พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หารือการพัฒนากัญชงและกัญชาอย่างเป็นระบบโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการควบคุมและส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจและการแพทย์ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาการบริหารจัดการพืชกระท่อม กัญชา และกัญชงอย่างรอบด้าน รวมถึงการขยายเวลาการนิรโทษกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาทางเลือกได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คงจะเป็นสุภาษิตไทยที่เหมาะสมกับสถานการณ์กัญชา กัญชง และกระท่อมในประเทศไทย ที่สุดในตอนนี้สิ่งที่ไหม้อยู่คือโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่จะมีพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สิ่งที่ไหม้อยู่ คือตลาดโลกมูลค่ากว่า ๓ ล้านล้านบาทที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำของเอเชีย ในเรื่องนี้ ที่ไหม้อยู่คือคุณค่าของกัญชาที่สามารถจะช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์กว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน พาร์กินสันกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ลมชักกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน รวมถึงตัวของกระผมเองด้วย สิ่งที่จะทำให้ ถั่วสุกได้เร็วขึ้นก็คือเทคโนโลยีบางอย่างที่จะมาสร้างความสบายใจความมั่นใจให้กับสังคมว่า จะไม่มีการลักลอบ จะไม่มีตลาดมืดแล้วก็ไม่มีการผูกขาด เทคโนโลยีที่โลกกำลังนำมาใช้อยู่ สำหรับกัญชา กัญชง และกระท่อมนั้นก็คือเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) เมื่อเรา สามารถที่จะมีเทคโนโลยีในการที่จะคัดประโยชน์แล้วก็ลดโทษของกัญชา กัญชง กระท่อม ได้แล้วการนิรโทษกรรมแล้วความโปร่งใสก็จะตามมา เพราะฉะนั้นการที่ผมจะกระชับหัวข้อ และการใช้เวลาในการอภิปรายของผมในวันนี้ก็คือเรื่องกัญชา บล็อกเชน (Block chain) แล้วก็นิรโทษกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ สำหรับเรื่องแรกกัญชา กัญชง และ กระท่อมนั้นผมคงจะโฟกัส (Focus) ที่เรื่องของกัญชงเป็นหลัก เนื่องจากได้มีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดถึงเรื่องกัญชาแล้วก็กระท่อมไปเรียบร้อยแล้ว ทางโสตขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สำหรับกัญชงนั้นเป็นมากกว่า ยาเสพติดถ้าจะพูดให้ชัดกว่านั้นกัญชงเป็นได้เกือบทุกอย่างยกเว้นยาเสพติด ผมได้ขึ้นไปที่ จังหวัดเชียงรายแล้วก็ได้ไปศึกษาดูว่ากัญชงที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วนั้นเอาไฟเบอร์ (Fiber) มาทำเป็นสิ่งทอ มาทำเป็นเสื้อผ้า ดังรูปทางด้านซ้าย แต่ความเป็นจริงนั้นลำต้น ของกัญชงสามารถทำเป็นสิ่งทอ กระดาษ ชนวน แผ่นไฟเบอร์ (Fiber) นี่ก็คือกราฟทางขวา ส่วนเรื่องของรากกัญชงก็สามารถทำเป็นยาแล้วก็ทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ตัวเมล็ดนั้นทำเป็น น้ำมันปรุงอาหาร เครื่องสำอาง โปรตีนเฮมป์ (Hemp) แล้วก็นม ส่วนใบและดอกก็ทำเป็นพืชคอกสัตว์ ทำคลุมดิน ทำยา แล้วก็ทำน้ำมันกัญชง กัญชากับกัญชงไม่เหมือนกัน กัญชงมีซีบีดี (CBD) เยอะ ทีเอชซี (THC) น้อย ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนกัญชาก็จะมีทีเอชซี (THC) เยอะ แล้วก็มีซีบีดี (CBD) น้อย
หน้าต่อไปครับ สิ่งที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ก็คือจะบอกว่านอกจากตัวที่ คนไทยใช้เอาลำต้นมาทำเป็นเสื้อผ้าเท่านั้น มีทั้งเรื่องของลำต้น ของราก ของเมล็ด ของใบ ดอกมาทำเป็นอะไรบ้าง ผมเอาตัวเลขมาให้สภาแห่งนี้ดูถ้ากัญชงเป็นอุตสาหกรรมที่มี ศักยภาพในการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ถ้าเป็นเมล็ดราคาที่ ๓๗๐ บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเราสกัด เอาโปรตีนออกมาเป็นเฮมป์ (Hemp) โปรตีนจะอยู่ที่ ๖๙๐ บาท ถ้าในเมล็ดนั้นเราบีบหีบ เอาน้ำมันมาเป็นเฮมป์ (Hemp) คุกกิงออยล์ (Cooking oil) จะอยู่ที่ ๙๓๐ บาท เกลียวด้ายกัญชง อยู่ที่ ๘,๕๐๐ บาท ส่วนดอกกัญชงขายกันอยู่ที่ ๒๑,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ถ้าสกัดเป็นน้ำมัน ซีบีดี (CBD) อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันแล้วอยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ บาท ถ้าสกัดเป็นซีบีดี (CBD) สด ๆ เลยที่สกัดออกมาจะอยู่ที่ ๗๕,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับกัญชง ถ้าเราเปรียบเทียบว่าปลูกกัญชงไร่หนึ่งมีมูลค่าเท่าไร สำนักวิชาการของสภาบอกว่าอยู่ที่ ประมาณไร่ละ ๒๘,๐๐๐ บาท ในขณะที่ถ้าเกิดพี่น้องที่จังหวัดเชียงรายปลูกข้าวโพดมีรายได้อยู่ เพียงแค่ ๘,๐๐๐ บาทต่างกันถึง ๓ เท่าครับ
สำหรับเรื่องที่ ๒ คือเรื่องของบล็อกเชน (Block chain) ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องพูดเรื่องนี้ในสภา แล้วก็เชื่อว่าหลายท่านคงจะคิดว่าเรื่องของบล็อกเชน (Block chain) เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่วันนี้มีภาครัฐหลายส่วนที่นำบล็อกเชน (Block chain) เข้ามาใช้ในการทำงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีโครงการอินทนนท์ กระทรวงพาณิชย์ที่เริ่มอยากจะใช้บล็อกเชน (Block chain) เข้ามาตรวจสอบการย้อนกลับ ของเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญก็คือมีคู่มือฉบับนี้ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่ได้ทำให้ ผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐได้ตระหนักถึงนิยาม หลักการ และผลกระทบในการใช้ของ บล็อกเชน (Block chain) ซึ่งผมเชื่อว่ากัญชา กัญชง กระท่อม เหมาะมาก
หน้าต่อไปครับ บล็อกเชน (Block chain) ก็คือเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูล แบบใหม่ที่กระจาย ไม่ได้กระจุก การเก็บข้อมูลจะเก็บเป็นสไตล์ (Style) ดิจิทัล แล้วก็ใส่ในบล็อก (Block) สีฟ้า แล้วต่อกันด้วยโค้ด (Code) ที่จะทำให้มันเป็นเชน (Chain) ออกมา การใช้ เทคโนโลยีแบบบล็อกเชน (Block chain) จะไม่ต้องมีคนกลางในการที่จะควบคุมข้อมูลทำให้ เกิดการผูกขาดได้ยาก แล้วก็มีความโปร่งใสในระบบ ถ้าเราสามารถที่จะเอาบล็อกเชน (Block chain) มาประยุกต์ใช้กับกัญชาด้วยการสร้างคิวอาร์โค้ด (QR code) และพิกัดจีพีเอส (GPS) ในการ ปลูกนั้นมาเก็บเป็นบล็อก (Block) แล้วก็แวลิเดต (Validate) กันเป็นเชน (Chain) ต่อเนื่อง ๆ กันไปก็จะสามารถทำให้ควบคุมการปลูก แล้วทำให้การกระจายโอกาสในการปลูก กระจายเมล็ดพันธุ์ การกระจายยาของกัญชาไม่สามารถที่จะผูกขาดแล้วมีความโปร่งใสแล้วไม่สามารถที่จะลักลอบ ได้ครับ เมื่อเรารู้ถึงคุณค่าของกัญชงแล้วเรารู้วิธีที่จะลดโทษของกัญชา กัญชง กระท่อมไปได้ เรียบร้อยแล้วสิ่งที่ต้องตามมาก็คือเรื่องของนิรโทษกรรม จริงอยู่ว่าได้มีช่วงเวลาที่นิรโทษกรรม กัญชาเมื่อปีที่แล้วเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคมเป็นเวลา ๙๐ วัน ผมเอง ในฐานะผู้ป่วยลมชักมีใบรับรองแพทย์จากต่างประเทศก็ไม่สามารถที่จะนิรโทษกรรมได้ เพราะใบรับรองผู้ป่วยเป็นภาษาต่างประเทศมีหลายท่านที่นิรโทษกรรมไม่ได้เพราะไม่มีกัญชา กัญชงอยู่ในมือเนื่องจากตอนนั้นไม่ได้ป่วย ตอนหาเสียงผมลงไปที่พื้นที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น จังหวัดสุโขทัยแล้วก็ได้เจอเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคลมชักเหมือนผม อายุไม่ต่างจากลูกสาวผม สักเท่าไร ๔-๕ ขวบ ยังไม่มีน้ำมันกัญชาที่จะสามารถรักษาได้ เขากินเทเกรทอล (Tegretol) เหมือน ผมนี่ล่ะ แต่ว่าร่างกายแพ้เทเกรทอล (Tegretol) แล้วต้องการใช้น้ำมันกัญชา ต้องซื้อจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องซื้อจากประเทศแคนาดา ต้องซื้อจากประเทศออสเตรเลีย แล้วก็ โดนดำเนินคดี มีหลายคนที่ปลูกกัญชา กัญชง เพื่อเอาไว้รักษาบุพการีรักษาคุณพ่อคุณแม่ก็โดน คดีเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าการที่เราต้องการหาทางเลือกให้กับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นลูกของเรา หรือเป็นพ่อแม่ของเราไม่ใช่อาชญากรรม แล้วอยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอนิรโทษกรรม เพิ่มเป็นเวลา ๑ ปี ไม่ใช่แค่ ๙๐ วัน แล้วก็ขอให้ศึกษาข้อผิดพลาดในการนิรโทษกรรมเมื่อ ๙๐ วัน ที่ผ่านมา เพื่อที่จะทำให้ประชาชนคนไทยสามารถที่จะเข้าถึงการรักษาทางเลือกในกรณีที่ ยาแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถที่จะรักษาได้ ถ้าเป็นไปได้ตามนี้ก็จะสามารถทำให้พี่น้อง ประชาชนที่ป่วยพาร์กินสัน ๒๐๐,๐๐๐ คน อัลไซเมอร์ ๙๐๐,๐๐๐ คน ลมชัก ๗๐๐,๐๐๐ คน สามารถที่จะเข้าถึงยาตัวนี้ได้
สุดท้ายนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านบางท่านอาจจะบอกว่าทำไมไม่ไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเกษตรและ สหกรณ์ ทำไมไม่ไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำไมไม่ไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข เพราะว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ มันถึงเวลาที่เราจะต้องมองปัญหานี้ให้ครบ ๓๖๐ องศา แล้วก็ทำให้โอกาสของพี่น้องเกษตรกรกลับมาที่จะทำให้มูลค่าของกัญชง กัญชา ให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในเอเชียไม่แพ้ใคร แล้วทำให้คุณค่าของกัญชา กัญชง ถึงมือของผู้ป่วยทั่วประเทศไทย ให้ได้ครับ ขอบคุณครับ