บัญญัติ บรรทัดฐาน หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่ามีปัญหามากมายเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเรียกร้องการแก้ไขสูตรการคำนวณผลการเลือกตั้ง รวมถึงระบุว่า ระบบการเลือกตั้งในประเทศไทยมีความล้มเหลว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเลือกตั้งจากบัตร 2 ใบไปเป็นระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน ทำให้เกิดความสับสนและความยุ่งเหยิง และเรียกร้องการแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอกราบ ขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาให้เกียรติผมได้อภิปรายเป็นคนสุดท้าย ในวันนี้นอกเหนือจากเจ้าของญัตติซึ่งคงจะต้องมาสรุปต่อท้ายจากกระผมอีกชั้นหนึ่ง ในเบื้องต้นทีเดียวคงจะต้องขออนุญาตซักซ้อมกับท่านประธานในเรื่องระยะเวลาของการ อภิปราย เพราะเมื่อตอนหัวค่ำวันนี้ท่านประธานคนแรกที่ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานได้อ่าน เวลาอภิปรายของกระผมว่ามีเพียงประมาณ ๑๐ นาทีเท่านั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่ครับ เข้าใจว่า จะสลับกับเวลาของท่านสมาชิกร่วมพรรคของกระผมคือท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เพราะฉะนั้นเพื่อความเป็นธรรมของกระผม กระผมขอใช้เวลาที่ซักซ้อมกันไว้ในเบื้องต้นคือ เท่ากับเวลาที่ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติได้อภิปรายไปแล้ว อย่างไรก็ตามขอกราบเรียนให้ท่าน ประธานได้รับความสบายใจว่าคงไม่พูดยาวหรอกครับ เพราะว่าใจของกระผมเองก็ตั้งใจ อยากจะให้ญัตติดังกล่าวนี้ได้เสร็จสิ้นเร็ว ๆ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษา ตามความประสงค์ของเจ้าของญัตติให้ได้เสร็จภายในวันนี้ให้ได้ ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจะมีจำกัด กระผมคงไม่ได้มีโอกาสที่จะพูดเท้าความย้อนหลังถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวของรัฐธรรมนูญ ให้มากมายแต่ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่จะขอกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมเป็นคนหนึ่ง ที่ได้ติดตามการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้มาตั้งแต่ในชั้นยกร่างของกรรมาธิการยกร่าง ติดตามแล้วต้องขอกราบเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ค่อยจะสบายใจครับ เห็นปัญหาของความยุ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นตามมาหากจะได้มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเวลานั้น พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ความว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ จะมีแต่ปัญหาทั้งนั้นต้อง ยอมรับว่าในเนื้อหาสาระที่ดี ๆ ก็มีอยู่มากพอสมควร แต่ว่าอย่างไรก็ตามสำหรับเนื้อหาสาระ ที่เป็นปัญหาจริง ๆ ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามีอยู่มากอย่างน้อยที่สุดท่านประธานครับ ๓ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ คือระบบการเลือกตั้ง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลในการทำให้ พรรคการเมืองอ่อนแอลงเป็นอันมาก
ประเด็นที่ ๓ ที่สำคัญจริง ๆ เช่นเดียวกันก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังขาด เนื้อหาสาระที่จะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาการของประชาธิปไตยต่อไปในวันข้างหน้าให้มี ความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ในตอนยกร่างคณะกรรมาธิการกระผมเองก็ได้ใช้ความพยามยามในการ วิพากษ์วิจารณ์โดยการเขียนบทความผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ต้องขอถือโอกาสนี้ เช่นเดียวกันกราบขอบพระคุณหนังสือพิมพ์แนวหน้า ซึ่งในเวลานั้นได้กรุณานำเอาบทความ ที่กระผมเขียนไปลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญจนกระทั่ง ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นลง ในทันทีที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญกระผม คิดว่ากระผมก็คงสามารถที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าทุกอย่างไม่เกินไปจากความ คาดหมายที่กระผมคาดหมายไว้ตั้งแต่ต้นแต่ประการใดทั้งสิ้นครับ ได้มีความยุ่งเหยิงได้มี ความยุ่งยากมากเรื่องเกิดขึ้นอย่างมากมายร้อยแปดพันประการ นับตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานเองก็คงจะสังเกตเห็นเป็นอย่างดี ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากการเลือกตั้งภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระผมเรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการบังคับใช้ ภายหลัง การเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์แห่งความยุ่งยากมากเรื่องมากที่สุด อย่างน้อย ๕-๖ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมาภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือเป็นการเลือกตั้งที่ประกาศผลการเลือกตั้งช้ามากที่สุดเป็น ประวัติการณ์สำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย ท่านประธานเอง ผมเอง หรือท่านสมาชิก ในสภานี้หลายต่อหลายท่านที่ผ่านการเลือกตั้งมาหลายยุคหลายสมัยภายใต้การบังคับใช้ รัฐธรรมนูญหลายต่อหลายฉบับก็ต้องยอมรับความจริงว่าในเวลาที่แล้วมาหลังการเลือกตั้ง เพียงวัน ๒ วันเท่านั้น การนับคะแนนผลเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ก็จะเป็นที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป แล้วหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็น ทางการก็ได้บังเกิดขึ้น แต่คราวนี้เป็นอย่างไรเกือบจะ ๒ เดือนเต็ม ๆ หลังจากวันเลือกตั้ง วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ แล้วเกือบจะ ๒ เดือนเต็ม ๆ ถึงสามารถจะประกาศผลเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปกันได้ นี่คือความเป็นที่สุดในประการที่ ๑ ครับ
ความเป็นที่สุดในประการที่ ๒ คืออะไรครับ สูตรของการคำนวณผล การเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องถือว่าเป็นสูตรที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดและได้รับการโต้แย้งอย่างมากที่สุด เมื่อสักครู่ ยังมีท่านสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ท่านหนึ่งก็ได้ลุกขึ้นมาพูดจาในเรื่องดังกล่าวนี้ เช่นเดียวกัน เพราะความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพียงคำคำเดียวว่าจำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีก็ดูยังจะเป็นถ้อยคำในกฎหมายที่ยังมีการตีความ อยู่อย่างหาจุดจบไม่ได้แม้กระทั่งมาถึงทุกวันนี้ นี่คือความยุ่งยากมากเรื่องของความเป็นที่สุด ในประการที่ ๒
ประการที่ ๓ คืออะไรความไม่แน่นอนของสมาชิกภาพ ของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อหรือแบบบัญชีรายชื่อ เพราะภายใน ๑ ปีนับจาก วันเลือกตั้งเป็นต้นมาถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งหนึ่งเขตเลือกตั้งใด เพราะผลจาก ความไม่สุจริตหรือความไม่เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในเวลาที่ผ่านมาคำนวณคะแนนใหม่ครับ ผลเปลี่ยนซึ่งเราก็พบความจริงว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงของสมาชิกภาพของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกันมาแล้ว ได้มีโอกาสเข้ามา ดำรงตำแหน่งเพียงประมาณสักสัปดาห์เดียวเท่านั้นครับ หลังจากนั้นต้องคำนวณกันใหม่แล้ว ก็เปลี่ยนแปลงกันใหม่ผมคิดว่านี่เป็นความเป็นที่สุดในประการที่ ๓
ความเป็นที่สุดในประการที่ ๔ ก่อให้เกิดพรรคการเมืองมากที่สุด ทั้งในสภานี้ และในรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ครับ กล่าวได้ว่ามีพรรคการเมือง มากที่สุดในสภาและมีพรรคการเมืองมากที่สุดในรัฐบาลมากกว่าครั้งใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะมากถึง ๑๙ พรรค อันนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน
และในประการที่ ๕ พรรคการเมืองมากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลก็ยาก ผลที่สุด กว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จก็ต้องถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกัน เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลช้าการแถลงนโยบายของรัฐบาลก็จะช้า และสำคัญเหนือ สิ่งอื่นใดก็คือว่าการจัดทำงบประมาณประจำปีก็พลอยให้ล่าช้าไปด้วย เงินงบประมาณของ แผ่นดินที่คิดว่าจะเป็นหลักสาระสำคัญในการอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็ไม่สามารถที่จะกระทำลงได้ ก็เป็นตัวซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศอีกอันหนึ่ง เหมือนกันครับ
และในประการที่ ๖ ซึ่งกระผมคิดว่าน่าจะเป็นประการสุดท้ายที่พอจะนับได้ ในวันนี้ก็คือว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำมากที่สุดนับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลบริหาร ประเทศมาแล้วหลายต่อหลายคณะ
ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากอะไรครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะ นับเนื่องได้ว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการเลือกตั้งในระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างท่านค่อนข้างจะมีความมั่นใจเป็นอันมากในนวัตกรรมที่ท่าน พยายามจะสร้างขึ้นมา ผมเหลียวกลับไปดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้ กล่าวถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐพึงจัดให้ มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วยเพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบท ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานครับ ท่านนำเอาหลักสาระสำคัญของบทมาตรา ๗๗ ซึ่งคนร่างรัฐธรรมนูญคงตั้งใจจะใช้หลักที่ว่านี้เป็นมาตรหรือเป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวของ กฎหมายทุกฉบับที่ได้ตราขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้านำเอาหลักดังกล่าวนี้มาใช้เป็น ตัวชี้วัดความสัมฤทธิ์หรือไม่สัมฤทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า แม้กระทั่งกรรมการยกร่างเองก็คงไม่สามารถที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าสัมฤทธิ์ แน่นอน เพราะมันไม่สัมฤทธิ์เสียมากกว่า มันจะสัมฤทธิ์ได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะ การตรารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น ที่ล้มเหลวนั้นมันไม่ได้หมายความว่ามีการตรากฎหมาย ขึ้นมาก่อนแล้ววันหนึ่งบริบทของสังคมมันเปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดผลไม่สัมฤทธิ์ เพราะ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในขณะที่ความสัมฤทธิ์หรือความก้าวหน้าของ รัฐธรรมนูญในความรู้สึกของประชาชนคนเลือกตั้งได้มีบริบทที่ก้าวหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว คือระบบบัตร ๒ ใบมีท่านสมาชิกหลายต่อหลายท่านได้กรุณาลุกขึ้นมาพูดจากในทางดี ในสภาทั้งการประชุมนัดที่แล้ว และการประชุมนัดนี้มันกลับกลายเป็นว่าในขณะที่ ความก้าวหน้าของประชาชนที่มีบริบทก้าวหน้าในระบบเลือกตั้ง เข้าใจระบบเลือกตั้งและ พอใจในระบบเลือกตั้ง กลายเป็นว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเองกลับมาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ถอยหลังไปอย่างน้อยก็ประมาณ ๒๐ ปีแล้วปัญหามันถึงเกิดขึ้น ท่านประธานครับ บัตร ๒ ใบนั้นต้องยอมรับความจริงว่าเราใช้มาแล้วอย่างน้อยก็ ๔ ครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๕๐ ใช้มาแล้วสำหรับการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ กล่าวได้ว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ประชาชนคนเลือกตั้ง ได้มีความเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดีต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งในระบบบัตร ๒ ใบที่ว่านี้ ที่สำคัญ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือว่ามันเป็นทางออกที่ทำให้ประชาชนไม่อึดอัดต่อการที่จะใช้สิทธิ ลงคะแนนเลือกตั้ง รักผู้สมัครพรรคหนึ่งแต่ไม่ชอบพรรค หรือไม่รักผู้สมัครแต่ชอบพรรค ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีทางออกด้วยกันในลักษณะที่สามารถจะเลือกคนจาก พรรคหนึ่งและสามารถที่จะเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่งได้ตามใจชอบ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านคิดอะไรขึ้นมาครับ จะบอกว่าท่านคิดที่จะทำลายระบบ ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองก่อให้เกิดความสับสน ท่านก็คงไม่ปรารถนาร้ายถึงขนาดนั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ผมคิดว่าผลของการยกร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะ ดังกล่าวนี้นวัตกรรมของระบบเลือกตั้งที่ท่านพยายามสร้างขึ้นมาดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดความ สับสนวุ่นวาย ความยุ่งเหยิงกันมากมายเป็นพิเศษก่อให้เกิดความล้มเหลวของระบบเลือกตั้ง ในประเทศไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็สามารถจะกล่าวเช่นนั้นได้ นี่คือความสับสนความยุ่งเหยิง และความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งที่ดูจะเป็นที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปในขณะนี้แล้ว
ความล้มเหลวในประการที่ ๒ ซึ่งเป็นความล้มเหลวที่น่ากังวลมากเช่นเดียวกัน คือระบบเลือกตั้งดังกล่าวนี้เป็นระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดความอ่อนแอของพรรคการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่แท้ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านประธานเองก็เป็นนักการเมืองเก่า คนหนึ่งผ่านการเลือกตั้งมาหลายยุคหลายสมัยอย่างเต็มที กระผมมีความมั่นใจว่าสำหรับคนเลือกตั้งที่มีจิตใจและมีความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อย่างมากมายพอสมควรนั้นต้องยอมรับความจริงว่าประชาธิปไตยในบ้านเมืองของเราจะมี ความเข้มแข็งอยู่ได้ก็ต่อเมื่อไม่มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งเท่านั้น ถ้าตราบใดพรรคการเมือง อ่อนแอตราบนั้นประชาธิปไตยของประเทศก็ไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่ความเข้มแข็งได้เป็นอัน ขาด ซึ่งระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าเป็นตัวการ อย่างสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง อ่อนแอลงอย่างไรครับ ท่านประธานจากระบบเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งมากมายเป็นพิเศษ เหนือกว่าพรรคการเมือง ความเข้าอกเข้าใจความภาคภูมิใจของประชาชนคนเลือกตั้งที่มีต่อ พรรคการเมืองที่ตนเองให้การสนับสนุนจะค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ หันไปให้ ความสำคัญกับตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่าในระบบพรรคการเมือง ผมคิดว่านี้คือความ ล้มเหลวในประการที่ ๑
ในประการที่ ๒ ระบบเช่นนี้ใช้กันมาก ๆ ต่อไปในวันข้างหน้า ความผูกพัน ความภักดีระหว่างตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งกับตัวพรรคการเมืองเองก็จะลดน้อยถอยลงไปด้วย จับพลัดจับผลูตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเองก็พานคิดไปว่าตนเองได้รับการเลือกตั้งมาเพราะ คุณสมบัติความสามารถเฉพาะตัวของตัวเองมากกว่าพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด ถ้าเกิด กรณีเช่นนี้ขึ้นมาในพรรคการเมืองก็ย่อมจะต้องเป็นข้อแน่นอนที่ไม่ต้องสงสัยว่าระเบียบวินัย ของพรรคการเมืองก็ย่อมจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงอย่างไม่มีปัญหาเลย แล้วนั่นก็ย่อมจะเป็น การแน่นอนว่าความล้มเหลว ความอ่อนแอ ของพรรคการเมืองเกิดขึ้นแล้ว
ในประการที่ ๓ ผมคิดว่าถ้าระบบเช่นว่านี้ได้รับการใช้บังคับต่อไปการประมูล ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีฐานคะแนนดี ชื่อเสียงดี คะแนนนิยมดีจะเกิดขึ้นมากมายต่อไปในวัน ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระบบเลือกตั้งที่ว่านี้ยังขืนใช้บังคับกันต่อไป ร้อยทั้งร้อย ผมกล้าพูดอย่างไม่ลังเลเลยว่าการประมูลตัวผู้สมัครอย่างที่กระผมกล่าวถึงจะเกิดขึ้น อย่างมากมายสำหรับการเลือกตั้งในคราวหน้าอย่างแน่แท้ไม่ต้องสงสัย ผมคิดว่าเหล่านี้คือ ลางร้ายที่ไม่น่าจะเป็นมงคลสำหรับระบบพรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยของ ประเทศนี้อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ ความน่ากังวลในประการที่ ๓ ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับ ความจริงว่าก่อเกิดขึ้นแล้วเหมือนกันจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย ต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย กระผมคิดว่านักประชาธิปไตยที่แท้จริงย่อมจะต้อง มีความเข้าใจเป็นอันดีว่ารัฐธรรมนูญที่ดียิ่งสำหรับการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยก็คือรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีบทบัญญัติที่เอื้ออำนวยให้มีการพัฒนาไปสู่ความ สมบูรณ์แบบของประชาธิปไตยมากยิ่ง ๆ ขึ้นในอนาคต ฉบับนี้มีหรือไม่ครับ เพียงท่านประธาน เหลือบดูสาระเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิชุมชน ส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือแม้แต่สิทธิของผู้บริโภค ในบ้านเมืองของเราจะได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญนี้มากน้อยขนาดไหน อย่างไร ไม่ต้อง เทียบอื่นเทียบไกลละครับ เพียงแต่ย้อนรอยถอยหลังกลับไปเทียบกับฉบับปี ๒๕๕๐ ใกล้ ๆ กับฉบับนี้ เราก็จะพบความจริงและบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลายต่อหลายเรื่องที่ผม และเพื่อนสมาชิกหลายต่อหลายท่านได้กรุณาหยิบยกขึ้นมาพูดจาในสภานี้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วถึงสัปดาห์นี้ ก็จะพบความจริงว่าสาระเนื้อหาดังกล่าวนี้ดูจะถดถอยมากไปกว่า ฉบับปี ๒๕๕๐ มากมายหลายประการด้วยกัน บทบัญญัติเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบทบัญญัติ ที่ควรจะได้รับการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราต่างจะต้องมีความมั่นใจว่าการพัฒนาการเมือง การปกครองไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความสมบูรณ์แบบต่างหากที่จะเป็น หลักประกันที่ดียิ่งสำหรับประชาชนพลเมืองของเรา ไม่ว่าจะในทางการเมืองในทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ในทางสังคม แต่เมื่อเหลียวกลับมาดูบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๒๕๖ ต้องยอมรับความจริงว่านี่คือป้อมปราการอย่างสำคัญยิ่งที่ดูจะเป็นอุปสรรค ข้อขัดข้องอย่างมากมายในการที่จะแก้ไขได้ ท่านประธานครับ เวลาทำท่าว่าจะหมดลงแล้วแต่ว่าเนื้อหาสาระที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น ประโยชน์สำหรับเป็นข้อสังเกตในการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำการศึกษาในแนวทางแก้ไข รัฐธรรมนูญก็อยากจะขอความกรุณาเพื่อเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่า ความชัดเจนของการ แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งดูจะยุ่งยากมากเรื่องก็ดูจะมีเพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้พูดเอาไว้แล้วตาม สมควร แต่ว่าบางทีตัวอย่างที่กระผมจะขอหยิบยกมาบอกเล่าให้ท่านประธานและเพื่อน ในสภานี้ได้รับทราบในวันนี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ทำให้มองภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่ายุ่งยาก มากเรื่องขนาดไหน วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประเทศผ่านมาแล้วถึง ๒๐ ฉบับ ถ้านับฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งเรากำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ๑๙ ฉบับที่ผ่านมาในเรื่องการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร ใน ๑๙ ฉบับที่ผ่านมาผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าบางฉบับก็มีบทว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมและบางฉบับก็ไม่มีเพราะ เป็นเพียงรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หรือเป็นรัฐธรรมนูญเพียงรอการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญฉบับ ถาวรขึ้นมา มีรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก่อนฉบับนี้อยู่ ๑๓ ฉบับด้วยกันที่มีบทบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีความชัดเจนอธิบายได้ ใน ๑๓ ฉบับที่ว่านี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าล้วนแล้วแต่ใช้หลักการของการถือเสียงข้างมากที่นับรวมกันเป็นตัวตัดสิน ชี้ขาดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งต่างกับฉบับนี้ ใน ๑๓ ฉบับมีอยู่ ๘ ฉบับที่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นเพียงแต่ใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่งเท่านั้นก็สามารถจะ แก้ไขได้ มีอยู่ ๔ ฉบับที่ใช้เสียงยากมากขึ้นเล็กน้อยคือต้องได้มากถึง ๒ ใน ๓ แล้วก็มีอยู่เพียง ฉบับเดียวเท่านั้นที่ยากมากไปกว่าทั้ง ๒ ส่วนที่ว่าคือรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี ๒๔๗๕ ซึ่งต้อง ใช้เสียงมากถึง ๓ ใน ๔ แต่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็น ๒ ใน ๓ หรือเป็น ๓ ใน ๔ ก็ดูจะ ไม่ยุ่งยากมากเรื่องเหมือนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ว่านี้ เพราะ นอกเหนือจากจะได้เสียงมากเกินไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้วยังจำเป็นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน จากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ คือ ๘๔ เสียง และยังจะต้องได้เสียงสนับสนุนจาก พรรคการเมืองที่ไม่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกอย่างน้อยร้อยละ ๒๐ หลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นมาอย่างนี้ ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปในเนื้อหาลึก ๆ แล้วก็จะพบความจริงว่าน่าจะสวนทางกับหลักการ ของการใช้เสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพราะแม้เราจะได้ เสียงสนับสนุนมากถึง ๒ ใน ๓ คือประมาณ ๕๐๐ เสียงใน ๗๕๐ เสียง แต่ถ้าเราไม่ได้เสียง ข้างน้อย ๘๔ เสียงไม่ได้เสียงข้างน้อยร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๐ ทุกวันนี้ฟังดูแล้วไม่น่าจะ มีปัญหาแล้ว แต่ว่าใน ๘๔ เสียง แม้ว่าจากการพูดคุยกันจะได้มีบรรดาสมาชิกวุฒิสภาบางคน ค่อนข้างจะคล้อยตามว่าถ้าแก้ในเรื่องที่มีเหตุมีผลตามสมควรก็พร้อมจะสนับสนุน แต่จะได้ถึง ๘๔ เสียงหรือไม่ก็ยังเป็นประเด็นอยู่ การกำหนดหลักเกณฑ์เช่นว่านี้เห็นได้อย่างชัด ๆ ว่า แทนที่จะใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสินกลับเป็นการใช้เสียงข้างน้อยมากำหนดเสียงข้างมาก ถ้าเสียงข้างน้อยไม่ได้ตามที่ต้องการเสียงข้างมากจะมากขนาดไหน อย่างไร ก็ไม่สามารถจะ นำการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามความปรารถนาของฝ่ายข้างมากในสภา ผู้แทนราษฎรได้เลย ไม่ว่าจะด้วยประการใดทั้งสิ้น และสำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าผมเป็นคน สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ในชั้นเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย แม้ระยะเวลาของการ เป็นนักศึกษาเรียนวิชากฎหมายว่าด้วยรัฐธรรมนูญจะผ่านพ้นมาแล้วกว่า ๕๐ ปี ผมยังจำ ถ้อยคำที่สำคัญของท่านอาจารย์ผู้บรรยายวิชารัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ท่านคือศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศนี้ ท่านเขียนเอาไว้ท่านบรรยายเอาไว้ เป็นข้อความที่สำคัญตอนหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ความจำเป็นที่ จะต้องทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากกว่ากฎหมายธรรมดาก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ว่า อย่างไรก็ตามท่านบอกว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ว่านั้นยากมากจนเกินไป จนก่อให้เกิดทางตันก็อาจจะนำไปสู่วิกฤติรัฐธรรมนูญได้ แม้เวลาจะผ่านพ้นมาเป็นระยะเวลา กว่า ๕๐ แล้วกระผมยังจำสาระสำคัญของคำบรรยายตอนนี้จากปากของท่านศาสตราจารย์ พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ได้เป็นอย่างดี ยากเกินไปก่อให้เกิดทางตันอาจจะก่อให้เกิด วิกฤติรัฐธรรมนูญได้ บ้านเมืองเราวันนี้เกิดวิกฤติหลายต่อหลายวิกฤติก็สามารถที่จะพูดกันได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่าเราก็ไม่ควรจะใจจืดใจดำถึงขนาดปล่อยให้เกิดวิกฤติ รัฐธรรมนูญขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในประเทศนี้ ซึ่งคงจะไม่ก่อให้เกิดผลดีกับประเทศอย่างไม่มี ปัญหาเลย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมจำได้แม่นยำว่าเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคของกระผม คือ ท่านอาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ท่านพูดเอาไว้เป็นเนื้อความที่ค่อนข้างจะกินใจมาก ท่านบอกว่าบ้านเมืองเราเดินทางมาถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องหันหน้าเข้าหากันจริงใจต่อกัน แล้วตั้งใจแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นเพื่อคลี่คลายปัญหาของประเทศ ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้นวันนี้ บ้านเมืองคงได้เวลาที่จะทำเช่นนั้นแล้ว วันนี้คนทุกภาคส่วนของสังคมในประเทศนี้ควรจะ ตระหนักได้แล้วว่าบ้านเมืองกำลังวิกฤติอยู่มากมายหลายประการด้วยกัน อะไรที่ควรจะ หันหน้าเข้าหากัน แก้ปัญหาร่วมกันในฐานะที่ทุกภาคส่วนก็ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของประเทศ ด้วยกันทั้งสิ้น ผมคิดว่านั่นก็น่าจะถึงวิถีทางน่าจะถึงเวลาที่จะต้องกระทำเช่นนั้น ทั้งหมดนี้คือ เหตุและผลที่กระผมพยายามจะลุกขึ้นมาอภิปรายกราบเรียนท่านประธาน เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความมุ่งมั่นปรารถนาของ พวกเราท่านทั้งหลายทุกคนในวันนี้ และนั่นก็ย่อมจะหมายถึงว่าคณะกรรมาธิการที่ได้รับการ แต่งตั้งจากสภานี้คงจะได้ตั้งอกตั้งใจหันหน้าเข้าหากันจริงใจต่อกัน เพื่อร่วมมือกันแก้ไข ปัญหาของประเทศ ช่วยกันคลี่คลายปัญหาวิกฤติของประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ