ซูการ์โน มะทา หารือประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะจากนโยบายของรัฐที่ส่งผลต่อเสรีภาพทางศาสนา วัฒนธรรม และการจำกัดสิทธิของผู้สื่อข่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ การเก็บดีเอ็นเอโดยไม่เป็นธรรม และนโยบายการศึกษาที่ขัดกับสิทธิเด็ก เรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังและทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมลงชื่อ ในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหา แนวทางการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในประเด็นของการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นได้มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้อภิปรายในหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งผมเองก็จะไม่ขอกล่าวถึงว่ามีประเด็นใดบ้าง ที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ในส่วนการอภิปรายของผม ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานกล่าวถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีต่อ พี่น้องประชาชนที่มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่หลายๆ ท่านได้กล่าวว่ามีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องข้อเท็จจริงวันนี้ถ้าเรามาดูเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นมันไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ว่ามันเกิดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันในการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ ผมเชื่อว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันเป็นวงจรอุบาทว์ มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ประเทศไทยพยายามที่จะเปลี่ยนผ่านเรื่องของการยอมรับวัฒนธรรมตะวันตก ก็คือปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นต้นมา นั่นก็คือว่าเป็นข้อผิดพลาดเรื่องของการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เป็นนโยบายรัฐนิยม ท่านประธานครับ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ท่านครับในสมัยนั้นที่ผมอยากนำเสนอเป็นข้อมูลเพื่อให้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่ได้รับโอกาสไปเป็นกรรมาธิการในครั้งนี้ได้รับไปพิจารณาก็คือเราจะเห็นได้ว่า การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลในยุคนั้นก็คือการบังคับประชาชนคนไทยทั้งหญิง และชายทุกคนให้แต่งกายแบบชาวตะวันตก แล้วไปบังคับห้ามคนมลายูในพื้นที่จังหวัด ปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสแต่งกายแบบมลายู ห้ามใช้ภาษามลายู ห้ามนับถือ ศาสนาอิสลาม นั่นเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่ในเอกสาร นั่นคือบริบทที่เป็นการใช้ อำนาจที่รัฐไปละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่คนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้จดจำมาจนถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับ จากการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เกิด ข้อเรียกร้อง เกิดผู้นำที่เป็นต้นแบบที่ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย นั่นคือท่านหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ท่านเป็นบิดาเป็นตัวแบบในการ ต่อสู้ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาสจนถึง ปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้บริสุทธิ์ใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นผมย้ำเสมอว่ามันเกิดซ้ำซาก มันเกิดจากการกระทำ บางครั้งก็เป็น การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ บางครั้งก็เป็นการกระทำของผู้มีอำนาจมีอิทธิพลในพื้นที่ ก็ถือว่า สิ่งเหล่านี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดถึง แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากเป็นข้อสังเกตเพื่อให้ คณะกรรมาธิการที่จะได้รับการแต่งตั้งได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไรมีการละเมิดสิทธิ ที่มนุษยชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะมีหัวหน้า หรือหน่วยงาน หรือผู้บังคับบัญชา ออกมายอมรับว่าเป็นการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กระทบถึงชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนนั้นเกิดขึ้นในอดีต หลายคดีอย่างที่นายแวยูแฮได้นำเรียนแล้ว แต่ผมอยากย้ำว่าเมื่อเรารู้ตัวผู้กระทำผิด รู้ตัวเจ้าหน้าที่ แต่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกิดขึ้นที่บ้าน กาโสด ตำบลบันนังสตาที่มีการยิงชาวบ้านที่ร้านน้ำชา รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด รู้นะครับ หน่วยงานสังกัดไหน แต่ก็ไม่สามารถนำมาดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมให้พี่น้อง ประชาชนมีความรู้สึกสบายใจได้ว่า เขาได้รับการดูแล เขาได้รับการช่วยเหลือต้องการดูแลอย่างจริงจังจากภาครัฐหรือรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมก็ขออนุญาตพูดถึงในประเด็น ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ผมเชื่อว่าด้วยประเพณีวัฒนธรรมของประชาชนกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็น ชาติพันธุ์มลายู ก็มีการยึดถือปฏิบัติในเรื่องตามหลักศาสนาอิสลามก็คือการคลุมฮิญาบ ผมอยากฝากถึงกรรมาธิการได้ศึกษาในกรณีนี้เป็นกรณีสำคัญ เพราะว่ามันยังมีบางหน่วยงาน ยังมีผู้บังคับบัญชาบางหน่วยงานก็ยังไม่ยอมรับให้สตรีมุสลิมสามารถคลุมฮิญาบไปทำงาน ในสถานที่ได้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากฝากถึงคณะกรรมาธิการที่จะได้รับการแต่งตั้งก็คือ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้สื่อข่าว เราไม่มีการพูดถึงว่าสิทธิเสรีภาพในการทำข่าวของผู้สื่อข่าว ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีการถูกละเมิดและมีความต่อเนื่องจนกระทั่งวันนี้เราก็ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อย่างเช่นกรณีเกิดที่บ้านเขาตะเวตำบลบองอ อำเภอ ระแงะ จังหวัดนราธิวาส ข้อเท็จจริงก็คือประชาชนถูกลอบยิง แต่ในข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศด้วย กลับลงข่าวที่ตรงข้ามอันนี้เนื่องจากว่ามีการ ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการทำข่าวของผู้สื่อข่าวในพื้นที่ โดยฝ่ายความมั่นคงมีการควบคุม ตรวจสอบกวดขันในการเสนอข่าวแต่ละข่าว ย่อมทำให้พี่น้องประชาชนหลายภาคส่วน ของประเทศก็เข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คลาดเคลื่อน จากข้อเท็จจริง
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะได้รับการแต่งตั้งก็คือ การละเมิดสิทธิในเรื่องของการตรวจค้น หอพัก โรงเรียน นักเรียน นักศึกษา และมีการบังคับ ขู่เข็ญบรรดาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ของโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลามหรือนักศึกษามุสลิมที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาสถึงขั้นบังคับขู่เข็ญขอเก็บ ดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน หลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ก็จะใช้สิทธิของความเป็นกฎหมายพิเศษในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ไปตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ของพี่น้องประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง เล็กน้อย แต่ว่ามันสะท้อนความรู้สึกเจ็บปวด มันสะท้อนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่า เขาถูกเลือกปฏิบัติ เขาต้องอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง เช่นเดียวกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ
ประเด็นที่ ๔ ก็คือการบังคับใช้กฎหมายซึ่งผมพูดหลายครั้งในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ วันนี้ก็มีกฎหมายที่ผมยังไม่ได้ข้อสรุปจากฝ่ายความมั่นคง หรือจากรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้า กอ.รมน. หน่วยรักษาความสงบ แห่งชาติ เรื่องของการลงทะเบียนซิมการ์ด (Sim card) แบบตรวจสอบระบบอัตลักษณ์ที่เป็น การละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน มีการเลือกปฏิบัติ หรือเลือกใช้กฎหมาย เฉพาะพื้นที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากฝากเป็น ข้อมูลให้ทางคณะกรรมาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ได้ไปพิจารณา
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากฝากท่านประธานถึงกรรมาธิการอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าวันนี้ช่วยดูในเรื่องของกฎหมายพิเศษว่ากฎหมายพิเศษที่เพื่อนสมาชิกอันทรงเกียรติ แห่งนี้ได้พูดถึงนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการประกาศยกเลิกใช้บางฉบับ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.บ. ความมั่นคงเป็นต้น อันไหนที่มันล้าสมัย มันเป็นการลิดรอนสิทธิ และเป็นการจำกัดสิทธิ ของพี่น้องประชาชนก็อยากฝากเป็นข้อมูล ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดคือเหตุผล ที่ผมนำมาอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางในการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ แล้วครับ อยากฝากคือการทำความจริงให้ปรากฏ ก็คือผมทราบจากนโยบายของฝ่ายความมั่นคงวันนี้จะมีการสร้างความจริงที่ถูกต้องให้กับเด็ก และเยาวชนตั้งแต่ ป. ๑ อายุ ๑ ขวบ ถึง ๕ ขวบ อันนี้เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชน แล้วยังละเมิดสิทธิเสรีภาพสากลของเด็กด้วย ก็ขอขอบคุณท่านประธาน ที่ได้เปิดโอกาสให้ผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ