สุรสิทธิ์ ชี้รัฐธรรมนูญควรลดบทบัญญัติซับซ้อน เสริมการมีส่วนร่วม-กระจายอำนาจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒

สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีบริบทต่างกัน และรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น พร้อมแสดงความกังวลต่อการตีความและปฏิบัติตามบทบัญญัติบางมาตรา โดยเฉพาะในกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงเสนอให้ตัดทอนบทบัญญัติที่ซับซ้อนเกินจำเป็นเพื่อเอื้อต่อกฎหมายลำดับรอง และเน้นให้การแก้ไขคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นที่กระชับแต่ใช้การได้ดี ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมายตามมาตรา 77 และ 178 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การเสริมความเป็นอิสระด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปฏิรูปประเทศตามมาตรา 257 และการปรับบทบาท ส.ส. ตามมาตรา 185 รวมถึงการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาญัตติทั้ง 6 ฉบับ ก็ถูกเสนอให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและเสถียรภาพของรัฐ

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สำหรับญัตติทั้ง ๖ ญัตติ รวมทั้งการอภิปรายของท่านสมาชิกที่ผ่านมา ผมเรียนว่าผู้ชมทางบ้านคงอาจจะสงสัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ไม่ได้เลย หรืออย่างไร เพราะว่ามีประเด็นค่อนข้างมากสำหรับการอภิปรายในครั้งนี้ เพื่อที่จะนำไปสู่ การแก้ไขและการตั้งคณะกรรมาธิการ ผมเรียนว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑ จนถึงฉบับที่ ๒๐ ในปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าในความแตกต่างในทางความคิดมีอยู่ทุกฉบับ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนบอกว่าดีที่สุดก็คือฉบับปี ๒๕๔๐ ก็ยังมีหลายท่านในสายการเมืองก็ดี หรือว่า ในบางท่านก็ดีก็ยังมีข้อวิจารณ์ในเรื่องเหล่านี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วผมอยากเรียนว่าโดยภาพรวม ทั่วไปรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะมีข้อดีแล้วก็ข้อแตกต่างในทางความคิดค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับ สภาวะสถานการณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งที่ผ่านมาผมเรียนว่า ในปัญหาที่มีการถกเถียงกันค่อนข้างมากในบางยุค บางสมัยก็จะมีในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชน มีในเรื่องของแนวนโยบายของรัฐ มีในเรื่องของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการได้มาของคณะผู้บริหาร ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ในเรื่อง ของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคงเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะเป็นจำเลยของสังคมอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าโดยแท้จริงแล้วร่างรัฐธรรมนูญ ผมอาจจะบอกว่ามันเป็นข้อดีเสียส่วนใหญ่ จะมีปัญหาอย่างที่ผมได้กราบเรียนในบางช่วงบางสมัย สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ พวกเราทุกคนทราบดีนะครับว่าได้เกิดขึ้นในช่วงแห่งความไม่สงบของบ้านเมือง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๑ ท่านด้วยกันได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ได้มีการ วางรูปแบบของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพของปัจจุบันและการเมือง ในปัจจุบัน ผมอยากเรียนว่าสิ่งที่เป็นปัญหาของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญนั้น ถ้าผมจะ พิจารณาอาจจะมีเพียงไม่กี่ข้อ

ข้อแรก ก็คือในเรื่องของความไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในบางเรื่อง

ข้อที่ ๒ มีปัญหาในเรื่องของการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ข้อที่ ๓ นั้นมีปัญหาในเรื่องของทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ การนำไปใช้ อย่างเช่นกรณีที่มีการพูดกันมากก็คือในเรื่องของการไปออกบทบัญญัติ อย่างเช่นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งก็ดี ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์มาก ในเรื่องของวิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญของไทยเรา ของเรามีบทบัญญัติมากไปหรือไม่ เพราะว่าการกำหนดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมากเกินไป มันก็จะเป็นปัญหาต่อการที่จะทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี หรือว่าอนุบัญญัติ ที่ออกตามรัฐธรรมนูญก็ดี มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะถูกกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว การแก้ไข เพิ่มเติม การดำเนินการในเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่ สิ่งที่เกรงกันมากที่สุดก็คือการขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ตัวนี้จะเป็นปัญหาอุปสรรคประการหนึ่ง ซึ่งผมเรียนว่าคณะกรรมาธิการที่จะตั้ง ต่อไปก็ต้องนั่งคิดนะครับว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาอยู่นี้เราจะแก้ปัญหา ในบทบัญญัตินี้อย่างไร เราจะมีการตัดทอนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางส่วนหรือไม่ เพราะ ผมเรียนว่าในบางประเทศเองจำนวนมาตราของรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ท่านไปดูประเทศสหรัฐอเมริกาเขามีเพียง ๗ หมวด มีเพียง ๒๔ มาตรา แต่ว่าเขาใช้มานาน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ ประเทศรัสเซียก็มีเพียง ๑๓๗ มาตรา ประเทศอังกฤษ เป็นรูปแบบของกฎหมายที่ไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ในส่วนของ ประเทศฝรั่งเศสมีเพียง ๘๙ มาตรา ประเทศเยอรมนีมี ๑๔๖ มาตรา และประเทศจีนมีเพียง ๑๓๘ มาตรา ของประเทศไทยเราเคยมีถึง ๓๐๐ กว่ามาตรา ค่อนข้างเยอะมากนะครับ มันก็เป็นปัญหาอุปสรรคประการหนึ่งต่อการที่จะทำให้กฎหมายลำดับรองลงไปมีข้อจำกัด ในการพิจารณา อย่างไรก็ตามผมเรียนว่าโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัญหาที่มีการพิจารณา กันแล้วก็มีข้อขัดข้อง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายลำดับรองที่ลงไปพิจารณาแล้ว มันทำให้มีผลยึดโยงมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งในบางบทบัญญัติเองผมอาจจะเรียนว่าก็ไม่ได้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐธรรมนูญมากมายเท่าไรนัก ดังนั้นผมอยากเรียนว่าโดยภาพรวมเอง ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขทั้งฉบับ ซึ่งผมเรียนว่าหากมีบทบัญญัติใดที่ควรแก้ไข บทบัญญัติใดที่เป็นปัญหา อุปสรรค ผมอยากให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเห็นด้วยต่อการที่จะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการแก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการแก้ไขนั้น ผมอยาก ให้มองในเรื่องประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ รัฐบาลจะได้เปรียบ ฝ่ายค้านจะได้เปรียบ หรือใครจะได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผมเชื่อได้ว่าหลังจากที่ได้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการและมีการนำเสนอแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการที่เราจะต้องใช้มติของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่ง ที่จะกำหนดว่าควรจะแก้อะไร หรือไม่แก้อะไร ------------------------------------------ ซึ่งตรงนี้ก็คงจะต้องมีการพิจารณาต่อไป ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็มีสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการเมือง ต่อระบบการปกครองของเราไม่น้อย ทีเดียว ผมอาจจะยกตัวอย่างสัก ๒-๓ เรื่องด้วยกัน

ประการแรก ผมอยากเรียนว่าในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในประการแรก มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ระบบของการตรากฎหมายในกระบวนการนิติบัญญัตินั้นมีความ ชัดเจนมีทิศทางที่ดีขึ้น ผมอยากเรียนว่าในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการ กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น ถ้าอันไหนที่ควรจะยกเลิกหรือว่า ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพ ของประชาชนแล้วตรงนี้เขาให้มีการปรับปรุงแก้ไขได้ทันที ผมเรียนว่าในกฎหมายของเรา อาจจะบอกว่าประชาชนอ่านแล้วก็เข้าใจเข้าถึงกฎหมายเรียกว่าลำบากมากหรือว่ามีปัญหา มาก ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้กำหนดที่จะให้การเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่อประชาชน แล้วก็สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดอย่างถูกต้อง ผมเรียนว่าถ้านับถึง วันนี้เรามีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ร่วม ๘๐๐ ฉบับ ไม่รวมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะการ แก้ไขเพิ่มเติมก็จะเข้าไปสู่ในระบบของกฎหมายแม่ ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ว่าวันนี้ที่ผ่านมามีการ แก้ไขค่อนข้างเยอะมากในอดีตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของ สนช. มีกฎหมายที่เข้ามาแก้ไข เพิ่มเติมอาจจะบอกว่านับ ๕๐๐ ฉบับได้ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าแม้กระทั่งนักกฎหมายทั่วไป หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองเราก็ตามไม่ทันเช่นเดียวกัน นับภาษาอะไรพี่น้องประชาชน ก็เช่นเดียวกัน ตรงนี้ประชาชนก็เข้าถึงในเรื่องของกฎหมายยากขึ้น ดังนั้นในบทบัญญัติตรงนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดเอาไว้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งในวรรคสองของมาตรา ๗๗ ได้บอกไปแล้วว่าก่อนตรากฎหมายทุกฉบับรัฐจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมีการวิเคราะห์ผลกระทบว่ากฎหมายนี้จะมีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนอย่างไรอย่างรอบด้านแล้วก็เป็นระบบ การรับฟังความคิดเห็นจะต้องมีการเปิดเผย รายงานผลการวิเคราะห์ให้กับประชาชนทราบด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายที่รัฐได้พึงเสนอ เอาไว้ถ้าหากว่ามีการพิจารณาผ่านไปแล้วรัฐจะต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ทุกฉบับ ทุกระยะเวลาในการที่จะดูว่ากฎหมายตรงนี้มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นผลดีของกระบวนการนิติบัญญัติ สำหรับในเรื่อง ของการรับฟังความคิดเห็นนี้กฎหมายได้มีการกำหนดให้สภาได้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเป็นกฎเกณฑ์ของการดำเนินการ รวมทั้งในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นเรื่องของการกำหนดเกณฑ์ในการนำเสนอกฎหมาย อันนี้ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐคือเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ถ้าถามว่าแล้วกฎหมายที่เสนอ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๒๐ คน หรือว่ากฎหมายที่เกิดขึ้นจากผู้มีสิทธิ เลือกตั้งหรือประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนทำอย่างไร ในกฎเกณฑ์เหล่านี้ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการออกกฎเกณฑ์ในเรื่องเหล่านี้แล้วโดยอาศัยตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๑๐ เป็นการที่จะรองรับในส่วนของร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย ที่เสนอโดยพี่น้องประชาชนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งอันนี้คือ กฎหมายทั่วไป ในอีกส่วนหนึ่งถ้าหากว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์การระหว่างประเทศ หรือว่านานาชาติก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ เช่นเดียวกันว่าถ้ามันเป็น สัญญาที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปเป็นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุน หรือว่าในเรื่องของการดำเนินการในเรื่องของสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสรี เขตศุลกากรหรือว่าในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้นะครับ รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดว่าจะต้องมีกฎหมายในการกำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการคุ้มครองพี่น้องประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นในกระบวนการนิติบัญญัติเหล่านี้ ผมจึงถือว่าเป็นทิศทางที่ดีของสภานิติบัญญัติแห่งนี้ เราจะมีมิติใหม่ในการสร้างกฎหมายที่ดี แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนนั้นสามารถเข้าถึงได้ แต่ว่าในส่วนของกฎหมายที่จะอนุมัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ นี้ ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานของภาครัฐอยู่นะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนนะครับ ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการ ที่จะเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ผมเรียนว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นี่นะครับ ได้มีการกำหนดรองรับไว้ว่ารัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในการปกครองตามเจตนารมณ์ของประชาชน มีการดำเนินงานจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร อบจ. อบต. เทศบาล ได้มีการกำหนดจัดตั้งไว้ มีการกำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจปี ๒๕๔๒ รองรับเอาไว้ แต่โดยความเป็นจริงแล้วผมคิดว่า ทุกวันนี้การดำเนินงานตามบทบัญญัติของกฎหมายจัดตั้งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจก็ยังมีปัญหาอุปสรรคในการออกระเบียบ ออกกฎนะครับ ซึ่งผมเรียนว่ายังมีความล่าช้าและไม่ตรงต่อเจตนารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการ ของท้องถิ่นนั้นมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งแนวคิดผมเรียนว่าเมื่อให้ ความเป็นอิสระรองรับจากรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วท้องถิ่นไม่ได้อิสระอย่างนั้น แนวคิดของการดำเนินงานของท้องถิ่น ความจริงเรามองว่าท้องถิ่นน่าจะทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นแต่สิ่งที่ห้าม แต่องค์กรตรวจสอบเขามีแนวคิดที่กลับกันก็คือบอกว่าอะไรที่ไม่ให้ อำนาจทำไม่ได้นะครับ ทุกวันนี้ปัญหาในการดำเนินงานของท้องถิ่นนั้นได้เกิดขึ้น แต่โดย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่ามันเป็นมิติใหม่ที่จะกำหนดแนวทางในการที่จะร่างกฎหมายฉบับ ใหม่ ซึ่งจะมีผลที่จะทำให้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจสิ้นสุด ลงไป โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระจายหน้าที่ และอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ขณะนี้ ซึ่งจะรวมในเรื่องของการบริหารการ จัดการในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งงบประมาณที่ผ่านมาผมเรียนว่าแม้จะมีการกำหนด ๓๕ เปอร์เซ็นต์แต่ก็ทำไม่ได้ ในเรื่องของการกำหนดตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกเหนือจากการ กำหนดอำนาจหน้าที่การบริหารงานแล้วยังมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับภาษี ซึ่งจะทำให้การ จัดเก็บภาษีและการจัดสรรภาษีนั้นมีความเหมาะสมด้วย ผมเรียนว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับ ในจังหวัดที่มีการพัฒนาความเจริญและมีการจัดเก็บรายได้ค่อนข้างมาก

อีกประการหนึ่งนะครับ เมื่อก่อนนี้ในแต่ละองค์กรท้องถิ่นจะมี ก ของตัวเอง ก็คือในการควบคุมดูแลบุคลากร แต่ว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปจะมี ก เดียวก็คือมี คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรชุดเดียวแล้วก็ใช้กับทุกองค์กร ซึ่งจะทำให้ระเบียบ ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีความขัดแย้งกัน ไม่มีความลักลั่นกัน และสามารถใช้ได้ ตรงนี้จะเป็น มิติใหม่อันหนึ่งของการปกครองท้องถิ่นที่จะเป็นระบบได้อย่างดีที่สุด ผมเรียนว่า นอกเหนือจากในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ผมได้เรียนแล้ว ผมเรียนว่าสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ ในมาตรา ๒๕๗ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ มันเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลเองได้มอง ความสำคัญของการปฏิรูปบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเป้าหมายที่ผู้ร่างได้ดำเนินการไว้ ก็คือในเรื่องของการมุ่งมองความสุขที่เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชน แก่สังคมและประเทศชาติ เป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยหลักโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาทั้ง ๕ ด้านไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การบริหารราชการ แผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับตำรวจมีเยอะมากเป็น ปัญหาเยอะ แล้วก็ในด้านของการศึกษาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ตรงนี้จะมี คณะกรรมการอิสระในการดำเนินงานซึ่งตั้งแล้วจะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ซึ่งผมคิดว่า การที่จะไปใส่ในกฎหมายต่างหากย่อมสู้การที่บรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นใน ๓ เรื่องที่ผมกราบเรียนไว้แล้วจะเป็นข้อดีที่สำคัญ แต่อย่างน้อยที่สุดบางครั้งในทาง ปฏิบัติเองก็จะต้องมีการปรับปรุงในบางส่วนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนเพิ่มเติม อีกนิดหนึ่งว่าในส่วนของมาตรา ๑๘๕ ความจริงมันมีบัญญัติอยู่ในปี ๒๕๕๐ แล้วในการที่จะ ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปดำเนินการที่จะก้าวก่ายแทรกแซงโดยเฉพาะภาครัฐ ในภาคท้องถิ่น แต่ว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะว่า ส.ส. เองก็ต้องรับฟัง ปัญหาจากพี่น้องประชาชน พอรับฟังปัญหาไปแล้วเราไม่สามารถโทรศัพท์ไปได้ เป็นหนังสือ ได้ก็ต้องทำให้เป็นภาระของท่านประธานในการที่จะรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการหารือ กันอยู่ทุกวันนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ผมคิดว่าสมควรที่จะมี การปรับปรุงแก้ไข ผมเองเรียนว่าในส่วนตัวผมไม่ได้มีความขัดข้องที่จะให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการในการศึกษา แต่ว่าขอให้การดำเนินงานในสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์เพื่อ ประชาชนแล้วก็เป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานของสภาแห่งนี้ด้วย ผมเรียนด้วยความรู้สึกว่า การที่เรามาพูดกันในวันนี้ทั้ง ๒ ด้านนั้นเป็นประชาธิปไตยด้านหนึ่ง ซึ่งผมเรียนว่าเป็นสิ่งที่ดี และผมเองขอสนับสนุนในญัตติทั้ง ๖ ฉบับนี้ ขอกราบขอบคุณครับ