บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือการแยกประเภทพืชเสพติด โดยเสนอให้พิจารณาแยกกัญชา กัญชง และกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามองค์ประกอบของสารเคมีเฉพาะ เช่น THC และ CBD เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอโอกาสท่านประธานและท่านสมาชิกอภิปรายสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อศึกษา สอบหาข้อเท็จจริงเรื่องกัญชา กัญชง และกระท่อมตามญัตติที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านเสนอให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้อภิปราย เพื่อสนับสนุนญัตติของท่านสมาชิกเหล่านั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอกล่าวข้อมูล พื้นฐานในปัจจุบันว่ากัญชา กัญชงและกระท่อมนั้นเป็นพืชยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เฉพาะกัญชาและกัญชง ๒ พืชนี้เท่านั้น ที่ติดกฎหมายยาเสพติดของยูเอ็น (UN) หรือองค์การสหประชาชาติ ส่วนกระท่อมนั้น ติดเฉพาะกฎหมายยาเสพติดของประเทศไทยและของประเทศพม่า แม้แต่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซียก็ไม่ใช่เป็นพืชยาเสพติดนะครับ เข้าใจว่ากระท่อมนั้นที่ติดอยู่ในร่างแห ของยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เพราะเหตุว่ารัฐบาลสมัยนั้นต้องการที่จะเลิกฝิ่นก็ปรากฏว่า มีผู้เสพฝิ่นหันมาเสพกระท่อมรัฐบาลก็อยากจะตามไปเก็บภาษีกระท่อมด้วยก็เลยเป็นที่มา อันนี้มีผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยได้พูดไว้นะครับ เพราะฉะนั้นกระท่อมจึงมีโอกาสเป็นพืช ที่จะสามารถหลุดจาก บัญชียาเสพติดให้โทษได้ก่อนกัญชาและกัญชง ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งกัญชาและกัญชงนั้น เป็นพืชอยู่ในตระกูลเดียวกันที่เรียกว่าแคนนาบีส (Cannabis) และอยู่ในสปีชีส์ (Species) เดียวกันก็คือสปีชีส์ (Species) ซาติวา (Sativa) ส่วนซับ สปีชีส์ (Sub species) ก็คือว่าเป็น ตระกูลที่เล็กลงไป กัญชานั้นเป็นซับ สปีชีส์ (Sub species) อินดีกา (Indica) กัญชงนั้นเป็น ซับสปีชีส์ (Sub species) ซาติวา (Sativa) หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ กัญชา เขาเรียกแคนนาบีส (Cannabis) ส่วนกัญชงเขาเรียกว่า เฮมป์ (Hemp) ซึ่งทั้งกัญชาและกัญชงในปัจจุบันนี้ ดูภายนอกแล้วก็เหมือน ๆ กัน ต่างกันที่สารเคมีที่จะสกัดได้ ในพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกในที่สูง ในที่ที่มีอากาศหนาวเย็นความกดอากาศต่ำ กัญชาก็จะให้สารที่มีซีบีดี (CBD) สูง พอมาปลูก ในที่ที่มีระดับน้ำทะเลก็จะได้ทีเอชซี (THC) ที่สูง ยกตัวอย่างกัญชา กัญชง ซึ่งเป็นพืชคล้าย ๆ กันชาวบ้านเขาอาจจะแยกไม่ออก ถ้าปลูกที่จังหวัดสกลนครอาจจะได้ซีบีดี (CBD) เยอะ ถ้ามาปลูกที่จังหวัดระยองอาจจะได้ทีเอชซี (THC) เยอะ ซึ่งทั้งทีเอชซี (THC) และซีบีดี (CBD) นั้นก็เป็นสารเคมีที่ทางการแพทย์สามารถตรวจได้ ซึ่งเรียกรวมว่าแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) ซึ่งแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) นั้นเป็นสารนับร้อย ๆ ตัวที่อยู่ใน กัญชา ดังนั้นจึงไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไรสำหรับต้นพืชที่กฎหมายนั้นได้เขียนว่า กัญชา กัญชง กระท่อม เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ความจริงผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญ หากตั้งสำเร็จในที่ประชุมแห่งนี้ช่วยไปแยกต้นกัญชา กัญชง และกระท่อม ให้เป็นพืชเสพติด หรือไม่ใช่พืชเสพติดก่อน แล้วยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เอาเฉพาะตัวทีเอชซี (THC) มาขึ้นทะเบียนแทน เพราะปัจจุบันเรารู้มากกว่าความเป็นพืช แต่เรารู้ว่าสารเมาคือทีเอชซี (THC) ส่วนสารซีบีดี (CBD) นั้นปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่สารเมา แต่เป็นสารที่สามารถนำมาทำเป็น อาหาร สามารถมาทำเป็นเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ แล้วก็มีมูลค่าสูงมาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะนำร่องไว้ว่าพืชเสพติดก็ให้เหลือแต่กัญชาอย่างเดียว ส่วนพืชไม่เสพติด ก็เอากัญชงกับกระท่อมไป จะอภิปรายเกินไปสักนิดหนึ่งพืชเสพติดเอาฝิ่นไปด้วย ประเทศไทย ก็มีการปลูกฝิ่น ต้นพืชก็ไม่ใช่จำเลย แต่ตัวสารที่อยู่ในต้นพืชต่างหากที่เป็นสารเสพติด ปัจจุบันเราปลูกฝิ่นได้ แต่เราต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อย่างเช่นที่ท่านรัฐมนตรี ท่านได้นำเรียนเมื่อตอนช่วงแรกว่ามูลค่าจำนวนมากที่เราจะต้องสูญเสียไปจากการนำเข้าฝิ่น เพราะฉะนั้นเราแยกกฎหมายเสียให้พืชเป็นพืชเสพติดกับพืชไม่เสพติด แล้วพืชนั้นเราไปแยกสาร ให้สารที่เป็นสารเมาสารเสพติดไปขึ้นทะเบียนเป็นยาเสพติดให้โทษ ในกรณีนี้ก็เป็นยาเสพติด ให้โทษประเภท ๕ เพื่อไม่ให้ต้นไม้นั้นเป็นจำเลยของกฎหมาย แล้วการที่เอากัญชา กัญชง ไปปลูกในแต่ละภูมิประเทศ ภูมิอากาศมันก็มีการกลายสารที่เป็นองค์ประกอบของมัน กรมวิชาการเกษตรจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องวิจัยซึ่งไม่เกินความสามารถของนักวิจัยประเทศไทย อย่างแน่นอน ต้องให้เกิดความเสถียรให้ทีเอชซี (THC) มันนิ่ง ปัจจุบันกฎหมาย อย. ของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าถ้ากัญชามีทีเอชซี (THC) ต่ำกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ใช่ สิ่งเสพติด เพราะฉะนั้นถ้าเกิน ๑ เปอร์เซ็นต์อันนี้ก็เป็นสารเสพติด แต่เมื่อเอามาสกัดเป็นทีเอชซี (THC) ซีบีดี (CBD) แล้วถ้าได้ซีบีดี (CBD) ก็สามารถหลุดออกจากความเป็นสารเสพติดไปได้เลย เอาไปทำผลิตภัณฑ์สุขภาพซึ่งมีราคาแพงมาก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยสูญเสียพืชที่เป็น ภูมิปัญญาพื้นบ้านไปจำนวนมากแล้วก็ยังไม่มีการนำมาพัฒนาต่อยอด แต่ผมคิดว่าราษฎร ยังปลูกอยู่ในที่ต่าง ๆ สามารถที่จะรื้อฟื้นนำมาเป็นต้นทุนของพืชของประเทศไทยได้ เมื่อพืชแยกออกมาเป็นพืชที่ไม่เสพติดใครจะดูแลครับ ให้ไปอยู่ใน พ.ร.บ. คุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปี ๒๕๔๒ ซึ่งพืชสมุนไพรจำนวนมากอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยท่านประธาน เพราะฉะนั้น ทำไมถึงจะต้องพูดถึงกัญชง กัญชาจำนวนมากในช่วงนี้ก็เพราะว่ามีนักวิทยาศาสตร์ มีนักการแพทย์จำนวนมากได้ศึกษาวิจัยว่ากัญชานั้นมีสารที่สามารถทดแทนเอนโดแคนนาบินอยด์ ในร่างกาย คำว่า เอนโด (Endo) แปลว่าภายในร่างกาย แต่สารที่มาจากกัญชานั้นคือพืช พืช ภาษาอังกฤษเรียกว่าไฟโท (Phyto) เขาเรียกว่า ไฟโท (Phyto) แคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) สามารถเอาไปทดแทนส่วนที่ร่างกายเสียสมดุลในการขาดแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) ในร่างกาย แล้วก็มีการวิจัยจำนวนมากกว่านับเป็นหมื่น ๆ การวิจัยว่า สามารถนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพแล้วก็การรักษาพยาบาล แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยแพทย์เมืองไทยมีโอกาสศึกษาเรื่องนี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากว่าการจะวิจัยพืชที่ เป็นสารเสพติดจะต้องผ่านคณะกรรมการวิจัยที่เป็นคณะกรรมการยาเสพติดของประเทศซึ่งมี อย. เป็นเลขานุการ แต่ถ้าเป็นวิจัยพืชสมุนไพรอย่างอื่นก็ผ่านเฉพาะคณะกรรมการวิจัยในคน เท่านั้น เพราะฉะนั้นการคลายกฎหมายนี้ออกไปทำให้การศึกษาวิจัยก้าวหน้ามาก เมืองไทย อาจจะเป็นผู้นำในการวิจัย อันนี้กัญชานั้นได้พึ่งกฎหมายปี ๒๕๖๒ นี่เอง แต่ก้าวหน้า มากมายเหลือเกินในขณะนี้ เพราะฉะนั้นประโยชน์อันมหาศาลที่จะทำให้กัญชา กัญชง และ กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรเพื่อยังประโยชน์ทางการแพทย์และการเศรษฐกิจของประเทศนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเร่งด่วนด้วย กราบขอบพระคุณครับ