พรรณิการ์ ชี้ปัญหาใต้รุนแรงต่อเนื่อง 15 ปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒

พรรณิการ์ วานิช หารือปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน 15 ปี อันเกิดจากความขัดแย้ง กฎหมายพิเศษ และการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทั้งเป็นต้นเหตุและผลของความไม่สงบ ทำให้เกิดผู้เสียชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และอุปสรรคต่อการพัฒนา โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากความเข้าใจผิดในจังหวัดนราธิวาส จึงท้วงติงและเรียกร้องความยุติธรรม การรับผิดชอบตามกระบวนการกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อชีวิตและจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้บริสุทธิ์ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพในพื้นที่

นางสาวพรรณิการ์ วานิช แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะ พูดถึง การละเมิดสิทธิมนุษยชนและประเด็นความรุนแรงต้องยอมรับนะคะ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก่อนหน้าดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด เผชิญกับความรุนแรงอันเนื่องมาจากความไม่สงบ อันเนื่องมาจากการก่อเหตุรุนแรง และอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจจากกฎหมายพิเศษของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา ๑๕ ปี ถ้าจะพูด ให้คนที่อยู่นอกพื้นที่ให้เข้าใจชัด ๆ ก็คือ ท่านยังจำได้หรือไม่ ๕ ปีที่ผ่านมาภายใต้ยุคของ คสช. ที่มีคนเรียกตัวเข้าค่ายปรับทัศนคติ ถูกอุ้มเข้าค่ายทหาร ๕ ปีที่เป็นเวลาที่ประชาชน จำนวนมากอยู่ภายใต้การใช้อำนาจเหนือกฎหมายแบบนั้น ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้อยู่แบบนั้นมา ๑๕ ปี และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่แค่ ผลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่แต่ยังเป็นเหตุด้วย ก็คือเป็นเชื้อไฟที่เติมให้ความขัดแย้ง ไม่สามารถจบสิ้นลงได้ สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท ที่สำคัญกว่า นั้นก็คือเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเสียโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ การสร้างงานในพื้นที่ การทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น การละเมิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดิฉันแบ่งออกเป็น ๓-๔ ด้านนะคะ การละเมิดที่รุนแรงที่สุดก่อผลกระทบหนักที่สุดสำหรับประชาชนในพื้นที่ ก็คือการละเมิดต่อชีวิตของเขา

เรื่องนี้กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง เมื่อวันที่ ๑๖ ที่ผ่านมา กรณีการที่เจ้าหน้าที่ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ขึ้นไปตัดไม้บนภูเขาในจังหวัดนราธิวาส เขาตะเว ในตอนแรกข่าวออกมาบอกว่าเป็นการเสียชีวิตจากการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ตอนนี้ก็ได้เป็นที่ทราบชัดเจนกันทั้งประเทศแล้วว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ พูดกันอย่างตรงไปตรงมาจะมีสักกี่พื้นที่ในประเทศที่ประชาชนขึ้นไปตัดไม้บนภูเขา แล้วถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตด้วยเหตุเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ จะมีสักกี่พื้นที่ ในประเทศไทยที่คนที่ขึ้นไปทำมาหากินประกอบอาชีพตามปกติ ไม่ได้มีอาวุธอะไรมากไปกว่า อุปกรณ์ยังชีพถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตและเป็นการยิงจากข้างหลัง กรณีแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้น เป็นครั้งแรกและดิฉันเศร้าใจที่จะต้องพูดว่าจะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายบนเขาตะเว เนื่องจากถึงแม้ว่าทางแม่ทัพภาคที่ ๔ จะออกมากล่าวขอโทษต่อผู้ที่เสียชีวิต ครอบครัว ของผู้เสียชีวิตและประชาชนในพื้นที่แล้ว แต่ท่านกลับไปดูบันทึกประจำวันของตำรวจ ตำรวจยังคงบันทึกว่าการเสียชีวิตนี้เป็นการเสียชีวิตจากการปะทะกัน ซึ่งผิดจากความเป็นจริง มากยิ่งไปกว่านั้นในแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ ๔ ก็ยังคงสงวนสิทธิทางกฎหมาย แล้วก็มีการป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการไว้แล้วว่าเป็นการสำคัญผิด นั่นหมายความว่า การลงโทษเจ้าหน้าที่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ ๓ ชีวิตที่สูญเสียไป ตกลงเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำให้พวกเขาเสียชีวิตจะต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ หรือเพียงเป็นแค่การตรวจสอบทางวินัย ตำรวจวิสามัญผู้ร้าย ดิฉันย้ำว่าวิสามัญผู้ร้ายนะคะ ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นี่ไม่ใช่ แม้แต่การวิสามัญนี่คือการยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยความเข้าใจผิด แต่ไม่ทราบว่า จะใช้มาตรฐานเดียวกันแม้แต่กับการวิสามัญฆาตกรรมของตำรวจหรือไม่ นี่ก็เป็น ๑ ตัวอย่าง ของการละเมิดต่อชีวิตของประชาชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

มีสถิติหนึ่งที่พูดกันประจำในเรื่องของการเสียชีวิตในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จากความขัดแย้งก็คือ ๑๕ ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต ๔,๐๐๐ กว่าราย แต่ ๑ ตัวเลขที่แทบไม่มี ใครพูดถึงก็คือท่านทราบหรือไม่ว่า ๔,๐๐๐ กว่ารายที่เสียชีวิตเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่าไร เป็นผู้ก่อเหตุเท่าไร เป็นเจ้าหน้าที่เท่าไร ๔,๐๐๐ กว่ารายที่เสียชีวิตเป็นประชาชน ผู้บริสุทธิ์ ๒,๖๐๐ กว่าชีวิต แล้วท่านทราบไหมคะ ในจำนวนนี้มีเด็ก ๑,๓๓๒ ชีวิต ๑,๓๓๒ ชีวิตเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี นี่ก็คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น แน่นอนเราไม่ได้บอกว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ รัฐเพียงอย่างเดียวหรือผู้ก่อการเพียงอย่างเดียว แต่นี่คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น นี่คือการละเมิด ต่อสิทธิในการมีชีวิตอยู่โดยปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การละเมิด ในขั้นต่อมาคือการละเมิดต่อร่างกายต่อความปลอดภัยต่อจิตใจของพวกเขา การละเมิดที่ว่านี้ มีอีกสถิติหนึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึงเช่นเดียวกัน สถิติการถูกอุ้มเข้าค่ายทหารหรือถ้าจะใช้คำพูด อย่างที่ กอ.รมน. ชอบใช้ก็คือเชิญตัวเข้าค่ายหรือจะพูดว่าการควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ตามกฎอัยการศึก เฉพาะที่ค่ายอิงคยุทธบริหารเพียงที่เดียวซึ่งเป็นศูนย์ซักถามที่เกิดปัญหา มากมาย เรื่องของการต้องสงสัยว่ามีการซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ๗,๐๐๐ กว่าคนถูกอุ้มเข้าค่ายอิงคยุทธบริหารตลอด ๑๕ ปีที่ผ่านมา แน่นอนสถิติการเสียชีวิต ไม่สูงมีไม่ถึง ๕ รายที่มีสถิติชัดเจนว่าเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ แต่ในบรรดา ๗,๐๐๐ กว่าคนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าความปลอดภัยต่อชีวิตของพวกเขาถูกพรากไปเมื่อต้องเข้าไป อยู่ในค่ายทหารโดยไม่มีการแจ้งข้อหาโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีขออับดุลเลาะ อีซอมูซอ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ การเสียชีวิตของอับดุลเลาะ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ซึ่งเป็นผู้ดูแลอับดุลเลาะหลังจาก ออกมาด้วยอาการโคม่า ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นและสมองบวม ก็ยืนยันว่าโรงพยาบาล ไม่เคยบอกว่าอับดุลเลาะไม่ได้ถูกทำร้าย ไม่เคยบอกว่าการหยุดหายใจของอับดุลเลาะไม่ได้เกิด จากการกระทำของคนอื่น การสอบสวนเพื่อหาความจริงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป กรณีของ อับดุลเลาะก็เช่นเดียวกับกรณีของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ๓ รายที่ตายบนเขาตะเว พวกเขาไม่ได้ ต้องการเพียงแค่เงินเยียวยาซึ่งรัฐต้องให้อยู่แล้วในฐานะทำให้ประชาชนเสียชีวิต พวกเขาไม่ได้ ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่เข้าคุก สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดก็คือความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ญาติพี่น้องที่พวกเขาต้องสูญเสียไปและต้องการความเป็นธรรมจากรัฐบาล อย่างที่ดิฉันบอกว่า ต้นเหตุของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มันก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันคือการ ละเมิดที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเจ็บช้ำคับข้องใจนำไปสู่ความโกรธแค้นและนำไปสู่การ กลายเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ ตราบใดยังไม่ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบนี้ความสันติไม่มีทาง ที่จะบังเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การละเมิดอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหลายท่านถ้าไม่เคยลงไป ในพื้นที่อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ ก็คือการตั้งด่านลอย ดิฉันเข้าใจดีเลยทีเดียวว่าทำไม ประชาชนในพื้นที่ถึงมีปัญหากับการตั้งด่านทุก ๓๐๐ ๔๐๐ เมตร ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันทำให้ เสียเวลาทำให้ต้องหยุดบ่อย ๆ กว่าจะที่หนึ่งไปถึงอีกที่หนึ่งเจอไป ๕ ด่าน ๖ ด่าน แต่มันคือ การเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หน้าตาอย่างดิฉัน ดิฉันบอกเลยดิฉันพื้นที่ภาคใต้ ๓ จังหวัด เดือนหนึ่งอย่างน้อยที่สุด ๑ ครั้ง แทบจะไม่เคยมีเลยที่ดิฉันจะโดนเรียก เพราะว่าหน้าตา ของดิฉันเป็นหน้าตาของคนไทยภาคกลางไม่ได้เป็นหน้าตาของคนมุสลิม แต่ถ้าท่าน มีหน้าตาเป็นคนมุสลิมมลายูไม่ว่าด่านไหนท่านก็จะโดนเรียก และนี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ในพื้นที่แล้วท่านคิดดูว่าจิตใจของคนในพื้นที่ที่โดนแบบนี้ตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเขารู้สึก อย่างไร แน่นอนร่างกายเขาไม่ได้เจ็บ ชีวิตเขาไม่ได้ถูกพรากไปแต่จิตใจของเขาที่ถูกเลือก ปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง โดนเรียกตรวจค้นเสียเวลาบางที ๒๐ นาที บางที ๓๐ นาทีกับกิจวัตรประจำวันเพียงแค่ขี่มอเตอร์ไซค์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ท่านคิดว่าท่านโดนแบบนี้ทุกวันเป็นเวลา ๑๕ ปีชีวิตท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะรู้สึกอย่างไร กับรัฐไทย นี่ก็คือตัวอย่างของการละเมิดในชีวิตประจำวันที่คนจำนวนมากอาจจะไม่เห็น ความสำคัญ แต่การละเมิดที่ดิฉันอยากจะใช้เวลามากที่สุดที่จะอธิบายให้ทุกท่านฟังในวันนี้ เป็นสิ่งที่แทบ ไม่เคยได้รับการพูดถึงเลยในการพูดถึงปัญหาชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือเด็กกำพร้าจากคดี ความมั่นคง เมื่อสักครู่นี้ดิฉันกล่าวไปแล้วว่าเด็กที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๑,๓๓๒ คน ตัวเลข ๑,๓๐๐ กว่าคนมากไหม มาก แต่ตัวเลขที่มากและน่าตกใจยิ่งกว่า และไม่เคยมีใครตระหนักถึงก็คือเด็กกำพร้าที่กำพร้าจากพ่อแม่ซึ่งตายหรือถูกจับจากคดีความ มั่นคง ตัวเลขนี้มีการศึกษาทางวิชาการพบว่ามีจำนวนมากถึง ๙,๒๒๖ คน เด็กเกือบหมื่นอยู่ใน สภาพกำพร้าที่ไม่ใช่เด็กกำพร้าซึ่งรัฐอยากจะตระหนักรู้ถึงความมีอยู่ของพวกเขา เป็นเด็ก กำพร้าที่อยู่ในชุมชน คนในชุมชนก็มองด้วยความแปลกแยก เพราะว่าพ่อหรือแม่ หรือทั้งคู่ ทั้งพ่อและแม่ของเด็กเหล่านี้ถูกตราหน้าว่าเป็นโจรใต้ เด็ก ๙,๐๐๐ กว่าชีวิตนี้อยู่ภายใต้ การดูแลขององค์กรเอกชนบ้าง อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐบ้าง แต่ก็ไม่มีทางเป็นไป อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นโยบายของรัฐแน่นอนโดยนโยบายโดยตัวหนังสือสั่งให้มีการดูแล เด็กกำพร้า แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ดิฉันได้พบเห็นจริง ในสภาพจริงของพื้นที่ ผู้ปฏิบัติงานจริง พวกเขาไม่กล้ายุ่งกับเด็กเหล่านี้ เพราะว่าเด็กถูกตราหน้าว่าเป็นลูกโจร ดิฉันก็ขอถามว่าเด็กเลือกเกิดได้หรือไม่ว่าจะเป็นลูกโจร ว่าจะเป็นลูกทหาร ว่าจะเป็นลูกตำรวจ หรือว่าจะเป็นลูกของผู้แทนราษฎร ไม่ว่าเด็กจะเกิดจากใคร พวกเขาคือชีวิตที่ไม่ได้เลือกว่า ตัวเองจะเกิดมาอยู่ตรงจุดไหน แต่กลับต้องได้รับผลพวงจากการกระทำของพ่อหรือแม่ ของพวกเขา และบ่อยครั้งเราไม่ต้องพูดถึงว่าคดีความมั่นคงเหล่านี้บางครั้งคนที่ถูกจับก็ได้รับ การพิสูจน์ในภายหลังว่าไม่ได้มีความผิดจริง แต่เด็กถูกตราหน้าไปแล้วว่าเป็นลูกของผู้ร้าย คดีความมั่นคง สภาพจิตใจของเด็กเหล่านี้บางทีมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยม เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าพ่อแม่ ไปไหน ถ้าหากว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลยในเรื่องนี้อย่างน้อยดิฉันขอให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติคำถาม แบบนี้ และท่านไปเรียนหลักจิตวิทยาเบื้องต้นมาก่อนที่จะไปพบเด็ก ท่านจะไปถามเด็กกำพร้า ทำไมว่าพ่อแม่ไปไหน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่โดยไม่มีใครคิดจะจัดการ อย่างจริงจัง กลไกเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ในการดูแลปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้คืออะไร นอกจากองค์กรเอกชนที่เงินทองก็ค่อนข้างอัตคัดขัดสนที่ช่วยเหลือกันไปตามมีตามเกิด ดิฉันเคยกล่าวไปแล้วในการอภิปรายงบประมาณในส่วนของงบบูรณาการการแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ กอ.รมน. ได้งบเป็นพันพันล้านบาท คณะกรรมการ สิทธิและมนุษยชนแห่งชาติได้งบในการดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลักแสนบาท ซึ่งก็คง จะทำอะไรไม่ได้ ที่มีปัญหายิ่งไปกว่านั้น มีความพยายามจากภาครัฐที่จะตั้งคณะกรรมการ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่คณะกรรมการนี้ ตั้งขึ้นมาโดยใครท่านทราบหรือไม่ ผู้ที่แต่งตั้งคือ ผอ. กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ทหาร ผู้ที่เป็น ผู้นั่งหัวโต๊ะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชายแดนภาคใต้ก็ยังคงเป็นทหารอยู่ดี ดิฉันไม่ได้ บอกว่าทหารไม่มีความรู้ความเข้าใจเลยในเรื่องสิทธิมนุษยชน ดิฉันเชื่อว่าก็คงมีหลายท่านที่มี ความรู้ความเข้าใจแต่โดยความรู้สึกของคนในพื้นที่เขารู้สึกว่าเขาถูกละเมิดก็โดยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร และคณะกรรมการที่เป็นคุ้มครองสิทธิของพวกเขาหัวโต๊ะนั่งโดยทหาร ทั้งคณะแต่งตั้งโดยทหาร ท่านคิดว่าคณะกรรมการนี้จะสามารถทำงานได้แค่ไหน อย่างไร คุณอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการถึงกับลาออกไปแล้ว ในระหว่างการตรวจสอบคดีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากการ เรียกข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อองค์กร เมื่อกลไกที่มีอยู่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ ดิฉันจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่เราในฐานะ ตัวแทนของประชาชน สภาผู้แทนราษฎรควรทำหน้าที่ให้สมกับเป็นผู้แทนของราษฎร และช่วยกันทำให้กลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำงานได้จริง อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความสงบสันติในพื้นที่อย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ