สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

สาธิต ปิตุเตชะ เสนอแนวทางเพิ่มขวัญกำลังใจและการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน พร้อมเสนอการแก้ไขระเบียบให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยสามารถได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สำหรับ ๓ คำถาม ของท่านก็คือเป็นประเด็นที่เราจะเพิ่มขวัญกำลังใจสิ่งที่เราจะเติมเต็มจากสิ่งที่กระทรวง สาธารณสุขได้ดำเนินการไปแล้วนะครับ อสม. ดิจิทัลแน่นอนที่สุดในการพัฒนาศักยภาพ เราก็มีการจัดอบรมและหนึ่งในวิชาที่เราจัดอบรมก็คือการใช้เครื่องมือสื่อสารที่เป็น ทั้งโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือการสื่อสารที่เป็นระบบ ผมเรียนเพื่อนสมาชิกว่า ขณะนี้ อสม. ของเรามีเครือข่ายผ่านไลน์อย่างเป็นระบบกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เราติดต่อสื่อสารกับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศว่าเราจะฝึกการใช้ แน่นอนที่สุดนโยบายหลัก ของกระทรวงคือเราส่งเสริมเราป้องกัน ในส่วนหน้าด่านคือ รพ.สต อสม. จะเป็นคนช่วย ส่งเสริมป้องกันในการลดการแออัดในการที่เราใช้ ประหยัดงบประมาณในการรักษา เราเน้นเรื่องสร้างมากกว่าซ่อม สร้างทุกอย่าง สร้างสุขภาพที่ดี สร้างอาหารที่เป็นประโยชน์ และให้เขาออกกำลังกาย ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขจะมีโครงการใหญ่ของการออกกำลังกาย ทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้เป็นวันที่เราคิกออฟ (Kick off) ซึ่งสามารถโหลดแอปพลิเคชัน (Load application) โดยให้ อสม. เป็นแกนหลักคือ โครงการก้าวท้าใจ ขอเรียนไปยังคุณหมอจาตุรงค์ และเพื่อนสมาชิกด้วยว่าโครงการวิ่งออกกำลังกายก้าวท้าใจทั่วประเทศซึ่งเปิดให้โหลดแอป (Load app) ได้แล้ววันนี้ เราจะลอนช์แคมเปญ (Launch campaign) แถลงข่าววันที่ ๒๒ นี้ ถ้าท่านเข้าไปในไลน์แล้วไลน์เซิร์ช (Search) หาก้าวท้าใจ จะเป็นการวิ่งแบบเวอร์ชันรัน (Version run) ก็คือท่านวิ่งกับตัวท่านเอง ท่านจะบันทึกข้อมูลส่งเข้าไปในไลน์ แล้วก็จะบันทึก ข้อมูลส่วนตัวของท่าน ข้อมูลแบ่งเป็นจังหวัด แล้วก็ข้อมูลรวมทั้งประเทศ อันนี้เป็นโครงการ ที่สำคัญต้องอาศัยพี่น้อง อสม. เช่นกันในการที่จะเป็นเฮลท์โมเดล (Health model) แล้วก็ ไปช่วยคนในครอบครัวไปชวนคนในครอบครัว คนในหมู่บ้านเขาขึ้นมาออกกำลังกายด้วย เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญของ อสม. เพื่อนสมาชิกท่านคุณหมอจาตุรงค์ไม่ต้องเป็นห่วง เราทำได้เราทำให้ทันที ๒,๕๐๐ บาทที่ท่านพูดถึงเป็นแผนงานแล้วก็เสนอเข้าไปแล้วครับ ถ้าเขาผ่านการอบรม แต่เราแยกอย่างนี้ ๑,๐๐๐ บาทแรกเป็นค่าป่วยการ ส่วนอีก ๑,๕๐๐ บาท เราจะเรียกว่าค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นถ้าผ่านการอบรม ๑๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศเขาจะได้รับ เงินเบ็ดเสร็จ ๒,๕๐๐ บาท เมื่อผ่านเกณฑ์มีการประเมินการฝึกอบรมเรียบร้อยแล้วเขาก็จะได้ ค่าตอบแทน ๒,๕๐๐ บาท แต่ว่าเราก็ต้องมีความเป็นห่วงนิดหน่อยว่าการฝึกการประเมิน ที่จะยกระดับคุณภาพแล้วก็มาตรฐานของเขานั้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน อย่างไร เรื่องกองทุนก็ต้องเรียนกับท่านว่าเราคิดที่จะประสานกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งรัฐบาลเคยมีกองทุนเงินออมแห่งชาติ ซึ่งส่งเสริมให้คนออม หากออม ๑ รัฐจะสมทบให้อีก ๑ อันนี้เป็นแนวคิดผมที่จะทำอย่างไรก็ได้ ให้สามารถเป็นกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันให้กับเขา แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังติดปัญหา ว่าพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศนั้นส่วนใหญ่จะอายุค่อนข้างมาก กองทุนเงินออมนั้นถ้าเกิน ๖๐ ปี ไปก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการหารือว่าจะทำอย่างไรสามารถที่จะให้เขาออม โดยการจ่ายแล้วมีเงินสมทบแล้วก็มีเงินเป็นกองทุนสำหรับเขา

ส่วนค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่ท่านเรียนว่าเรื่องบุตร เราเริ่มต้นเราก็ต้องคิด อย่างรอบคอบนะครับ คือการแก้ระเบียบ เราประเมินว่าจำนวนคนมาใช้สิทธิห้องพิเศษ เฉพาะ อสม. ทั่วประเทศปีละประมาณ ๘๐ ล้านบาท ซึ่งส่วนต่างอันนี้เราก็จะให้ สปสช. มารับผิดชอบไป แต่ถ้าหากเราเปิดสิทธิอีกครึ่งหนึ่งให้กับบุคคลในครอบครัวเขา ต้องเรียนว่า จำนวนบุคคลในครอบครัวถือว่าจำนวนมาก คูณด้วย ๑,๐๔๐,๐๐๐ อันนั้นก็เป็นภาระ งบประมาณอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยู่ในแผนทั้งหมด แต่ว่าการจะทำอะไร ก็จะต้องดูข้อมูลตัวเลขที่สัมพันธ์กับงบประมาณที่เราจะให้เขาในจำนวนคน ๑ ล้านกว่าคน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเราไม่นิ่งนอนใจและจะทำทุกอย่าง แต่ว่าภายใต้กรอบงบประมาณ ที่จำกัดแล้วก็ต้องมีมาตรฐานอย่างแท้จริง ผมเรียนว่ากระทรวงสาธารณสุขโดยท่านอนุทิน ชาญวีระกูล และผมก็ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้อง อสม.ทั่วประเทศ แล้วก็จะเดินสายไปพบเขา เพื่อให้กำลังใจในการทำหน้าที่แล้วก็เป็นการทำหน้าที่จิตอาสาให้กับกระทรวงสาธารณสุข และประเทศเราครับ ขอบพระคุณครับ