สนธิรัตน์ แจงนโยบายพลังงานดีเซลบี10 ดันใช้น้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชี้แจงนโยบายพลังงานของรัฐในการใช้น้ำมันดีเซลบี10 เป็นมาตรฐานถาวรเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของน้ำมันปาล์ม ลดปัญหาสต็อกล้นและรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์ม พร้อมเสนอมาตรการควบคุมการลักลอบนำเข้าปาล์มน้ำมัน สนับสนุนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการใช้น้ำมัน B20 อย่างยั่งยืนและรักษาเสถียรภาพตลาดในระยะยาว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาถามถึงปัญหาของ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวที่สำคัญของประเทศไทย แล้วก็ปัญหาปาล์มน้ำมันไม่ได้ เพิ่งเกิดขึ้น เป็นปัญหาต่อเนื่องของประเทศไทยมาหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงครับว่า เสถียรภาพราคาของปาล์มน้ำมันมันแกว่งไปแกว่งมาในแต่ละช่วงเวลามาโดยตลอดนะครับ – ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอย่างนี้ครับว่า เรื่องของ ปาล์มน้ำมันนั้นถ้าเราไม่สามารถแก้ทั้งระบบได้ โดยการที่จะดูในส่วนของตัวอุปสงค์ อุปทาน อย่างแท้จริงให้เกิดสมดุลนั้นก็จะเป็นปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณากล่าวถึง ผมอยากให้ข้อมูลอย่างนี้ว่าปาล์มน้ำมันเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงของอุปสงค์ได้ ๒ ทาง ทางหนึ่งก็ไปเพื่อการบริโภคหรือใช้อุตสาหกรรม ตรงนี้จะใช้อยู่ประมาณ ๑ ใน ๓ ทางด้าน อุปสงค์ของปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ ส่วนอีก ๒ ใน ๓ จริง ๆ แล้วสามารถเอามาใช้ได้กับ ทางด้านของตัวที่จะเป็นพลังงาน ก็คือการมาทำไบโอดีเซลที่เป็นตัวบี (B) ต่าง ๆ ทีนี้คำถามว่า แล้วทำไมในอดีตที่ผ่านมานั้นกระบวนการเหล่านี้ถึงไม่ได้ดำเนินการ ก็ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เหตุผลก็คือว่านโยบายที่ท่านสมาชิกท่านได้กล่าวถึงนั้นคือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นอยากขอเรียน ท่านประธานผ่านถึงท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่า กระทรวงพลังงานในขณะนี้ได้ประกาศ นโยบายชัดเจนที่เป็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของบี ๑๐ (B10) จะเป็นนโยบายที่จะไม่มีการ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จากบี ๑๐ (B10) ถ้าปริมาณซีพีโอ (CPO) น้อยลดเหลือบี ๗ (B7) ถ้าน้อยมากเหลือบี ๕ (B5) อย่างนี้เป็นต้น ขณะนี้เป็นนโยบายชัดเจนว่าจะใช้บี ๑๐ (B10) เป็นน้ำมันพื้นฐานดีเซลของประเทศไทย และบี ๗ (B7) กับบี ๒๐ (B20) นั้นจะเป็นน้ำมัน ทางเลือก นั่นหมายความว่านโยบายนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง นโยบายที่ชัดเจนนั้น มีความสำคัญมาก เพราะนโยบายที่ชัดเจนจะนำไปสู่การที่เราจะสามารถวางแผนเรื่องของ ผลผลิตปาล์มน้ำมันหรือวางแผนในเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ บี ๑๐ (B10) ครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเฉพาะเกรดน้ำมันจากบี ๗ (B7) เป็นบี ๑๐ (B10) แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีนัยที่สำคัญอยากจะเรียนท่านประธานสภาไว้อย่างนี้ครับว่า เมื่อบี ๗ (B7) เปลี่ยนเป็นบี ๑๐ (B10) ครั้งนี้จะเกิดความสมดุลของซัปพลาย (Supply) ปาล์มน้ำมันของประเทศไทยที่มีซัปพลาย (Supply) อยู่ประมาณสัก ๕ ล้านไร่กว่า ๆ แล้วก็ ผลิตซีพีโอ (CPO) ได้ประมาณสัก ๓.๒-๓.๔ ล้านตันต่อปี เกิดความสมดุลของซัปพลาย (Supply) กับดีมานด์ (Demand) ที่จะมาใช้ในเรื่องของอุปโภคบริโภคกับการใช้ของพืชพลังงาน ได้อย่างสมดุลพอดี ซึ่งประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก แล้วก็เป็นประเด็นที่อยาก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านสมาชิกว่าด้วยประเด็นตรงนี้ล่ะครับ คือเหตุผลที่ท่านถามว่า เราจะพยุงราคาปาล์มน้ำมันในปีหน้าได้อย่างไร ในอดีตปัญหาปาล์มน้ำมันเกิดขึ้นส่วนหนึ่ง เกิดมาจากสต็อก (Stock) ปาล์มน้ำมันมันทะลุขึ้นไปสูงกว่าปริมาณที่ควรจะเป็น ปริมาณ สต็อก (Stock) ปาล์มน้ำมันที่ควรจะเป็นไม่ควรจะมีปาล์มน้ำมันเกินกว่า ๒๕๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เมื่อไรก็ตามที่ปาล์มน้ำมันมีสต็อก (Stock) เกินกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ตันขึ้นไปก็จะมี กระบวนการของการตกต่ำของราคาเกิดขึ้นจากการที่มีสต็อก (Stock) มาก แต่ด้วยนโยบาย ของบี ๑๐ (B10) ที่ได้เรียนท่านประธานไปแล้วนั้นจะเป็นการสร้างสมดุลของสต็อก (Stock) ซึ่งสมดุลของสต็อก (Stock) ตัวนี้จะมีผลอย่างมากต่อการที่ทำให้กลไกของราคานั้น มีเสถียรภาพ ในขณะนี้ทันทีที่นโยบายบี ๑๐ (B10) ประกาศใช้ชัดเจน มีแผนเริ่มเป็นทางการ ในวันที่ ๑ มกราคมที่จะถึงนี้ แล้วก็คาดว่าจะมีหัวจ่ายบี ๑๐ (B10) ให้กับปั๊มน้ำมัน ทั่วประเทศครบถ้วนหมดในประมาณต้นเดือนมีนาคม ซึ่ง ณ ถึงตรงนั้นก็จะเป็นจุดที่สร้าง สมดุลในตัวเลขปาล์มน้ำมันที่ผมได้กล่าวถึง ดังนั้นด้วยนโยบายที่ชัดเจนและกำหนดการที่ ชัดเจนนั้นก็ได้กระทบถึงราคาปาล์มในปัจจุบัน จริง ๆ ราคาปาล์มปัจจุบันในวันนี้ถ้าปาล์ม คุณภาพทะลุไปถึง ๖ บาทกว่า แล้วก็ซีพีโอ (CPO) ของปาล์มน้ำมันจากเดิมอยู่ที่ประมาณ ๒๑ บาท ๒๒ บาท ขณะนี้ทะลุไปถึง ๓๓ บาท จนทำให้เรามีส่วนต่างของซีพีโอ (CPO) ในประเทศกับซีพีโอ (CPO) ของประเทศมาเลเซียเกือบ ๑๐ บาทต่อลิตร ณ ขณะนี้ ซึ่งแสดง ให้เห็นถึงทิศทางของนโยบายที่ไปกระทบโดยตรงต่อราคาของปาล์มน้ำมันและซีพีโอ (CPO) ในประเทศ ดังนั้นถ้าเรายังยืนนโยบายซึ่งผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ยืนยันว่านโยบาย บี ๑๐ (B10) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ท่านสมาชิกได้ให้ความกังวลใจไว้ เพราะความมั่นคง ด้านนโยบายจะเป็นสิ่งที่สร้างสมดุลอย่างแท้จริง และจะทำให้เสถียรภาพราคาของ ปาล์มน้ำมันนั้นเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ทีนี้ถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นความยั่งยืนหรือความช่วยเหลือ อย่างแท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงหรือไม่ ผมขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือเมื่อมีการใช้ที่สมดุล โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ใช้ ๒ ใน ๓ ของ ปริมาณการผลิตทั้งหมด เมื่อสัญญาณการใช้ชัดเจนมันจะไม่มีการใช้ที่แกว่งตัว เพราะปริมาณรถยนต์ที่ใช้ตัวบี ๑๐ (B10) ได้จะมีปริมาณที่มากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปของ ปริมาณรถยนต์ดีเซลทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่น่าจะเป็นกังวลและถ้าจะถามว่าจะรักษาเสถียรภาพ ให้ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้นั้นอยู่ที่กระบวนการในการป้องกันการลักลอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ มักจะเกิดควบคู่กับปัญหาของซีพีโอ (CPO) ปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ในประเด็นสต็อก (Stock) ผมได้กราบเรียนแล้วว่าไม่น่าเป็นห่วงถ้าเราเดินนโยบายบี ๑๐ (B10) แล้วก็ใช้ ตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานมั่นใจว่าเราจะบริโภคซีพีโอ (CPO) ได้ถึง ๒ ใน ๓ อย่างแท้จริง ในปีหน้า

สิ่งที่น่าเป็นห่วงตัวที่ ๒ คือประเด็นการลักลอบ ซึ่งในประเด็นนี้นั้น ทางกระทรวงพลังงานได้เตรียมการที่จะป้องกันปัญหาโดยเฉพาะในส่วนของซีพีโอ (CPO) ที่เกี่ยวกับการนำไปผลิตบี ๑๐๐ (B100) โดยเราจะเอาเทคโนโลยี ซึ่งผมจะเรียนเปิดเผยต่อ สาธารณชนในลำดับต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จแล้ว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะใช้เทคโนโลยีมาคุมการลักลอบปาล์มน้ำมันที่จะเข้าสู่ระบบของการผลิตบี ๑๐๐ (B100) ซึ่งระบบนี้จะเป็นระบบที่ทำให้เราสามารถมีส่วนในการที่จะป้องกันการลักลอบ ไม่ให้เกิดในภาวะที่ราคามันแตกต่างอย่างนี้ หรือในภาวะที่ราคาปาล์มน้ำมันของเรา มีเสถียรภาพกว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็จะป้องกันปัญหาของการลักลอบได้ ดังนั้น ถ้าบริหารสต็อก (Stock) ได้ ป้องกันปัญหาการลักลอบได้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความมั่นใจครับว่าเราจะมีความยั่งยืนในเสถียรภาพราคาของพี่น้องเกษตรกรปาล์มน้ำมัน ส่วนปัญหาที่จะตามมาในระยะยาวผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับว่า ประเทศเรานั้น เวลาที่พืชผลเกษตรตัวไหนมีราคาดี พี่น้องเกษตรกรก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ขณะนี้ก็เริ่ม มีกระแสที่จะล้มต้นยางเอามาปลูกปาล์ม ซึ่งกรณีอย่างนั้นก็จะเป็นปัญหาเกือบทุกครั้งว่า บางครั้งแก้ปัญหาได้แล้ว แต่พอซัปพลาย (Supply) มันมากกว่าดีมานด์ (Demand) อีก ก็จะทำให้เกิดผลกระทบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้เคยหารือกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอดีตที่ผ่านมาตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงการที่จะขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือได้รับการช่วยเหลือ จากรัฐเมื่อมีปัญหา ซึ่งถ้าเราสามารถจับคู่ในเรื่องของซัปพลาย (Supply) ที่เกิดขึ้น และขึ้นทะเบียน และมีการส่งเสริมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนให้สามารถยกระดับที่เรียกว่า การยกระดับปาล์มคุณภาพทั้งระบบได้ แล้วก็มีนโยบายที่ชัดเจนว่าหากเกษตรกรจะเพิ่มพื้นที่ เพาะปลูกของปาล์มน้ำมันจะต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐ หากไม่ขึ้นทะเบียนนั้นก็จะไม่สนับสนุน หรือช่วยเหลือหากเกิดปัญหาวิกฤติราคา ตรงนั้นก็จะเป็นมาตรการอันหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ ส่วนอนาคตที่จะไปถึงบี ๒๐ (B20) บี ๓๐ (B30) อย่างประเทศอินโดนีเซียหรือไม่ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ขณะนี้บี ๒๐ (B20) นั้นเป็นน้ำมันที่ใช้แพร่หลายในรถ ที่เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ แล้วในเครื่องจักรที่เป็นเครื่องจักรหนักที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีสูงมากนั้น ใช้บี ๒๐ (B20) แล้วก็มีโอกาสจะใช้บี (B) สูง ๆ ขึ้นไป บางที่ใช้ถึงบี ๑๐๐ (B100) ด้วยซ้ำไป แต่ว่าเวลาเรายกระดับบี (B) สูง ๆ นั้นมันจะไปมีผลกระทบต่อมาตรฐานของค่ายรถยนต์ ที่เขาจะยอมรับเป็นมาตรฐาน ณ ขณะนี้บี ๑๐ (B10) ได้ถูกการยอมรับเป็นมาตรฐานสำหรับ รถยนต์ทั่วไปได้ถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการเพิ่มบี (B) ขึ้นไปนั้นมันมีปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ขนาดของผู้ใช้หรือจำนวนผู้ใช้จะน้อยลง อันนี้เป็นปัญหาในอนาคตที่เราจะต้องดู แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ตามที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ติดตามไม่ให้เกิดซัปพลาย (Supply) ที่เกิดจากการล้มยางมาปลูกปาล์มตามกระแส ของราคาที่ดีนั้น ผมเชื่อว่าเราจะรักษาเสถียรภาพได้อีกหลายปีทีเดียว ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ