สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒

สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา หารือเรื่องความรุนแรงในสังคม โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการเพิ่มบุคลากรด้านจิตแพทย์ การอบรมนักสังคมสงเคราะห์ และการให้ประชาชนสามารถครอบคลุมการพบปะดูแลในเรื่องของสุขภาพและสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังเสนอญัตติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาและยุติการใช้ความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ

นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาและยุติการใช้ความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ ของนางผ่องศรี แซ่จึง และนางมุกดา พงษ์สมบัติ ผู้เสนอ จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวผู้หญิง คนหนึ่งถูกสามีเมาเหล้าซ้อมจนเลือดไหลท่วมตัวกำลังป้อนนมลูกวัยเพียง ๑ เดือน ผัวใจดำ เตะ ต่อย ไม่พอกระทืบลงตรงหน้าอกเมียนอนเจ็บหายใจรวยรินอยู่หน้าบ้านแต่ไม่คิดมา เหลียวแล เพื่อนบ้านเข้าช่วยเหลือแจ้งตำรวจพาส่งโรงพยาบาล ขณะที่ผัวอยู่ในบ้านล้วนแล้ว แต่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากข่าวสาร จากหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ แนวโน้มเป็น เรื่องที่สร้างความรุนแรงแบบขยายวงกว้าง และมีแนวโน้มว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในครอบครัวนั้นจะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเป็นความละเอียดอ่อน เป็นความ ซับซ้อนของกลุ่มบุคคลใกล้ชิดกันภายในครอบครัว ผู้ถูกกระทำก็จะไม่กล้าที่จะขอความ ช่วยเหลือ หรือนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นเอง แล้วผู้ถูกระทำก็จะต้องทนต่อความทุกข์ ความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจากความรุนแรงต่อไป จากรายงานประจำปี ๒๕๖๐ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าจำนวนผู้กระทำความรุนแรง ปี ๒๕๖๐ จำนวน ๑,๒๐๐ เหตุการณ์ ผู้กระทำความรุนแรง ในครอบครัว จำนวน ๑,๐๙๖ ราย มีผู้ชายเป็นผู้กระทำ ๙๓๖ ราย หรือ ๘๕.๔๐ เปอร์เซ็นต์ และผู้ที่ถูกกระทำเป็นผู้หญิงจำนวน ๙๑๔ ราย หรือ ๘๒.๗๙ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ การทำร้ายร่างกายเป็นสถิติที่สูงถึง ๙๕๕ เหตุการณ์ของผู้กระทำที่เป็นผู้ชายถึง ๗๕๑ เหตุการณ์ จากสถิติปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยจาก เมาสุรา ยาเสพติด สุขภาพจิต ความแปรปรวน เศรษฐกิจ การตกงาน โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจที่ตกต่ำการตกงานเป็นความเครียดที่เร่งความรุนแรงให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว ด้วยสภาวะหน้าที่ที่จะต้องต่างคนต่างปากกัดตีนถีบ ขาดโอกาสที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน ในครอบครัว พูดคุยปรึกษาหารือถึงปัญหาต่าง ๆ การจัดกิจกรรมในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องใส่ใจ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมสุขภาพ ดิฉันคิดว่าน่าจะต้องเร่งเพิ่มบุคลากรด้านจิตแพทย์ มีการอบรมนักสังคมสงเคราะห์ อบรมอาสาสมัคร ไม่ว่าจะเป็น อสส. อสม. ผ่านทางสาธารณสุขตำบล อำเภอ ให้มีองค์ความรู้ เฝ้าระวังสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัวว่ามีอาการของสภาวะโรคซึมเศร้า อาการทางจิตเวช โรคจิตประสาทหรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวนหรือไม่ ถ้าจะให้ประชาชนเดินไปพบไปปรึกษา จิตแพทย์เอง ดิฉันเชื่อว่าคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารัฐสามารถขยายขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของบัตรทองสุขภาพดีถ้วนหน้า หรือบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกโรค บัตรประกันสังคม ให้สามารถครอบคลุมการพบปะดูแลในเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของปัญหาสุขภาพจิต ก็จะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น

และประการสำคัญ สถาบันที่ใกล้ชิดกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด หรือโรงเรียน ซึ่งทางวัดเองเท่าที่ผ่านมาก็มีการจัดทำโครงการหมู่บ้านศีล ๕ การใช้หลักศีล ๕ ในการดำรงชีวิตนั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคำสอนในศีล ๕ นั้นเป็นเรื่องของข้อห้าม ขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตให้สังคมสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นศีลข้อที่ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามผิด ในกาม หรือห้ามดื่มสุรานั่นเอง การนั่งสวดมนต์ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวก็เป็น อีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ครอบครัวนั้นได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดิฉันอยากจะบอกว่าข่าว ที่ดิฉันตกใจที่สุดในส่วนของภาครัฐอีกข่าวหนึ่งก็คือข่าวของกระทรวงศึกษาธิการที่จะมีการ ตัดวิชาสังคมศึกษาหรือสังคมศาสตร์ออกจากการสอนในชั้นเรียน ดิฉันคิดว่าการสอนหน้าที่ พลเมืองและศีลธรรมเป็นการสอนให้คนไทย ให้ลูกหลานของเรารู้จักถึงรากเหง้าความเป็นมา ของประเทศไทย ของบรรพบุรุษของเรา และการที่เราจะยึดครองชีวิตให้ดำเนินไปอย่างผาสุก ได้อย่างสงบสุขนั้นควรทำอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่จะตัดการสอนวิชา หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม แต่กลับกันดิฉันคิดว่าควรจะต้องสอนให้สอดคล้องและให้เห็นถึง แก่นของการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในสังคม และการใช้ชีวิตของมนุษย์และควรจะมีการทดสอบ อยู่อย่างสม่ำเสมอมากกว่าที่จะคิดตัดทิ้งไป ดังนั้นที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่เพียงการ สนับสนุนเพียงย่อ ๆ เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านได้พูดอภิปรายเสริมกัน ดังนั้นดิฉันจึงขอ สนับสนุนญัตตินี้ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางและมาตรการ การแก้ไขปัญหาและยุติการใช้ความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ