อนุพงษ์ ชี้ขยะล้นเมือง 2,800 จุด ผลักดันคลัสเตอร์รวมกำจัดร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓

อนุพงษ์ เผ่าจินดา หารือปัญหาขยะมูลฝอยที่เพิ่มสูงขึ้นและกำจัดไม่ทัน โดยเสนอแนวทางการบริหารจัดการแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นทางภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดการใช้พลาสติก แยกขยะอย่างถูกวิธี และส่งเสริมวัฒนธรรม 3R ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเสนอการจัดกลุ่ม อปท. เป็นคลัสเตอร์เพื่อร่วมมือกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและงบประมาณ โดยผลักดันให้แต่ละจังหวัดมีโรงกำจัดขยะเพียงแห่งเดียวภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ในเรื่องของสถานการณ์ขยะในช่วงที่ผ่านมา หมายถึงขยะมูลฝอย ที่เกิดจากบ้านเรือน ครัวเรือน ประชาชน ภาคเอกชน ภาคราชการที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ สถานการณ์นั้นเป็นไปตามที่ท่านได้เรียนให้ทราบแล้วว่าขยะใหม่ก็มีจำนวนมากปีหนึ่งก็ ๒๐ กว่าล้านตัน ในจำนวนนี้มีตกค้างโดยเฉลี่ย หมายถึงมีการกำจัดไปบางส่วนและมีขยะ ตกค้างทุกปีประมาณ ๑๐ กว่าล้านตัน ในจำนวนที่มีการกำจัดก็เป็นอย่างที่ท่านได้ทราบว่า มีการกำจัดไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการจำนวนหนึ่ง สรุปแล้วแนวทางในการดำเนินการ กำจัดขยะนี้จะต้องมีการเร่งดำเนินในทุก ๆ เรื่อง ผมขออนุญาตเรียนให้ทราบถึงในเรื่อง ที่ผ่านมา ในช่วงที่ผ่านมาเรื่องเกี่ยวกับขยะมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่ถือกฎหมายเรื่อง เกี่ยวกับขยะทำให้การบริหารจัดการขยะไม่มีเอกภาพในการที่จะทำงาน กระทรวงมหาดไทย จึงได้แก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยที่ว่าเปลี่ยนแปลงให้การดำเนินการมาอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ดำเนินการ เรียบร้อยไปแล้วในส่วนของกฎหมาย แนวทางในการดำเนินการต่อขยะนั้นอยากจะเรียนตั้งแต่แหล่งต้นกำเนิดหรือต้นทาง คือผู้ที่ทำให้เกิดขยะ แนวทางที่ทำในขณะนี้ก็ให้ผู้ที่ทำขยะจะต้องลด ใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ ที่เรียก ๓ อาร์ (3R) หรือ ๓ ช โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ให้บริการ ในเรื่องของสาธารณะเกี่ยวกับขยะมูลฝอยเป็นผู้ที่จะต้องไปรณรงค์ในแต่ละพื้นที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ในการที่จะให้พี่น้องประชาชน ๓ อาร์ (3R) คือทั้งลด ทั้งใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ เป็นต้นทาง

ในเรื่องที่ ๒ ที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนทำคือในเรื่องของการแยกขยะ ในเรื่องการแยกขยะอย่างไรก็ตามต้องทำไม่ว่าเราจะกำจัดวิธีใดก็ตาม ไม่เช่นนั้นในการที่เรา จะไปกำจัดในช่วงท้ายจะต้องใช้งบประมาณมาก แต่ถ้าเราแยกเสียตั้งแต่ต้นทางการที่จะไป กำจัดหรือจะไปทำอะไรมันจะใช้งบประมาณน้อยกว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของการแยก ก็มีปัญหาพอสมควรที่อยากจะเรียนสั้น ๆ ก็คือว่าวัฒนธรรมของคนไทยปัจจุบันนี้ต้องยอมรับ ว่าเป็นวัฒนธรรมที่ใช้ถุงพลาสติกมากอย่างไรก็ต้องใช้ ไม่เหมือนกับเมื่อสมัยที่กระผมเป็นเด็ก ถังขยะก็มีถังเดียว จะมีของสด หัวปลา จะมีผัก จะมีของเหลือใช้ สมัยก่อนเขาไม่ค่อยมี ของเหลือใช้ก็ทิ้งในถังเดียวเลย รถเก็บขยะก็ใช้เทเข้าไปในรถ แต่ปัจจุบันนี้ของทุกอย่างจะใส่ ในถุงพลาสติก ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าเวลาจะไปทิ้งจะมีถุงรวม เรียกถุงดำก็แล้วแต่ ในถุงรวม อาจจะเป็นถุงอาหารมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง ในมื้อเที่ยงก็จะมีถุงเส้นก๋วยเตี๋ยว ถุงเครื่องปรุง ถุงผัดไทย ถุงหอยทอด จะมีถุงใหญ่และถุงย่อย ถุงซอย ถุงเล็กไปอีก ที่ผมเรียนมีนัยว่า เครื่องมือแยกขยะประเทศไหนก็สู้ขยะเมืองเราไม่ได้ นั่นเป็นจุดล้มเหลวของการที่ภาครัฐ พยายามจะไปทำเรื่องขยะเองจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่อ่อนตัวที่จะสู้กับขยะต่าง ๆ ได้ อันนี้เป็นวัฒนธรรมเลยนะครับ อย่างไรเขาก็ต้องใส่ถุงพลาสติกแล้วก็จะมีถุงแยก ถุงย่อย ถุงมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็นแล้วมีถุงของเครื่องใช้เศษวัสดุอะไรก็แล้วแต่มันจะมีแยก เพราะฉะนั้นเครื่องแยกก็จะยากมาก อย่างไรก็ตามถ้าเรารณรงค์ได้แล้วคนแยกที่ต้นทางได้แล้ว การแยกต้องใช้คำว่า ต้องไม่มีปัญหา ถ้าท่านแยกแล้วยังปนอยู่นั่นคือปัญหาที่ทำแล้ว ปลายทางก็ต้องไปแกะอยู่ดีเพราะมันไม่แยกจริง นี่คือเรื่องยากของการแยกขยะ แยกแล้ว ต้องแยกจริงไม่ใช่แยกแล้วปลายทางต้องเปิดถุงมันก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณต้องมีเครื่องมือ อะไรไปเปิดถุงต่างหาก นี่เรื่องหนึ่งนะครับ

เรื่องต่อไปเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อเขาแยกมาแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแยกเก็บขยะจากบ้านเรือนประชาชน ร้านค้าภาคเอกชน หน่วยราชการแบบแยกด้วย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว พูดง่าย ๆ เลยว่า ค่าใช้จ่ายในการที่จะไปดำเนินการเรื่องขยะ ถ้าผมเขียนตัวเลขให้เห็นพอคราว ๆ นะครับ กรุงเทพมหานครเก็บเงินค่าขยะจากพี่น้องประชาชนได้ประมาณ ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่กรุงเทพมหานครใช้เงินประมาณ ๖,๕๐๐ ล้านบาทต่อปีในการที่จะดำเนินการเรื่องขยะ โดยไม่กำจัดอย่างถูกต้อง ต้องใช้เงิน ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วในที่สาธารณะก็ยังไม่มีการ วางถังอย่างถูกต้อง ทั่วประเทศใช้เงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เก็บได้ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทตัวเลข ถ้าผมจำไม่ผิดเลยทั้ง ๒ กลุ่มใช้เงินเกินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี โดยยังไม่มีการกำจัดอย่างถูกต้อง ยังไม่มีการวางถังสาธารณะอย่างถูกต้อง หมายความว่า ท้องถิ่นจะเป็นองค์กรเดียวที่ทำได้เพราะท้องถิ่นใช้เงินที่เป็นรายได้จัดเก็บภาษีของตัวเอง เอามาใช้ได้ ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นถ้าไม่ได้จากภาครัฐก็จะทำไม่ได้ นั่นเป็นปัญหาเรื่องของการ จะไปเก็บอย่างไร ถ้าเขาจะต้องเพิ่มรถในการไปเก็บแยกก็เป็นภาระ เราก็ให้นโยบายไปว่า ไปแบ่งเวลาเก็บให้ได้ รณรงค์ว่าวันใดเขาจะเก็บขยะประเภทใดไปทำในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้พยายาม ที่จะเร่งอยู่นะครับ อย่างไรก็ตามการกำกับไม่ใช่การบังคับบัญชา ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ต้องใช้ ท่านนายอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปหาทางที่จะให้แนวทางเขาที่จะดำเนินการ เพราะเป็นองค์กรที่ทำตามบทบาทภารกิจตัวเอง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับท่านนายอำเภอ ได้แต่กำกับ แต่ว่าแนวทางเราได้มีลงไปให้แล้วนะครับ

ส่วนสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องการกำจัด ในเรื่องของการกำจัดมีหลายเทคโนโลยี ด้วยกันในขณะนี้ที่ทำได้ แต่ปัญหาก็คือว่าขยะที่ไปทิ้งกันอยู่แบบผิด ๆ มีประมาณ ๒,๘๐๐ กว่ากองขยะด้วยกัน แล้วอยู่ในพื้นที่ อปท. ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่า อปท. มีกองขยะอยู่ เราก็พยายามมาจัดเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ว่ากองขยะที่อยู่ใกล้กันแล้วสามารถขนย้ายได้ แล้วสามารถไปกำจัดได้โดยที่ว่าเป็นไปได้ เพราะถ้าขนไกลก็จะทำได้ยากคือใช้งบประมาณมาก เราก็กำหนดคลัสเตอร์ (Cluster) ออกมาได้ประมาณ ๒๖๒ คลัสเตอร์ (Cluster) อย่างไรก็ตาม ถ้าเราต้องมี ๑ โรงกำจัดต่อ ๑ คลัสเตอร์ (Cluster) ก็จะต้องมีโรงกำจัดขยะมาก เพราะฉะนั้น เราก็เลยพยายามที่จะรณรงค์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ พยายามรวมคลัสเตอร์ (Cluster) ด้วย ถ้าถามว่าในอุดมคติอยากได้อย่างไร อยากให้จบ ภายในแต่ละจังหวัดเลย แต่ละจังหวัดก็ทำ ๑ โรงกำจัดขยะ แนวทางขณะนี้ก็พยายามจะ รณรงค์โดยใช้คณะกรรมการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยของจังหวัดเป็นคนรณรงค์ที่จะให้ท้องถิ่นได้ รวมตัวกันแล้วก็ทำแผนงานขึ้นมาว่าจะกำจัดอย่างไร ทีนี้ขั้นตอนในการที่จะกำจัดอย่างไรนั้น กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ต้องเริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรวมตัวกัน แล้วก็ คิดว่าจะรวมตัวกันกี่ อปท. กี่ท้องถิ่นก็แล้วแต่ที่จะทำ จะทำด้วยเทคโนโลยีใดก็รวมตัวกันแล้ว นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยของจังหวัดซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน จะมีเกณฑ์ที่จะต้องดูว่าจะต้องทำอย่างไร มีหัวข้อที่จะต้องทำ เมื่อตรวจสอบแล้ว คิดว่าทำได้ก็จะเสนอเรื่องขึ้นมาถึงคณะกรรมการอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะพิจารณาในเรื่องของ