สาธิต ปิตุเตชะ ชี้ถึงบทบาทสำคัญของ อสม. ในการเสริมระบบสาธารณสุข พร้อมผลักดันการปรับปรุงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกคนโดยไม่จำกัดระยะเวลาการทำงาน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ และเรียกร้องให้ อสม. เข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ เพื่อสร้างหลักประกันให้ครอบครัวในยามเสียชีวิต พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณรัฐ และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ อสม. ทั่วประเทศผ่านการฝึกอบรมและการสนับสนุนด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมาย จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ได้ตอบกระทู้ถาม เพื่อนสมาชิก คุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เรียนคุณหมอจาตุรงค์ว่าเราก็เห็นตรงกัน คือพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศมีความสำคัญ เป็นอาสาสมัคร เป็นจิตอาสาที่ทำงานให้กับ กระทรวงสาธารณสุขมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ งานที่กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมาย ให้กับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ เป็นงานที่ทั้งเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งเป็นผู้ช่วย ผอ.รพ.สต. เป็นผู้ช่วยพยาบาล งานเก็บข้อมูล เดี๋ยวนี้ก็รวมไปถึงช่วยหน่วยราชการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ทุกงานก็ตกมาอยู่ที่ อสม. เพราะฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุขโดยรัฐมนตรีว่าการ ผมได้ให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มเข้าไปรับตำแหน่ง เราออกไปพบกับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ตั้งแต่รับตำแหน่งมาผมเดินทางไปไม่ต่ำกว่า ๑๕-๑๖ จังหวัด พบพี่น้อง อสม. ก็มีความเต็มใจ ที่จะทำงานให้กับกระทรวงแล้วก็หน่วยงานราชการอื่น กระทรวงสาธารณสุขเลยคิดว่า ทำอย่างไรจะได้ให้มีสวัสดิการมีสิทธิพิเศษ แล้วก็พยายามอธิบายกับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ว่าสิ่งที่เขาได้รับ คือต้องเริ่มต้นเข้าใจว่างานของเขาเป็นงานจิตอาสา เป็นอาสมัครครับ เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนที่ได้รับนั้นเป็นเพียงขวัญกำลังใจ ซึ่งผมลำดับอย่างนี้นะครับว่า ค่าป่วยการ อสม. ได้เริ่มได้ให้กับพี่น้อง อสม. เริ่มต้นปี ๒๕๕๒ โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนั้นปี ๒๕๖๑ โดยรัฐบาลที่แล้วก็อนุมัติเงินเพิ่มอีก ๔๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน ส่วนสิทธิพิเศษที่พวกผมเข้ามาก็เริ่มทำได้เลย ก็คือสิทธิที่คุณหมอได้กล่าวถึงซึ่งเป็นประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาที่ประกาศใช้ไปแล้ว ฉบับที่ ๗ แล้วก็ฉบับที่ ๘ เรียนว่าระเบียบเดิม อสม. จะใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลในห้องพิเศษได้ต้องเป็นพี่น้อง อสม.ที่ปฏิบัติหน้าที่มา ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปีแล้วก็สิทธิตกไปยังถึงบุคคลในครอบครัว อันนั้นในส่วนเกินก็จะใช้สิทธิได้เพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็มาแก้ระเบียบว่าเราควรที่จะให้สิทธิ ให้กับ อสม. ทั้งหมดทุกคนไม่ยกเว้น ไม่กำหนดระยะเวลา ไม่ว่าเขาจะทำงานมา ๑ เดือน ๑ ปี ๑,๐๔๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ถ้าเขาป่วยเข้าโรงพยาบาลสิทธิในการใช้ห้องพิเศษควรจะเป็น ของเขา ผมเชื่อว่า อสม. แต่ละคนไม่อยากป่วย แต่ถ้าเขาป่วยรัฐก็ต้องดูแล กระทรวง สาธารณสุขต้องดูแล ฉะนั้นสิทธิตรงนี้เราก็แก้ระเบียบเป็นประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยไม่จำเป็นที่ อสม. ทำงานมา ๑๐ ปีก็คือทำให้ทุกคน
ส่วนเรื่องที่ ๒ ก็คือสิทธิที่เราตั้งกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งความจริง ก็ถือว่าอันนี้ผมเน้นว่าเป็นหลักประกันกับคนข้างหลัง ส่วนใหญ่พี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ เท่าที่ดูขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่มาบางคนก็ ๒๐ ปี บางคนก็ ๓๐ ปี เราเป็นห่วงคนข้างหลัง จึงก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ขึ้นแล้วมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว ผมไปเปิดมา เมื่อวานซืนนี้ ที่เหลือลำดับต่อไปนี้คือการรับสมัครโดยสมัครใจจากพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ถ้าเขารับสมัครครบ ๑,๐๔๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เวลาเขาเสียชีวิตทายาทก็จะได้รับ ตามจำนวนพี่น้อง อสม. ที่สมัครเข้ามา ขณะนี้ได้รับรายงานว่าเปิดรับสมัครไปประมาณ ไม่ถึงเดือนมีผู้สมัครเข้ามา ๓๐๐,๐๐๐ คนแล้ว อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของสมาชิก อสม. ทั่วประเทศที่จะสมัครใจสมัครเข้ามา ขณะนี้ผมก็ตั้งเป้าว่าอย่างน้อยที่สุด ๑,๐๔๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศถ้าได้ ๘๐๐,๐๐๐ คนก็จะเป็นหลักประกันสำหรับคนข้างหลังคนในครอบครัวเขา ถ้าเขาต้องเสียชีวิต เพราะฉะนั้น ๒ สิทธินี้เราทำได้แล้วก็ทำได้เลย เราอธิบายชัดเจนว่า สิทธิอันนี้เป็นสิ่งที่ชอบธรรมแล้วเขาก็มีสิทธิได้กระทรวงสาธารณสุขเต็มใจที่จะทำให้เขา ส่วนบางท่านพูดถึงค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการที่สูงขึ้น เราก็เรียนว่าพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ มีจำนวนถึง ๑,๐๔๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศก็ต้องดู แล้วก็ต้องคิดคำนวณถึงงบประมาณ ของภาครัฐที่มีอยู่ด้วย
ถัดไปผมเห็นด้วยกับท่าน คือเราต้องยอมรับว่าในยุคสมัยนี้ระบบเครือข่าย เป็นต้นทุนในทางธุรกิจมหาศาล กระทรวงสาธารณสุขมี ๑,๐๔๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ถ้าเราสามารถพัฒนาศักยภาพของเขากับงานที่มีอยู่แล้ว การลดความแออัดการเป็นผู้ช่วย รพ.สต. การทำงานกำจัดลูกน้ำยุงลาย งานทั้งหมดที่ทำถ้าเราได้พัฒนาต่อยอดให้เขา ได้มีศักยภาพในการที่จะมาดูแลเพื่อนบ้าน คนในครอบครัวในหมู่บ้านของเขาพี่น้อง อสม. เครือข่ายจะเป็นมูลค่ามหาศาลสำหรับกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ประเทศเรา เพราะฉะนั้น จึงมีโครงการที่จะจัดฝึกอบรมหลักสูตร อสม. ๘๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เราก็จะคัดเลือกมา ๑๐,๐๐๐ คน อันนี้ถือว่ายังเป็นโครงการที่เราจะขอใช้งบกลางจาก ครม. แล้วก็นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้อนุมัติ แต่ถือว่าเป็นโครงการที่เราจะริเริ่มแล้วก็จะพัฒนาศักยภาพ ของพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศที่มีอยู่ตามที่ท่านเข้าใจ แน่นอนที่สุดกระทรวงสาธารณสุขได้ ให้ความสำคัญพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศโดยการเพิ่มสิทธิที่ทำได้เลย ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องของ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แล้วก็สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการที่จะใช้ห้องพิเศษ ในการเจ็บป่วยในการเข้าไปรักษาพยาบาลหลังจากที่หักตามสิทธิที่เขามีแล้ว ส่วนบุคคล ในครอบครัวต้องเรียนว่าอย่างนี้ครับ ที่ท่านเป็นห่วงก็คือว่าบุคคลในครอบครัวแบ่งเป็น ๒ ส่วน ก็คือบุคคลในครอบครัวที่ไม่มีสิทธิกรณีนี้รัฐก็จะหักให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของอัตราที่กำหนด ส่วนที่มีสิทธิจะต้องไปหักจากสิทธิที่เขามีก่อน ยกตัวอย่างเช่นพี่น้อง อสม. มีลูกทำงานราชการ เขาต้องไปสิทธิราชการเสียก่อน ถ้าสิทธิราชการสามารถเบิกได้ทั้งหมดเขาก็มาเบิกไม่ได้ แต่ถ้าเบิกจากสิทธิราชการแล้วยังคงมีเหลืออยู่ที่ต้องจ่ายเงินให้กับหน่วยบริการหรือ โรงพยาบาลเท่าไรเขาก็ได้สิทธินั้นครึ่งหนึ่ง อันนี้คือสิทธิที่ได้กำหนดและประกาศในยุค ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการและผมได้เข้าไปแล้วก็ประกาศใช้เป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ถือว่า อันนี้ก็ได้ทำเพื่อพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศครับ