พิมพ์รพี สนับสนุนตั้งกรรมาธิการคดีข่มขืน ย้ำป้องกันต้นเหตุ-เร่งแก้กฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการศึกษาป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมการข่มขืน โดยเน้นข้อมูลว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็ก เยาวชน และนักเรียน ซึ่งมักถูกก่อเหตุโดยคนใกล้ชิด จึงเสนอให้เน้นการป้องกันเชิงโครงสร้างผ่านการสร้างครอบครัวและสังคมที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการศึกษาด้านสิทธิและการเคารพกัน แทนการพึ่งพาการเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียว พร้อมตั้งข้อกังวลว่าการเรียกร้องโทษประหารอาจนำไปสู่การฆ่าปิดปากเหยื่อ และเรียกร้องให้ กสทช. กำกับสื่อทั้งออนไลน์และโทรทัศน์เข้มงวดเพื่อไม่ให้แพร่ภาพลามกหรือความรุนแรงที่อาจหล่อหลอมค่านิยมผิดแก่เยาวชน ย้ำว่าคดีข่มขืนต้องไม่ยอมความได้และต้องดำเนินการจับกุมถึงที่สุด พร้อมเสนอแก้กฎหมายให้เหมาะสมและสร้างรากฐานสังคมจากฐานล่างด้วยการส่งเสริมศีลธรรม ความเสมอภาค และการศึกษาเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมตั้งแต่ต้นเหตุ

นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการหาแนวทาง ป้องกันและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมการฆ่าข่มขืนกระทำชำเรา ท่านประธานคะ มีบทวิจัยว่าสถิติของการข่มขืนในประเทศไทยมีถึง ๓๐,๐๐๐ คดี เป็นอันดับ ๑๐ ของโลกค่ะ สถิติทางด้านอายุพบว่าร้อยละ ๖๐ คือเด็กและเยาวชน สถิติทางด้านอาชีพพบว่าร้อยละ ๖๐ คือนักเรียน นักศึกษา กว่าครึ่งหนึ่งคือร้อยละ ๕๓ เกิดขึ้นจากคนคุ้นเคยหรือคนในครอบครัว ปัญหานี้จึงเป็นภัยเงียบที่คุกคามความปลอดภัยของสังคมให้อยู่ในความหวาดกลัวทุกเมื่อ และทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญไม่ว่าจะเป็นคดีต่าง ๆ เช่น เมื่อปี ๒๕๕๗ มีคดีการข่มขืน แล้วฆ่าโยนทิ้งรถไฟของน้องเกม หรือคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ซึ่งเกิดในปีเดียวกัน มักจะมีข้อเรียกร้องให้เพิ่มโทษประหารชีวิตสถานเดียวโดยไม่มี การลดหย่อนผ่อนปรนทั้งสิ้น และหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นการป้องกัน ป้องปรามให้อาชญากร เกิดความกลัวและไม่กล้ากระทำความผิดอีก ดิฉันเห็นด้วยแต่ก็มีความกลัว กลัวลึก ๆ ว่าเหตุนี้ จะเพิ่มโอกาสในการสังหารของเหยื่อ

ข้อ ๑ หนทางลบคือถ้าข่มขืนและถูกประหารชีวิต มีโอกาสมากคนที่ถูกข่มขืน จะถูกฆ่าเพื่อปิดปาก เพราะเกรงกลัวผู้ที่ถูกข่มขืนจะรอดแล้วก็ชี้ตัวผู้กระทำความผิดได้

ข้อ ๒ คือเราต้องคำนึงว่ากระบวนการยุติธรรมอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ กลับไปสิ่งที่ ส.ส. พรรคดิฉันคือคุณสุณัฐชาได้พูดคือเราต้องระมัดระวังกระบวนการจับแพะ ถ้าคนที่เป็นแพะเป็นหนึ่งในครอบครัวของเรา เราต้องคิดว่าจะเกิดความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม อย่างไร แต่อย่างไรก็แล้วแต่ดิฉันก็เห็นด้วยว่าคดีข่มขืนนี้ควรที่จะได้รับการดูแลและได้รับ การตัดสินอย่างเป็นธรรม ส่วนตัวดิฉันคิดว่าโทษที่มีอยู่นี้โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต ไว้อยู่แล้ว แต่ดิฉันคิดว่าการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะว่าการเพิ่มโทษ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ดิฉันขอเสนอประเด็นหลักในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งจะป้องกันการก่อเหตุรุนแรงนี้ได้ ๓ ประการค่ะท่านประธาน

ประการที่ ๑ เริ่มต้นสิ่งที่เล็กที่สุด ใกล้ที่สุด อยู่ใกล้เราที่สุดคือสังคมของเรา สถาบันครอบครัวเกินครึ่งของผู้ที่ถูกละเมิดเกิดจากคนในครอบครัว คนที่คุ้นเคย เป็นความจำเป็น ที่สุดที่พ่อแม่และครอบครัวจะต้องให้ภูมิคุ้มกันทางสังคม เริ่มต้นจากการให้ความอบอุ่น ในครอบครัวที่ดี สั่งสอนอบรม ที่สำคัญที่สุดคือต้องสอนให้เด็กและเยาวชนปฏิเสธการใช้ ความรุนแรง ปฏิบัติต่อเพศตรงข้ามด้วยความเคารพ รักเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สอนให้ลูกรู้จักระมัดระวังตัวเองไม่ให้เข้าสู่ทางเสื่อม คบเพื่อนที่ไม่ดี หรือเสพสื่อลามก จนเป็นเหตุสู่ความเสี่ยง สอนให้ลูกรู้จักป้องกันตัวเอง ไม่เพียงแต่ว่าระมัดระวังและต้อง ป้องกันด้วย โดยสถานศึกษาต้องเพิ่มหลักสูตรความรู้เรื่องสิทธิเพศที่ชายหญิง มีความเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกันและการป้องกันตัวเองได้ด้วย

ประการที่ ๒ เรื่องของสื่อ การควบคุมสื่อ เนื้อหานำเสนอผ่านสื่อและความ รับผิดชอบต่อสื่อในสังคม ปัจจุบันนี้ในโลกแห่งโลกาภิวัตน์เราต้องทราบว่าสื่อออนไลน์ (Online) ควบคุมได้ไม่ง่าย แต่รัฐจะต้องพยายามเต็มที่ที่เข้าควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) ให้มีความเป็นธรรมสร้างความเสมอภาคของสังคมและไม่เป็นสิ่งเร้าต่อสิ่งนี้ แต่ที่น่าคิดคือ สื่อหลักทางทีวี (TV) กสทช. เป็นผู้รับผิดชอบสื่อหลักนี้ กสทช. ควรเข้าไปดูแลเนื้อหาให้มี การนำเสนอไม่ให้มีความก้าวร้าว หยาบคาย ใช้ความรุนแรงคุกคามทางเพศจนเป็นการสร้าง ค่านิยมที่ผิดว่าสามารถกระทำได้ รายการส่วนมากมีการใช้คำหยาบเป็นกิจวัตร ใช้มุกสองแง่ สองง่าม ละเมิดทางเพศทั้งกาย วาจา และท่าทาง ซึ่งสิ่งนี้เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตัวอย่างเช่น พิธีกรชายทำท่าหยอกเอินกับแขกรับเชิญหญิง หรือพิธีกรหญิงทำท่าเจ้าชู้ใส่แขกรับเชิญผู้ชาย ใช้ถ้อยคำล่อแหลม เช่นดิฉันสังเกตเห็นว่าในบางรายการพิธีกรตลกพูดกับนักศึกษาว่าน้องคะ มีค่าเทอมไหม มีคนเลี้ยงหรือเปล่า มีการแตะเนื้อต้องตัวกันอย่างจงใจ แล้วคนดูก็ส่งเสียง หัวเราะเหมือนกับว่าสิ่งที่ทำถูกต้อง อันนี้เป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด ย้ำที่ท่านแพทย์หญิง เพชรดาวได้พูดในละคร มีการใช้ความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง พระเอกสามารถข่มขืนนางเอกได้ อ้างเรื่องของความรัก โจรสามารถทำให้ตัวอิจฉาถูกข่มขืนได้โดยอ้างว่าแก้แค้น คนดูรู้สึกสะใจ สิ่งเหล่านี้บ่มเพาะให้เยาวชนซึมลึกกับค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง เป็นผลร้ายกับสังคมในระยะยาว ในทางกลับกันดิฉันอยากให้คิดว่าถ้าเราลดฉากรุนแรงนี้ แล้วเสนอฉากให้เห็นว่าหลังการก่อความ รุนแรงกับเหยื่อ ครอบครัวหรือผู้รับผลรู้สึกอย่างไร ดิฉันกลับไปดูในเว็บไซต์ (Website) ของอัมรินทร์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๑ น้องแก้ม แม่ของน้องแก้มเหยื่อที่ถูกสังหารแล้วก็ โยนจากรถไฟเขียนว่าภายหลังที่ครอบครัวสูญเสียน้องแก้ม ครอบครัวตนเองก็พัง เนื่องจาก ช่วงที่น้องแก้มเสียชีวิตตนเองเดินทางไปอยู่ที่วัดไม่มีเวลาให้กับพี่สาวของน้องแก้ม ทำให้ลูก ไปคบหาเพื่อนที่ไม่ดีและติดสารเสพติดอยู่พักหนึ่ง ครอบครัวจึงต้องคุยกับลูกจนทราบสาเหตุ ว่าที่ลูกทำอย่างนี้เพราะลูกรู้สึกเหงาไม่มีน้องแก้มซึ่งเคยเป็นเพื่อนเล่นมาแต่ก่อน และรู้สึก เศร้าใจที่แม่ไปแต่ที่วัดไม่มีเวลาให้ลูกจนทำให้ลูกขาดที่พึ่งและไม่มีคนคอยให้คำปรึกษา แต่โชคดีว่าตอนนี้ลูกกลับใจได้แล้ว เรื่องนี้ไม่เคยมีใครอ่านตามต่อไป เพราะฉะนั้น กสทช. ควรต้องตักเตือนให้รายการพวกนี้ทบทวนเนื้อหาของตัวเองในเรื่องของการสร้างความรุนแรง เป็นเหตุของอาชญากรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ไม่ใช่คำนึง แต่เรตติง (Rating) อย่างเดียว ไม่ใช่เข้าไปตรวจสอบและปิดประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวกับการเมือง รู้สึกว่าการเมืองนี้ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอย่างเดียว เพราะเรื่องทางสังคมก็ส่งผลกระทบในวงกว้างกับสังคม เช่นกัน อย่าให้สื่อที่ไม่ดีกลายเป็นผู้สร้างปัญหา สร้างค่านิยมที่ไม่ถูกต้องกับเยาวชน

ประการที่ ๓ เรื่องการจับกุมดำเนินคดี ที่สำคัญที่สุดคือรัฐต้องมีความเด็ดขาด รัดกุม และรวดเร็ว ดูแลเหยื่ออย่าให้เหยื่อรู้สึกว่าถูกกระทำซ้ำสองอีกครั้งหนึ่ง และหากเรา คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องของกฎหมาย สิ่งที่น่าคิดคือการทำให้คดีข่มขืนเป็นสิ่งที่ยอมความ กันไม่ได้ต้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด และควรเสนอที่จะปรับแก้โทษให้มีความเหมาะสม เช่น ถ้าหากก่อเหตุข่มขืนแล้วฆ่าหรือข่มขืนไม่ควรได้รับการหย่อนโทษ อย่างไรก็แล้วแต่ที่กล่าว มาแล้วการแก้กฎหมายเป็นเรื่องแก้ที่ปลายเหตุ ดิฉันจึงเสนอให้สังคมหรือรัฐได้คิดแบบ พีระมิดหัวกลับคือคิดที่ประชาชนเป็นฐาน เริ่มขึ้นจากฐานที่สร้างรากฐานสังคมให้แข็งแรง ยึดมั่นในศีลธรรมจรรยา สร้างส่งเสริมขัดเกลา จิตใจตัวเอง เด็ก เยาวชน และพ่อแม่ สร้างภูมิคุ้มกันโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควบคู่ ไปกับการแก้ไขบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ นั่นคือการให้การศึกษาและความเหลื่อมล้ำ ขอบคุณท่านประธานค่ะ