นิกร จำนง หารือปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรื้อรังยาวนาน พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแยกต่างหาก เนื่องจากบริบทปัญหาแตกต่างจากพื้นที่อื่น และเรียกร้องการเปลี่ยนมุมมองการแก้ปัญหาโดยลดอิทธิพลของฝ่ายการเมืองและความมั่นคง เพื่อหาทางออกร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติเกี่ยวกับความรุนแรงและปัญหาอื่น ๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน ๓ ญัตติ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ที่เหมือนกัน ก็คือว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ประชาชนที่ได้รับผลของปัญหานี้เป็นคนกลุ่มเดียวกันและเป็น ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้เรื้อรังมายาวนานเหมือนกัน ประเด็นที่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ผมเอง มีความผูกพันคือทำงานเรื่องนี้หรือว่าคิดเรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องนี้มา ๓๑ ปีแล้วตั้งแต่เข้ามา ในสภาในคราวแรกเมื่อปี ๒๕๓๑ ในคราวนั้นถ้าเราจำกันได้ว่าปัญหาเรามีน้อยกว่านี้ จำนวน ครั้งน้อยกว่านี้ ความรุนแรงก็น้อยกว่านี้ แต่ว่าในความรู้สึกของสังคมตอนนั้นรุนแรงกว่านี้ เหตุผลในสมัยนั้นเนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่มากนัก แม้แต่เหตุการณ์ครูปรีชาถูกฆ่าบนเขา ถ้าท่านประธานจำได้ก็สะเทือนไปทั้งแผ่นดิน ขณะนี้ปัญหามันเกิดขึ้นบ่อยมาก แล้วก็เป็น จำนวนมาก จนกระทั่งเราหันมาดูสิว่ามันเป็นความชินชาของเราหรือเปล่า ไม่ใช่ปัญหาลดลง ไม่ใช่ปัญหามีไม่มาก ปัญหามากและรุนแรง แต่ว่าความที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน เห็นอยู่ทุกวัน เราก็เลยชินชากับปัญหานี้ วันไหนที่ไม่มีเหตุการณ์เรากลับรู้สึกแปลก ๆ เสียมากกว่า นั่นเป็นข้อบ่งชี้ว่าปัญหามันรุนแรงจนถึงจุดที่มันชินชากันแล้วหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตเราจะเห็นว่าได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ในคราวนี้ผมสนับสนุนว่าให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ซึ่งถ้าเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อยากให้แยกเป็น อีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าบริบทของปัญหาจะไม่เหมือนกันเลยกับความรุนแรงอื่น ๆ เพราะว่า สภาวะรากของปัญหาก็ดี เหตุการณ์ก็ดี เรื่องที่เกี่ยวพันก็ดีจะต่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้น ถ้าจะศึกษาเรื่องนี้เป็นคณะกรรมาธิการชุดเดียวก็อาจจะต้องแยกเป็น ๒ ส่วน เพราะว่า พิจารณาเหมือนกันไม่ได้ ท่านประธานครับ ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากรณีนี้ ขึ้นมา ผมอยากจะเรียนว่าก็จะเป็นอีกคณะหนึ่งหลังจากเคยถูกตั้งมาแทบจะทุกครั้งของการ มีสภา ผมเองเคยเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๓๑ ในสภายุคนั้นที่เข้ามาครั้งแรก ช่วงนั้นมีแม่ทัพ ส.ส. หาญ ลีนานนท์ เป็นประธาน เราก็ตั้งกันแล้วศึกษากันยาวนาน ข้อสรุปปัญหาเราก็ทราบ ก็จะมี ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องความไม่เข้าใจ แล้วเราก็เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาขึ้นมาชุดหนึ่ง แต่ปัญหาจนบัดนี้ก็ยังดำรงอยู่ หลังจากนั้นเองผมได้เข้าร่วมในกรรมาธิการอีก ๒-๓ คณะ ในฐานะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ได้ทำเรื่องนี้อยู่ในกรรมการชุดโน้น ชุดนี้ ชุดนั้นยาวนานมาก แต่วันนี้ ผมยืนอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องพูดปัญหาเรื่องนี้อีก เสนอปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้นอยากจะเรียนท่านประธาน ว่าเราอาจจะจำเป็นต้องมองปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง ขณะนี้เองเรื่องเหตุแห่งปัญหาแทบจะไม่ ต้องคุยกัน เพราะว่าเรารวบรวมไว้หมดแล้ว ของวุฒิสภาก็มี ของคณะกรรมการต่าง ๆ ก็มี เป็นการศึกษารวบรวมเอาปัญหาตรงนี้มาก็น่าจะได้ในสภาพปัญหา เรื่องราวไม่ได้ต่างกัน ไปมาก แต่วันนี้ลองเสนอมุมมองด้านใหม่ ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นแผ่นเสียงตกร่องก็คุย เรื่องเดิม ๆ แบบเดิม ๆ เสนอการแก้ปัญหาเดิม ๆ มันจะไปไม่ได้ แล้วมันจะกลายเป็นแค่ การศึกษาอีกเรื่องหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อยากจะมองให้ออกไปจาก ปัญหาการเมือง คือเรามามองตรงนี้สภาแห่งนี้เป็นสภาเน้นไปทางการเมือง ผมอยากจะชวน ท่านทั้งหลาย ท่านประธาน ต้องดูว่าถ้าเราจะมองออกจากปัญหาทางการเมืองเราจะมอง อย่างไร เราจะสังเกตว่าถ้าเราเป็นฝ่ายการเมืองเราจะมองปัญหาเรื่องนี้เป็นการเมือง เรื่องพื้นที่ ถ้าเราเป็นฝ่ายรัฐเราจะมองปัญหาแบบเดิม ๆ คือมองเป็นปัญหาความมั่นคง เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องนี้พอเราจะพูดกันมันพูดคนละภาษา แล้วจะมีความขัดแย้งกัน หมายถึง ว่าเป็นดาวคนละดวงเลยแก้ปัญหาไม่ได้ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมมีประสบการณ์ ที่สำคัญ ที่เราอยากจะให้เรื่องการเมืองเราข้ามเรื่องการเมืองกันไปหน่อยไหม เรื่องความมั่นคง ข้ามไปหน่อยไหม ผมเคยอยู่กับท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ตอนนั้นท่านถูกยึดอำนาจลงไป ในภาคใต้ เล่าประสบการณ์ตรงนี้นิดหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกมากเรื่องนี้ว่านั่นคือทางออกที่ดี ตอนนั้น พรรคของท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านไม่ได้อยู่ในสภา แล้วไปอยู่ที่โรงแรมเจบี ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ปี ๒๕๓๖ มีการเผาโรงเรียน ๓๖ โรงเรียน ถ้าท่านจำได้ รุนแรงมาก พร้อมกันหมดเลยในเวลา ๒ ทุ่ม ผมก็อยู่กับท่านชาติชายที่โรงแรมเจบี ผมก็บอกว่าท่าน เราอาจจะต้องแถลงข่าว ท่านก็บอกว่าคุณนิกรคุณเรียกนักข่าวมาเลย ผมจะแถลงข่าวที่ โรงแรมเจบีที่หาดใหญ่นี่เลยว่า เรื่องนี้ท่านก็บอกว่ามีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผมจะไม่เอ่ย ชื่อว่าบริหารอยู่ เราต้องพูดว่าต้องไปถามนายกรัฐมนตรีคนนั้น พรรคการเมืองพรรคนั้นว่าจะ แก้ปัญหาอย่างไร ผมก็ในความคิดที่ตื้น ๆ แบบการเมือง ผมก็คิดว่าดีเพราะว่าจะได้เป็นการ ชี้ปัญหาไป เป็นการว่ากล่าวกันไป หมายถึงว่าเป็นการจะเรียกว่าตำหนิ ผมก็เรียกนักข่าวมา ท่านประธานครับ พอนักข่าวมาท่านชาติชายก็พูดเรื่องนี้ต่อนักข่าว แล้วก็พูดกันว่าจะต้อง แก้ปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ ท่านไม่พูดถึงประเด็นนี้เลย ประเด็นที่ว่าให้ไปถามพรรคการเมือง พรรคนั้น นายกรัฐมนตรีคนนั้น ท่านไม่พูด พอกลับไปพอเราเลิกแถลงข่าว ผมก็ถามท่านว่า ประเด็นที่ท่านพูดตอนต้นตอนที่ผมเรียกนักข่าวมาทำไมท่านถึงไม่พูด คมจะตายทางการเมือง ท่านก็บอกว่าคุณนิกร ผมนี่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วผมจะพูดให้เกิด ความแตกแยกขึ้นในบ้านเมืองไม่ได้ ปัญหาเรื่องนี้มันรุนแรงเท่ากับเราไปขยายผล ผมตอนนั้น ก็เลยโทรไปหาท่านบรรหาร ตอนนั้นผมไปอยู่กับท่านชาติชายระยะหนึ่งนะครับ หลังจากที่ท่านถูกยึดอำนาจ ขออนุญาตท่านบรรหารไปอยู่กับท่านชาติชาย ๒ ปีแล้วกลับมาใหม่ ผมก็โทรมาหาเลขาธิการพรรคขณะนั้นคือท่านบรรหาร บอกว่าผมเข้าใจประเด็นนี้แล้ว พรรคชาติไทยตอนนั้นเป็นฝ่ายค้าน ก็ขอท่านเลขาธิการพรรคคือท่านบรรหารว่าผมขอร้องเถอะ ผมเป็นคนภาคใต้อย่าได้พูดเรื่องนี้เพื่อซ้ำประเด็นอีกเลยในสภา เพราะถ้าพูดไปมันมีแต่ขยาย จากโรงเรียน ๓๖ โรงเรียนมันจะเผาโรงเรียนอื่น เผาความรู้สึก เผาความขัดแย้งออกไปอีก ท่านบรรหารก็บอกว่าได้ แล้วในการประชุมสภาคราวนั้นเราไม่พูดถึงเรื่องนี้กันเลย เราไม่ให้ไฟ ที่เผาโรงเรียนแต่ความตั้งใจมันเผาความรู้สึกของสังคมไทยออกไปอีกขยายผลออกไปอีก เราไม่ทำ ผมเลยอยากให้ข้ามเรื่องเหล่านี้ไปคือมองด้วยความต้องการจะแก้ปัญหา ข้ามประเด็น เรื่องความมั่นคงไปเสียเราเป็นฝ่ายรัฐมองด้านอื่นบ้าง ถ้าเราเป็นฝ่ายการเมืองข้ามความขัดแย้ง ทางการเมือง ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรืออะไรก็แล้วแต่ออกไป มองไปที่ปัญหาครับ แล้วเราจะ มองปัญหาในแนวไหนถ้าตอนนี้เราจะสังเกตว่าบุคคลที่กระทำการจะถูกจับก็ดี จะถูกยิงก็ดี เราสังเกตดูหรือไม่ ท่านประธานสังเกตว่าอายุประมาณ ๓๐ ปีทั้งนั้นจะเป็นคนที่อายุเยาว์ เรามองปัญหาต่อไป ผมเคยเสนอเรื่องว่าเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสังคม ใครจะรู้บ้างว่าเคยมีการสอบเข้าทำงานที่จังหวัดสงขลา คนมาตั้งหลายพันเพราะว่า คนในบริเวณนั้นการศึกษาก็น้อยงานก็ไม่ค่อยมีมันเป็นปัญหาที่เป็นวงกลม พอมีปัญหา ความรุนแรงเศรษฐกิจก็ไม่ดี ไม่ดีก็ไม่มีงานการท่องเที่ยวก็ไม่มี คนตกงานก็เยอะ ผู้หญิง ยังมีงานไปปอกกุ้งอะไรอยู่บ้าง แต่ผู้ชายเขาจะไปทำอะไร ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการไม่มี การศึกษาเป็นปัญหาสังคมมันเลยนำต่อไปตรงนั้น ปัญหาเศรษฐกิจสุดท้ายท่านประธานครับ ผมเคยพูดกับฝ่ายเศรษฐกิจว่าเดิมเราเคยเข้าไปทำโครงการเรื่องของเกษตร คือไปให้ ประชาชนเขามีงานมีฐานะที่ดีอย่าไปอยู่อย่างนี้ ก็ปรากฏว่าโรงงานที่เราจะทำนิคมอุตสาหกรรม ฮาลาลที่เราจะทำที่จังหวัดปัตตานีจนบัดนี้ก็ยังเปิดไม่ได้ ประเด็นปัญหาก็คือว่าพื้นที่เขาจะดูแล กันเอง เวลาเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นมันควรจะกระทบกับความฝันของประชาชน และประชาชน จะช่วยกันดูแลพื้นที่จะช่วยกันห้ามปรามเพราะว่าคนที่ก่อเหตุตรงนั้นก็เป็นลูกหลานกันทั้งนั้น แต่ทำไมถึงไม่เกิดเหตุการณ์ในการดูแลพื้นที่ของประชาชนเพราะประชาชนไม่เคยรู้สึกว่า กระทบกระเทือนความฝันของเขา ไม่มีอะไรสูญเสีย ท่านประธานครับ ปัญหาตรงนี้เองในจังหวัด ชายแดนภาคใต้เขาเคยมีความฝันว่าบริเวณนั้นจะรุ่งเรือง เขาจะอยู่กินกันด้วยความสงบสุข เขาจะมีฐานะกัน สามารถจะส่งออกไปยังประเทศในประเทศมุสลิมได้อาศัยความเชื่อมโยง ตรงนี้ เราไม่เคยมีนโยบายให้เขามีความฝันเลย ดังนั้นพอเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมันก็ไม่ไป กระทบอะไรกับเขาดังนั้นการที่จะช่วยกันดูแลพื้นที่คอยห้ามปรามบุคคลต่าง ๆ ที่ไปก่อเหตุ มันก็เลยไม่มี ผมก็เลยเรียกร้องอยากให้มีการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นแล้วก็ศึกษาไปนอกมิติ ความมั่นคงและการเมือง ศึกษาไปถึงปัญหาทางสังคม ปัญหาเศรษฐกิจให้เขามีฐานะที่ดี มีสุขภาพใจ สุขภาพกายและเศรษฐกิจที่ดี ผมเชื่อว่าปัญหานี้จะลดความรุนแรงไป ฝากผู้ที่ จะเป็นกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ