เพชรดาว เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ปัญหาความรุนแรง-คดีข่มขืนอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

เพชรดาว โต๊ะมีนา เสนอญัตติด่วนให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมและอาชญากรรมทางเพศที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงจากสังคม จิตใจ และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การพนันและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับบุคคลถึงสังคม รวมถึงการสนับสนุนผู้ประสบเหตุโดยไม่สร้างอุปสรรคจากขั้นตอนราชการหรือทัศนคติทางสังคม และเสนอให้ศึกษาต้นเหตุและแนวทางจัดการอย่างรอบด้านจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยอ้างอิงประสบการณ์จากกลไกฮูกุมปากัตในชุมชนชายแดนใต้เป็นตัวอย่าง

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันขออนุญาตเสนอแทนท่าน ส.ส. มัลลิกา ที่เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไข ปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมและการข่มขืนกระทำชำเรา ปัญหาการใช้ความรุนแรง ในสังคมและอาชญากรรมทางเพศในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำร้าย ร่างกายของคนในครอบครัว การทารุณเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และการข่มขืนกระทำชำเรา สาเหตุที่สำคัญก่อให้เกิดปัญหามากที่สุดได้แก่การเล่นการพนัน และการดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เนื่องจากสภาวะของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ในการดำเนินชีวิตที่มีแต่ความรีบเร่งเห็นแก่ตัว ขาดศีลธรรม มีผลกระทบต่อบุคคลทำให้เกิด พฤติกรรมก้าวร้าว มีความแปรปรวนทางอารมณ์ เก็บกด อาฆาต เกิดความขัดแย้ง และไม่มี ความรับผิดชอบ ขาดความตระหนักในบทบาทและหน้าที่ และมักใช้ความรุนแรงในการตัดสิน ปัญหาส่งผลกระทบต่อสังคม กลายเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมก่ออาชญากรรม ทำร้าย ร่างกายและการฆ่าข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มีการแจ้งความและไม่ได้ แจ้งความ แล้วก่อให้เกิดความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในสังคม ซึ่งเป็น การกระทำที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษจำคุก ประหารชีวิต ก็ไม่เกิดความเกรงกลัว ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจ ของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องหามาตรการ ป้องกันและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมที่ก่อให้เกิดอาชญากรรม การฆ่าข่มขืนกระทำชำเราที่มากขึ้น เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมต่อไป จึงขอเสนอ ญัตติด่วนดังกล่าวเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมและการข่มขืนกระทำชำเรา ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐

ท่านประธานที่เคารพคะ ช่วงปลายปีของทุกปีโทรทัศน์เกือบทุกช่องมักจะ สรุปข่าวเด่น ข่าวดังแห่งปี ดิฉันได้มีโอกาสดูรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งมีการเสนอบุคคล อันตรายแห่งปีให้ประชาชนโหวต ปรากฏว่าผลโหวตติดอันดับ ๒ ใน ๓ คือ กรณีกระทำ ชำเราล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่าจะเป็นกรณีคุณสมคิด พุ่มพวง กรณีลัลลาเบล ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ ปัญหานี้เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา แล้วยังเกิดกับคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น เชื้อชาติ และทุกวัฒนธรรม บทลงโทษทางกฎหมายของแต่ละ ประเทศก็แตกต่างกันไป มีทั้งจำคุกตลอดชีวิต ประหารชีวิต แขวนคอ ฉีดยา และอื่น ๆ บางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีใต้ถือว่าเป็นประเทศในเอเชียที่มีวิธีการลงโทษผู้กระทำ ความผิดในคดีข่มขืนที่น่าสนใจ ได้ผ่านร่างกฎหมายการลงโทษอาชญากรคดีข่มขืนนี้เมื่อ ๒ ปี ที่แล้วด้วยการฉีดยาที่มีฤทธิ์ให้อัณฑะฝ่อ คล้ายกับประเทศจีนที่ฉีดยาให้อวัยวะเพศใช้การ ไม่ได้ต่อไปก็มีคนเห็นต่างว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่ และต้องไม่ลืมว่ากระบวนการ ยุติธรรมผิดพลาดกันได้ และเคยผิดพลาดกันมาแล้ว ดิฉันขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด เกี่ยวกับบทลงโทษทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปลายเหตุ เราควรที่จะเน้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นสำคัญในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม รวมทั้งค่านิยมของสังคมไทย วัฒนธรรมให้ชายเป็นใหญ่ รวมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ระดับบุคคล ครอบครัว คนส่วนใหญ่ทราบว่าการเลี้ยงดูบุตรถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ในการสร้างพื้นฐานนิสัยของเด็ก ถ้าเด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบไหน โตมาในครอบครัว ที่พ่อแม่ทะเลาะกันตีกันทุกวัน หรือพ่อแม่ใช้ความรุนแรงต่อลูกทั้งหมด สร้างความรุนแรง ทางอารมณ์ต่อตัวคน ๆ นั้นได้ มีผลสำรวจว่าการเกิดการล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พบว่าผู้กระทำนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนหากแต่เป็นคนที่รู้จักแล้วก็ ไว้วางใจใกล้ชิด สิ่งที่ทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ ก็คือพฤติกรรมอย่างที่บอกว่าค่านิยม ของสังคมไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น สิ่งที่กระตุ้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ สารเสพติด ความผิดปกติ ทางจิต ความอ่อนแอของผู้ถูกกระทำ และปัจจัยที่ก่อให้เกิดไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ การควบคุมอารมณ์ทางเพศ การชิงทรัพย์ เมื่อเกิดเหตุแล้วความที่จะกล้าหรือไม่กล้าที่จะ บอกใคร หรือบอกตำรวจก็อาจจะโยงถึงการนำเสนอผลทางสังคม วัฒนธรรม ก็มีส่วน ในการที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางเช่นกัน การล่วงละเมิดทางเพศทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย แล้วก็กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไม่กล้าที่จะแจ้งความกับตำรวจ ในต่างประเทศก็เช่นกันมีตัวอย่างของประเทศอังกฤษเขาบอกมีรายงานว่ามีผู้ถูกกระทำเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ถึงแม้จะบอก คนอื่น แต่ก็ไม่กล้าที่จะแจ้งกับตำรวจ ซึ่งน่าสนใจว่าตรงนี้เป็นด้านลบประการหนึ่งทำให้ เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด ข่าวการละเมิดของสื่อ การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ การที่ไม่มี พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีความจำเป็นมากในการทำงานเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับ ทางเพศ ซึ่งขั้นตอนในการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือการสอบปากคำเบื้องต้นจากผู้ถูกกระทำ ซึ่งต้องถามเรื่องของเหตุการณ์อย่างละเอียด วันเวลาใครทำที่ไหน อย่างไร และบ่อยครั้งที่เรา พบว่าพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นชายจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทำให้ผู้ถูกกระทำมีความเครียดสูง ไม่อยากจะตอบ แล้วก็รู้สึกอับอายไม่อยากจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางกรณีผู้กระทำ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอิทธิพลไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกระทำและครอบครัว เนื่องจากเกรงกลัวในเรื่องของอิทธิพล แล้วก็มีการแสดงออกเชิงอำนาจที่เหนือกว่า เมื่อพูดถึง ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม จำเลยอีกอันหนึ่งที่ในสังคมไทยพูดถึงนั่นคือละครไทยค่ะ ด้วยเหตุมักนำเสนอการข่มขืนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรง เป็นเรื่องที่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณี พระเอกข่มขืนนางเอก หรือตัวอิจฉาที่ถูกข่มขืนให้คนดูสะใจว่าเป็นบทลงโทษต่อความเลว ด้วยการนำเสนอภาพเหล่านั้น ฉะนั้นละครไทยก็เป็นอีก ๑ จำเลยที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนให้มี การเพิ่มอัตราการข่มขืนขึ้นในสังคมไทย แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลวิจัย จะไม่มีสถิติให้มาอ้างอิงนะคะ

สุดท้ายท่านประธานที่เคารพคะ ในส่วนของชุมชนดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง ชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายหมู่บ้านมีเรื่องของฮูกุมปากัตเป็นภาษามลายู ฮูกุม แปลว่า กฎ ปากัต แปลว่า ร่วมกัน ก็คือการตั้งกฎร่วมกันของชุมชนมาร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนแล้วก็มาตรการที่จะป้องกันชุมชนของเขาได้อย่างไร สร้างสภาพแวดล้อม ในชุมชนให้มีความปลอดภัย สร้างความไว้วางใจเป็นเครือข่ายป้องกันปัญหาความรุนแรง ในชุมชนในทุกรูปแบบ มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติการข่มขี่ทางเพศ มีการตกลงร่วมกัน ในการใช้บทลงโทษ เช่น ไม่อนุญาตให้ผู้ที่กระทำผิดนั้นเข้าร่วมงานในชุมชน หรือไม่ก็ไม่ให้ เข้าไปในพื้นที่ในชุมชนนั้นในระยะเวลาที่เขากำหนดด้วยกันเอง เรื่องนี้มีทั้งเรื่องของปลายน้ำ ที่เป็นเรื่องของกฎหมาย เป็นเรื่องของนโยบาย การทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานหลายกระทรวง กลางน้ำเป็นเรื่องของสังคม วัฒนธรรม ค่านิยม และต้นน้ำเป็นเรื่องของบุคคล ครอบครัว ความเป็นมาของผู้กระทำผิดทำให้เขาเติบโตมาจนถึงจุดที่ทำความผิดนี้ซึ่งเป็นวงจรที่ใหญ่ ดิฉันเห็นว่าสมควรที่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้ ความรุนแรงในสังคมและการข่มขืนกระทำชำเรา ขอบคุณค่ะ