สุณัฐชา เสนอตั้งกมธ.ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาคดีข่มขืนอย่างรอบด้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าข่มขืน หลังห่วงการเพิ่มโทษสูงสุดถึงประหารอาจนำไปสู่ผลเสีย เช่น การปกปิดหลักฐานด้วยการฆ่าเหยื่อ หรือการจับกุมผิดตัวจากแรงกดดันสังคม กระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ตรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันเป็นผู้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมการฆ่าข่มขืนกระทำชำเรา ปัญหาอาชญากรรมการฆ่าข่มขืนกระทำชำเราที่ผ่านมาสังคมมีความสนใจและได้ถกเถียง ในประเด็นเรื่องการเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา โดยประชาชนบางส่วนได้แสดงความเห็นด้วยกับการเพิ่มโทษ นั่นก็คือการลงโทษให้ผู้กระทำ ความผิดฐานนี้อย่างสูงสุดคือข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องของการกระทำชำเรา ฉบับที่ ๒๗ พุทธศักราช ๒๕๖๒ โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งได้เพิ่มโทษการก่อคดีข่มขืนสูงสุดเป็นประหารชีวิต ในกรณีของเหยื่อถึงแก่ความตาย และได้แก้ไขเพิ่มเติมความหมายของคำว่า กระทำชำเรา ให้ครอบคลุมมากขึ้น ถึงแม้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับดังกล่าวจะสร้างความพึงพอใจ ให้กับประชาชนได้บางส่วน เพราะหวังว่าจะสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้ที่คิดจะกระทำ ความผิดจนนำไปสู่การลดลงของการก่อปัญหาอาชญากรรมดังกล่าว แต่ในการแก้ไขเพิ่มเติมการเพิ่มโทษการก่อคดีข่มขืนสูงสุดเป็นประหารชีวิตนั้นอาจจะสร้าง ผลเสียมากกว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ถูกกระทำชำเราหรือเหยื่อ เพราะอาจจะเป็นแรงจูงใจ ให้ผู้กระทำชำเราทำร้ายร่างกายเหยื่อจนถึงแก่ความตายเพื่อปกปิดการกระทำความผิด ของตน นอกจากนี้หากคดีใดเป็นที่สนใจของสังคมอาจจะมีแรงกดดันจากหลายภาคส่วน ให้เร่งรัดการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยขาดความรอบคอบและนำไปสู่การจับกุมผู้บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า จับแพะ โดยมีเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นที่ปรากฏ นอกจากนี้หากมีการตัดสินลงโทษ บุคคลดังกล่าวก็จะเป็นการลงโทษผู้บริสุทธิ์ ซึ่งส่งผลให้สังคมขาดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ ยุติธรรม อีกทั้งเจตนารมณ์ของการลงโทษผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีจุดประสงค์ให้ผู้กระทำความผิดหลาบจำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่กลับไปกระทำ ความผิดเดิมซ้ำอีก เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข ไม่ใช่การลงโทษเพื่อสนองความผิดที่กระทำ ลงไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชนและส่งผลกระทบ ต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับความเสียหาย จึงจำเป็นต้องทบทวนการบังคับใช้กฎหมาย และตีความข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการลงโทษของผู้กระทำความผิดและแนวทางแก้ไข ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกในสังคม ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ที่ประชุม พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ อาชญากรรมการฆ่าข่มขืนการกระทำชำเราตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ดิฉันจึงขอใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายญัตติดังกล่าว ซึ่งญัตตินี้เองดิฉันได้เสนอร่วมกับเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์อีก ๒ ท่านด้วยกัน คือ ท่าน ส.ส. แนน บุณย์ธิดา สมชัย และท่าน ส.ส. จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร เนื่องจากตัวดิฉันเอง และเพื่อนสมาชิกเห็นพ้องต้องตรงกันว่านับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันปัญหาดังกล่าวเป็นภัย ที่กระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้หญิงเป็นอย่างมาก ท่านประธานที่เคารพคะ ปัญหา การข่มขืนกระทำชำเรานับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มากกว่านั้นเหยื่อของความรุนแรง ก็ไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะวงของผู้หญิงเท่านั้น แต่ตัวของผู้ชายเองปัจจุบันนี้ก็สามารถ ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากการก่ออาชญากรรมการฆ่าข่มขืนกระทำชำเราได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้าทำให้ทราบได้ว่า ปัญหาดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น ชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกันได้ทั้งหมด ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างคดีสะเทือนขวัญที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเกิดของดิฉันเอง นั่นก็คือ พื้นที่ของจังหวัดตรัง ย้อนกลับไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ วัย ๑๑ ขวบ คนหนึ่งได้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม โดยพบร่องรอยของการข่มขืนกระทำชำเรา จนท้ายที่สุดแล้วสังคมยังคงต้องตั้งคำถามว่าใครฆ่าน้องเพลง หรือจะเป็นคดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่นักท่องเที่ยวสาวประเทศเยอรมนีถูกคนร้ายฆ่าข่มขืนบนพื้นที่ของเกาะสีชังจนทำให้เป็นข่าว โด่งดังไปทั่วโลก แน่นอนที่สุดการก่ออาชญากรรมคดีข่มขืนนี้นอกจากจะกระทบจิตใจของญาติ เหยื่อผู้เสียชีวิต แล้วยังกระทบจิตใจของคนในสังคม และยังกระทบต่อความเชื่อมั่น ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย เมื่อเป็นปัญหาที่กระทบต่อสังคมโดยรวม ไม่แปลกใจ ที่ปัญหาดังกล่าวจะเป็นที่ถกเถียงในประเด็นของการเพิ่มโทษให้กับผู้กระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ของประชาชนทั่วไป ในกลุ่มของนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน รวมถึงหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนนำไปสู่การอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นทั้งในเชิงของวิชาการ และแลกเปลี่ยนความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) โดยเสียงที่เริ่มดังขึ้น นั่นคือเสียงที่สนับสนุนให้มีการเพิ่มโทษ ข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ดิฉันเข้าใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ขึ้นในสังคม ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้อยู่ นิ่งเฉย มีผลทำให้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ ๒๗ พุทธศักราช ๒๕๖๒ โดยมีการแก้ไขเพิ่มโทษทั้งในส่วนของโทษจำคุกและโทษปรับ ตัวอย่างเช่นกรณีของการข่มขืนกระทำชำเรา ถึงแม้จะคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม แต่ก็มี การเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดเป็นปรับตั้งแต่ ๘,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจากเดิม ที่ปรับสูงสุดเพียง ๔๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น แต่ในกรณีของการกระทำชำเราเด็กที่อายุไม่เกิน ๑๕ ปีที่มิใช่สามีภรรยาของตน แม้ว่าเด็ก คนนั้นจะยินยอม มีการเพิ่มโทษจำคุกเริ่มต้นขั้นต่ำที่ ๕ ปี จากเดิมเพียงแค่ ๔ ปีเท่านั้น และเพิ่ม โทษปรับสูงสุดถึง ๔๐๐,๐๐๐ บาท และที่เด่นที่สุดมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาเป็นการ เพิ่มโทษกรณีเหยื่อถึงแก่ความตายให้โทษการก่อคดีข่มขืนมีโทษสูงสุดนั่นก็คือการประหาร ชีวิต ท่านประธานที่เคารพคะ การแก้ไขเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญาได้สร้าง ความพึงพอใจให้กับประชาชนบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่คิดว่าการกระทำเช่นนี้ได้สร้าง ความหวาดกลัวให้กับผู้ที่กำลังคิดจะกระทำความผิดและผู้ที่คิดจะกระทำความผิดซ้ำ รวมถึง บุคคลที่คิดจะกระทำความผิดแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของการก่อคดี ข่มขืนได้ แต่เหรียญย่อมมี ๒ ด้านค่ะท่านประธาน ในขณะที่บางส่วนเห็นด้วยและสนับสนุน ก็อาจจะมีบางส่วนที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา ส่วนที่คัดค้านและไม่เห็นด้วย กลับมองว่าการเพิ่มโทษคดีอาญาอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าเป็นผลดีต่อตัวผู้ถูกกระทำ เนื่องจากโทษที่สูงขึ้นอาจจะกลับกลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ผู้กระทำความผิดตัดสินใจที่จะ ทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ความตายเพื่อจะปกปิดความผิดที่ตนได้กระทำลงไป และสิ่งที่เลวร้าย มากกว่านั้นหากคดีใดเป็นคดีที่เป็นที่สนใจของคนในสังคม ก็อาจจะมีแรงกดดันจากหลาย ภาคส่วนให้มีการเร่งรัดจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายจนขาดความรอบคอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การจับกุมผู้บริสุทธิ์หรือที่เรียกว่าจับแพะ ดิฉันมั่นใจว่าถ้าได้เอ่ยคดีนี้ลงไป เพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ก็คงคุ้นหู เพราะเหตุการณ์แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยแล้ว นั่นก็คือคดีของเชอรี่แอน แม้ว่าอีกมิติหนึ่งอาจมองได้ว่าคดีดังกล่าวอาจจะเกิดความผิดพลาด ของกระบวนการยุติธรรมที่เปรียบเสมือนสายน้ำที่เราทราบกันดีว่าต้นน้ำคือพนักงานสอบสวน กลางน้ำคือพนักงานอัยการ และปลายน้ำคือศาล โดยที่มีทนายความเป็นผู้มีส่วนร่วมกับ แม่น้ำสายนี้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีดังกล่าวสุดท้ายแล้วเมื่อน้ำไหลไปสุดสายผู้บริสุทธิ์ เหล่านั้นต่างได้รับผลกระทบจากโทษที่ถูกตราออกมาบังคับใช้ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเจ็บปวด ขนาดไหนถ้าผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นต้องโทษข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต หากเราลองมองลึกลงไป ถึงเจตนารมณ์ในการตรากฎหมายอาญาขึ้นมาบังคับใช้ เราก็จะพบว่ากฎหมายอาญาคือ กฎหมายที่ใช้บังคับเพื่อให้คนจำนวนมากในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ได้เป็นกฎหมาย ที่ใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดเพื่อตอบสนองความผิดที่พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำลงไปแบบที่ เรียกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพราะการทำเช่นนั้นนอกจากจะเป็นการไม่ให้โอกาสแก้ตัวแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจจะส่งผลเสียทางด้านลบในอีกหลาย ๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ตามในสังคมเราก็ประกอบด้วยคนหลายรูปแบบ บางคนทำความผิดแล้วก็อาจจะ เอามาเป็นบทเรียนไม่ทำความผิดซ้ำอีก แต่สำหรับบางคนก็ยังคิดจะทำความผิดซ้ำสอง หรือหลายครั้งแล้วกลับมาทำความผิดเดิมซ้ำ สำหรับกรณีนี้แนวคิดข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ก็อาจจะเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้คนจำนวนมากในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมายอาญาขึ้นมาบังคับใช้ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า เราควรให้โอกาสคนที่กระทำความผิด แต่สำหรับบุคคลที่กระทำความผิดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดิฉันคิดว่าเขาเหล่านั้นได้ใช้โอกาสไปหมดแล้วค่ะ ดังนั้นข่มขืนเท่ากับประหารชีวิตก็ดูจะเป็น แนวคิดที่สมเหตุสมผล ด้วยความเห็นที่หลากหลายในสังคมเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรม การฆ่าข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน รวมถึงกระทบต่อจิตใจ ของคนในสังคมโดยรวมมาหลายทศวรรษ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ต้องศึกษา กันอย่างรอบคอบ ต้องหยิบมาคิดวิเคราะห์และชั่งน้ำหนักกันหลายด้านค่ะ เพราะฉะนั้น เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเรา ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ