อนุสรี ทับสุวรรณ หารือปัญหาการข่มขืน คุกคาม และการล่วงละเมิดทางเพศที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาพแวดล้อมออนไลน์ อาชีพ และปัญหาสุขภาพจิต โดยเน้นย้ำถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกกลุ่มอายุและเพศ รวมถึงกรณีผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกัน ปรับปรุงกฎหมาย และเสริมสร้างกลไกคุ้มครองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขทั้งในมิติกฎหมาย สังคม และจิตใจของผู้เสียหาย
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ตามที่ท่านประธานสภาได้อนุญาตให้ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย นำเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางและมาตรการในการป้องกันและแก้ปัญหาเกี่ยวกับการข่มขืน กระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ดิฉันขออนุญาตนำเรียนในเรื่องของเหตุผลที่จะเสนอ ญัตติดังกล่าว ดังนี้
ด้วยปัจจุบันการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นมานานในสังคมไทยและมีแนวโน้มในการกระทำความผิดเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และการ กระทำความผิดจากการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยมีทั้งคดีที่มีการแจ้งความร้องทุกข์และไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ เมื่อนับรวมแล้วอาจมีคดี ดังกล่าวในประเทศไทยมากถึง ๓๐,๐๐๐ คดีด้วยกัน ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดคดีข่มขืนในประเทศไทยพบว่ามาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด และอาชีพที่ก่อคดีมากที่สุดคืออาชีพลูกจ้างทั่วไป คนว่างงาน นักเรียน และนักศึกษา ส่วนอาชีพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคดีข่มขืนพบว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา และเด็ก สาเหตุหนึ่ง มาจากการซึมซับความรุนแรงผ่านสังคมออนไลน์ (Online) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นความรุนแรงที่สะสมได้ถูกระบายออกไปกระทำต่อผู้อื่น เห็นได้ว่าคดีดังกล่าว มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบและยั่งยืนก็จะก่อให้เกิดความเสียหาย ความปลอดภัยในชีวิตร่างกาย เสรีภาพ และจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันจะมีการตราพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยมีสาระสำคัญในการปรับปรุงและแก้ไขบทบัญญัติความผิด เกี่ยวกับเพศ เพื่อให้ชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการกระทำชำเราตามธรรมชาติและ ปรับปรุงบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับเพศบางประการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ กฎหมายให้ความคุ้มครองบุคคลซึ่งถูกกระทำทางเพศกลุ่มต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เช่น เด็ก ผู้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้กระทำและผู้ซึ่งไม่สามารถปกป้องตนเองได้ เพื่อมาแก้ไขปัญหา ดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นระบบและยั่งยืน ปัญหา การข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศจึงเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะ ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนและเป็นระบบ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ประโยชน์สำคัญของแผ่นดินและมีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางและมาตรการในการป้องกันและแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ซึ่งเหตุผลและรายละเอียดดิฉันจะขอ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
เนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศเป็นการแสดงถึงความรุนแรงทางเพศด้วย นอกเหนือจากการกระทำการข่มขืนกระทำชำเรา การล่วงละเมิดทางเพศนั้นส่งผลกระทบ ต่อผู้ถูกกระทำทั้งทางร่างกายและจิตใจ และเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ทั้งในครอบครัวตัวเอง สถาบันการศึกษา สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน ที่สำคัญทั้งการข่มขืน กระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเดิมถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ แต่ปัจจุบันสตรี เด็ก ผู้หญิง ตอนนี้ไปถึงหญิงชราไม่ใช่แค่ผู้ถูกกระทำเท่านั้นนะคะ ตอนนี้ ข่าวปัจจุบันเด็กชาย ผู้ชาย หรือชายชราเร่ร่อนตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็กลายเป็นเหยื่อของ การกระทำล่วงละเมิดทางเพศดังกล่าวด้วยแล้ว จากสถิติความรุนแรงทางเพศในประเทศไทย ถ้าเป็นกรณีผู้หญิงช่วงอายุของผู้ถูกกระทำลดลงเรื่อย ๆ เป็นเด็กและเยาวชนอายุ ๕-๒๐ ปี มากที่สุดถึง ๖๐.๖ เปอร์เซ็นต์ อายุรองลงมาที่โดนกระทำคือ ๔๑-๖๐ ปี อายุน้อยที่สุดคือ ๕ ขวบ อายุมากที่สุดคือ ๙๐ ปี น่าเศร้าใจคือมีผู้เสียชีวิตจากสถิติถึง ๒๐ ราย และในจำนวน ๑ วันจะมีผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศถึง ๗ คนต่อวัน จากสถิติการฟ้องร้องการล่วงละเมิด ทางเพศในระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาเด็กผู้หญิง ๑ ใน ๔ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่สำหรับ เด็กผู้ชายเป็น ๑ ใน ๖ ที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ สถิติจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน ๑๓๐๐ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐-๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑ มีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งสิ้น ๔๑๙ คนและถูกกระทำจากบุคคลในครอบครัว ๑๕๑ คน ถูกกระทำจากบุคคลนอกครอบครัว ๒๖๘ คน เด็กช่วงประถมปลายคือช่วง ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ เป็นเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ มากที่สุดและผู้กระทำที่อายุน้อยที่สุดอายุ ๑๒ ปี น่าตกใจกว่านั้นคือทุก ๑ ชั่วโมง เด็กไทย จะตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ๒๐,๐๐๐ รายต่อปี เฉลี่ย ๑๕ นาทีจะมีเด็ก ถูกล่วงละเมิด เพิ่มขึ้น ๑ คน เด็กผู้ชาย นักศึกษาชาย แม้แต่เดิมเราจะมองว่าเป็นเรื่องเลือกปฏิบัติทางเพศ แต่ปัจจุบันความรุนแรงจากการถูก ล่วงละเมิดไม่มีการเลือกเพศแล้ว ผู้ที่อ่อนแอกว่าคือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิแล้วก็ยังถือเป็น ประเด็นของการเคารพในความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติ การไม่ทำร้าย การไม่ใช้ความรุนแรง ทางร่างกายต่อกัน ที่น่าตกใจก็คือผู้ที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศข่มขืนกระทำชำเรา ต่อเด็กและสตรีนั้นจำนวน ๕๓ เปอร์เซ็นต์เป็นบุคคลที่รู้จักและคุ้นเคยและเป็นบุคคลที่อยู่ ในครอบครัว ๓๘.๒ เปอร์เซ็นต์ที่รองลงมาคือคนแปลกหน้า และ ๘.๘ เปอร์เซ็นต์คือคนที่ รู้จักกันผ่านสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) จากสถิติที่ดิฉันกล่าวมานั้นเป็นจำนวนของ ผู้หญิงและชายที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรามากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคือการล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศ เพราะสามารถเกิดได้กับทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ชาย และบุคคลหลากหลาย ทางเพศ เป็นการกระทำต่อผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ว่าจะด้วยสภาพใด ๆ ที่ผู้กระทำจะมีอำนาจ พละกำลังสถานะที่มากกว่าผู้ถูกกระทำ หากถามในที่ประชุมนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่จะ จัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้หรือ ดิฉันทราบว่าที่ประชุมนี้ตอบว่ามี ประเทศไทยเรามีกฎหมาย ที่กล่าวถึงการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ ที่กำหนดให้การรังแก ข่มขืน คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท และหากการกระทำในสาธารณสถานต่อหน้าธารกำนัล หรือส่อไปในทางล่วงเกินทางเพศ รวมทั้งหากการกระทำนั้นกระทำโดยผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือกว่าผู้ถูกกระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน กฎหมาย ในส่วนของภาคเอกชนก็มีคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่คุ้มครอง แรงงานในระบบที่ห้ามไม่ให้นายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงานกระทำการ ล่วงเกินคุกคามหรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง ข้าราชการพลเรือนก็ได้รับ ความคุ้มครอง เพราะมีในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ พนักงาน รัฐวิสาหกิจก็มี แต่แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายในเรื่องนี้ แต่สถานการณ์การล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศก็ยังเป็น ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องรุนแรงมากขึ้นทุกสาขาอาชีพ และการถูก คุกคามทางเพศก็กลายเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าสามารถเกิดขึ้นได้ไม่แปลกอะไร และผู้ถูก ล่วงละเมิดก็เกิดความอับอายไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวให้ผู้อื่นรับรู้ มีความกลัว ไม่กล้าเอาผิด กับผู้กระทำ และถ้าผู้กระทำเป็นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหรือสถานะเหนือกว่าก็ยิ่งทำให้ผู้ถูกกระทำ นั้นไม่กล้าฟ้องร้องเอาผิด แต่ถ้าเกิดกับเด็กล่ะคะ ยิ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคม เพราะเด็ก แทบไม่รู้ว่านี่คือการล่วงละเมิดทางเพศ การให้ความรู้กับเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องถูกบรรจุ อยู่ในหลักสูตรและพ่อแม่ก็ควรต้องสอน ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็อาจจะต้องได้รับการอบรม ด้วยซ้ำ สิ่งที่โหดร้ายกว่านั้นสำหรับเด็กก็คือผู้ที่กระทำต่อเด็กนั้นมักจะเป็นคนที่เด็กคุ้นเคย หรือเป็นคนในครอบครัว และบางกรณีเป็นคนที่เด็กสืบสายเลือด และแม้แต่กระทั่งเป็นครู เมื่อคนเหล่านี้กระทำความผิดต่อเด็กแล้วเขาก็จะพยายามปกปิดเรื่องโดยกดดันเด็กต่าง ๆ นานา เด็กจะเกิดความอับอาย ความกลัว ไม่กล้าเล่าเรื่องให้ใครทราบ และร้ายกว่านั้นคือ บางกรณีคนในครอบครัวก็ปกปิดกันเองด้วย ดังนั้นการสอนให้เด็กรู้จักการป้องกันตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความรู้ สังคมต้องเข้ามาช่วย แล้วกฎหมายสำหรับการคุ้มครองเด็ก มีหรือเปล่า ประเทศไทยเรามีค่ะ กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่กฎหมายนี้เพียงพอหรือไม่ในปัจจุบันที่จะช่วยแก้ไขปัญหานั้นจนสุดทาง ถ้าการพิจารณา ตัดสินลงโทษนั้นดิฉันคิดว่าเราต้องมาพิจารณาแล้วว่าเพียงพอหรือเปล่า กระบวนการ วิธีการ ช่วยเหลือ เยียวยา บำบัดผู้ถูกกระทำไม่ควรหยุดอยู่แค่การลงโทษแล้วจบ แต่การเยียวยา จิตใจสำหรับเด็กก็มีความสำคัญกว่า เรามีคำศัพท์ความรุนแรงในครอบครัว เรามีกฎหมายเรื่องนี้ เราให้โอกาสผู้กระทำมีการกลับตัว เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวภายหลังการถูกลงโทษ ท่านประธานสภาที่เคารพคะ การล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนกระทำชำเราต่อเด็กที่เป็นคนในครอบครัว เราจะถือว่า เป็นความรุนแรงในครอบครัวหรือเปล่า เพราะเด็กที่ถูกกระทำเขาควรต้องได้รับการคุ้มครอง ดูแล ที่ไหน อย่างไร นานแค่ไหน และหากผู้กระทำเมื่อได้รับการลงโทษสิ้นสุดแล้วเขาควรจะ กลับคืนสู่ครอบครัวได้ดังเดิมหรือเปล่า เพราะมันไม่ใช่การทารุณกรรมทำร้ายร่างกาย แต่เป็นตราบาปและเป็นความรู้สึกที่มันเป็นบาดแผลในจิตใจ เด็กซึ่งภายหลังเติบโตขึ้น เขาควรจะได้รับความคุ้มครองอย่างไรต่อไป นี่คือสิ่งที่เราต้องศึกษา แก้ไข ปรับปรุงให้ไปจนจบ สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดเรื่องการให้อภัย แต่บาดแผลที่เกิดจากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัว ดิฉันมองเห็นว่าควรมีการศึกษาพิจารณา เป็นการเฉพาะเจาะจง แยกจากเรื่องสตรีที่ถูกข่มขืนจากบุคคลอื่น เพราะถ้าบุคคลที่ก่อการนั้น เป็นพ่อ เป็นตา เป็นปู่ของเด็กนั้นเราจะดูแลเด็กอย่างรัดกุมอย่างไรให้เขาได้รับความคุ้มครอง จนถึงที่สุด และเช่นเดียวกันบุคคลที่มีอาชีพที่ต้องดูแลเด็กแทนพ่อแม่คือครู หากมีการกระทำ ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กแล้วต้องมีบทลงโทษที่หนักกว่าการย้ายโรงเรียน เพราะถือเสมือน เป็นบุคคลที่ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าอาชีพอื่น และเขาต้องมีหน้าที่เป็นผู้ให้ต่อเด็ก เมื่อเทียบกับพ่อแม่ คณะกรรมการสอบสวนที่ต้องมีต้องไม่ใช่แค่ข้าราชการด้วยกันเอง และไม่ใช่การลงโทษแค่การย้ายโรงเรียน แต่ต้องเยียวยาเด็กให้สุดทางจนถึงช่วงวัยที่เขาเป็น ผู้ใหญ่ เด็กชายที่ถูกล่วงละเมิดแม้กระทั่งบวชเป็นเณร เป็นพระ ข่าวเมื่อเช้านี้ดิฉันคิดว่า หลายท่านคงทราบเกิดที่บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ตรงนี้นี่ล่ะคะ เด็กผู้ชายจำนวนมาก ถูกพระสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการล่วงละเมิดทางเพศ ตรงนี้บทลงโทษจะจบแค่การสึกลงโทษ ในระยะเวลาที่ไม่นานแล้วออกไปเพื่อบวชใหม่หรือเปล่า ตรงนี้ดิฉันคิดว่าสำคัญ
นอกจากเด็กแล้วสตรีผู้สูงอายุก็มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการถูก กระทำความรุนแรงมากกว่าบุรุษผู้สูงอายุถึง ๒ เท่า โดยเฉพาะอายุระหว่าง ๗๐-๘๙ ปี ที่อยู่อาศัยลำพังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในสถานที่อาศัยที่ไม่ปลอดภัย มีสถิติถูกข่มขืน ถูกล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้น ๆ จากผู้เสพยาบ้าหรือผู้ที่เป็นโรคจิต สังคมไทยกำลังเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ จึงควรมีการทบทวนเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการละเลย ทอดทิ้ง ทารุณกรรม และการกระทำรุนแรงต่อสตรีผู้สูงอายุอีกด้วย
ด้วยเหตุผลที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดด้วยสถิติตัวเลขสถานการณ์ ความรุนแรงในเรื่องการข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศที่มีมากขึ้นนั้น กฎหมาย ที่มีอยู่สมควรได้รับการปรับปรุงหรือมีมาตรการเสริมในการปกป้องคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำ ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทุกเพศสภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาหาแนวทางและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเรา และล่วงละเมิดทางเพศค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ