกฤติแห้งแล้งและข้อจำกัดของทรัพยากรน้ำ ไม่ใช่ความผิดโดยตรงของการประปานครหลวง

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กรณีคุณภาพน้ำประปาผมขอเรียนเบื้องต้นในเรื่องของแหล่งน้ำ ที่เอามาทำประปาตามที่ท่านได้เรียนให้ทราบว่าแหล่งน้ำของการประปานครหลวงนั้นจะมาจาก แม่น้ำเจ้าพระยาโดยมาทางคลองประปา โดยที่พื้นที่สูบนั้นอยู่ที่สำแล จังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้อย่างที่ทุกคนทราบแล้วว่าน้ำที่จะมาใช้ผลิตน้ำประปา ตามเส้นทางดังกล่าวมาจากปริมาณน้ำของประเทศเราในขณะนี้ ซึ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มาจาก ๓ เขื่อนหลัก ก็คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อันนี้ลุ่มเจ้าพระยา ทางด้านอีกส่วนหนึ่งนั้นก็จะมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ๒ เส้นทางที่จะมาทำน้ำประปา ส่วนนี้ในขณะนี้เมื่อจะต้องปล่อยน้ำให้อยู่ได้ในช่วงวิกฤติก็คือในปัจจุบันนี้จนกระทั่งถึง เดือนมีนาคมส่วนหนึ่ง และจะต้องเตรียมน้ำสำรองไว้เผื่อกรณีฝนไม่มาตามฤดูกาล เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมอีก ๓ เดือน มีการคำนวณว่าจะต้องปล่อยน้ำอย่างไรใน ๓ เขื่อนหลักนี้ เท่านั้นจึงจะอยู่ได้สำหรับคนไทยที่อยู่ในลุ่มน้ำนี้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงกรุงเทพมหานครเท่านั้น แหล่งผลิตน้ำประปาตามเส้นทางนี้ทั้งหมดจะต้องใช้ในส่วนนี้ ในส่วนนี้เองก็มีปัญหาเกิดขึ้น กับพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ทำประกอบอาชีพการเกษตร ซึ่งรัฐบาลโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย พยายามที่จะชี้แจงพี่น้องประชาชน ในการที่จะให้หลีกเลี่ยงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย แต่ในความเป็นจริงพี่น้องประชาชนก็ยังมี การปลูกพืชใช้น้ำมากเกิน คือปลูกข้าวเกินจากพื้นที่ที่กำหนดเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็จะมีประชาชน แอบสูบน้ำ ซึ่งก็เป็นปัญหาทั้งทางด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ก็ขอเรียนว่าทำได้ยาก เพราะว่าผู้ยากไร้พี่น้องประชาชนที่ทำเกษตรก็ยากจน ลงทุนไปแล้วก็อยากได้ผลผลิต การจะไปลงโทษกันตามกฎหมายก็ทำได้ยากครับ ทางสังคมก็คงจะเรียนว่าทำได้ยากมาก ก็ใช้มาตรการสร้างความเข้าใจบ้าง พยายามจะไปช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหายเกิดขึ้น โดยขอไม่ให้เขาสูบ อย่างไรก็ตามก็มีการสูบ แต่เรียนว่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ ๔ เขื่อนหลักจะ ปล่อยลงมาจะปล่อยได้แค่นี้ จะไม่ปล่อยมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเรายังมีน้ำจากแม่น้ำ แม่กลองซึ่งมาก ๒ เขื่อน คือเขื่อนวชิราลงกรณกับเขื่อนศรีนครินทร์มาช่วยได้ แต่ปริมาณนั้น จะจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อรวมกันทั้ง ๒ สายแล้วจริง ๆ การคำนวณจะพอดันน้ำทะเลไว้ได้ แล้วก็ค่าความเค็มของน้ำตามมาตรฐานของการประปาก็จะไม่ให้เกิน จริงๆ ตามมาตรฐาน ๐.๒๕ กรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตามในขณะนี้มันขึ้นไปประมาณ ๐.๕ กรัมต่อลิตร หรือบางครั้ง ขึ้นไปถึง ๑ กรัมต่อลิตรนั่นเป็นปัญหา ถ้าเกิน ๐.๖ กรัมต่อลิตร ประชาชนจะเริ่มรู้ แต่ถ้าไปถึง ๑ กรัมต่อลิตร บางช่วงก็จะถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง การประปาเองก็ มีแนวทางในช่วงที่น้ำทะเลหนุนก็จะไม่สูบน้ำจากสำแลคือเขาจะไม่สูบ จะสูบในช่วงที่น้ำทะเล ไม่หนุน อย่างไรก็ตามค่าความเค็มในบางครั้งก็มีการสวิง (Swing) ขึ้นไปใกล้เคียงถึง ๑ กรัม ต่อลิตร นั่นคือเกิดผลต่อพี่น้องประชาชน ทั้งสุขภาพ แล้วก็ทางจิตใจอย่างที่ท่านว่า กลับมา ถึงปัญหาว่าควรจะเยียวยาหรือไม่ ผมก็ขอเรียนอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ถ้าเป็นความผิดพลาด ของการประปาก็น่าจะมีมาตรการที่จะต้องเยียวยา แต่ถ้าในสภาวะที่เป็นอย่างนี้การประปา จะทำเช่นไร จะเอาน้ำจากตรงไหนของประเทศที่เอาไปทำ ถ้ามันเป็นเพราะความผิดพลาด ของการทำน้ำ ผมก็คิดว่าคงต้องเยียวยา แต่ถ้าน้ำมันมาแค่นี้จะบังคับให้กรมชลประทาน ปล่อยน้ำให้มากกว่านี้การประปาก็สุดวิสัยที่จะทำได้ และถ้าเกิดกรณีวิกฤติที่กระผมและ รัฐบาลเกรงว่าอาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ก็คือว่าประเทศเราเป็นประเทศที่รอน้ำฝนเท่านั้น เราไม่มีแหล่งน้ำจากนอกประเทศที่ใดเลย เรามีปัญหาแล้งปีนี้มีปัญหาต้องแก้หนัก แต่ว่า ถ้าปีหน้าร่องมรสุมเข้ามาแต่ตกเหมือนปีที่ผ่านมา เช่น ตกที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้วต้องทิ้งไป ตกที่จังหวัดสกลนคร หนองหารแล้วต้องทิ้งไป ตกที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีต้องทิ้งไป ไม่ตกตรงลุ่มน้ำ เจ้าพระยาและจะทำอย่างไรกันในปีต่อ ๆ ไป นั่นเป็นปัญหาที่เขาต้องเตรียมน้ำกันไว้อีก ๓ เดือน ที่ผมว่านั้น ถ้ามันมีวิกฤติอีกก็ต้องหามาตรการแก้ไข คำตอบของคณะกรรมการบริหารน้ำ สทนช. และกรรมการลุ่มน้ำทั้งหลายนี้ก็จะปล่อยน้ำอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นความผิดไม่ใช่อยู่ ที่การประปานครหลวง นั่นคือแนวความคิดที่จะเยียวยาเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามผมก็จะ รับตรงนี้ไปว่าถ้ากฎหมายทำได้ แล้วเหมาะสมที่จะทำเพราะเป็นความผิดของการประปาก็คง น่าจะมีแนวทาง แต่ถ้าไม่ใช่เป็นเหตุสุดวิสัยที่มันไม่มี แล้วถ้าปีหน้าไม่ตกหนักกว่านี้จะไม่มี น้ำประปาเลย ก็คงไม่ต้องเสียค่าเยียวยา เพราะน้ำประปาเค็ม ๆ ก็คงไม่มี แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้อง ยอมรับว่าเมื่อมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนน่าจะมีมาตรการใดที่จะชี้แจงพี่น้องประชาชน หาทางที่ไม่ให้เขาได้รับผลกระทบโดยเฉพาะทางสุขภาพ กระผมก็จะรับไปดำเนินการครับ แต่อย่างไรก็ตามจุดประสงค์คือพยายามที่จะไม่ให้น้ำมีค่าความเค็มเกินค่าจนมีผลต่อสุขภาพ จะรับไปดำเนินการในส่วนนี้ครับ