วราวุธ ศิลปอาชา หารือเรื่องการดูแลสาธารณูปโภคในอุทยานแห่งชาติ โดยเสนอแนวทางในการจัดเก็บเงินและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม เพื่อให้สามารถควบคุมการเข้าชมและจัดเก็บเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสได้ประโยชน์จากแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในคำถามที่ ๒ ที่ท่านสฤษฏ์พงษ์ ได้ถามเมื่อสักครู่นี้นะครับ
ประเด็นแรกเรื่องการทำห้องน้ำและการจัดหาน้ำ ในเรื่องของห้องน้ำนั้น ผมให้ความสำคัญกับทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถ้าหากว่าเราเปิด ให้บริการใหม่และจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวใหม่ แล้วก็ปรับราคาการเข้าใหม่นั้น สิ่งต่าง ๆ สาธารณูปโภคที่เราจะต้องดูแลให้กับนักท่องเที่ยวนั้นจะต้องดีขึ้น ดังนั้นก็ขอรับประเด็น เรื่องห้องน้ำไปจะทำให้ดีขึ้น
ประเด็นต่อมาเรื่องน้ำจืด ในปัจจุบันนี้กรมทรัพยากรน้ำ ผมได้ให้นโยบาย กับกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่าทำงานจะต้องทำควบคู่กันไป บทบาท ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะมีความสำคัญมากขึ้น นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะว่า น้ำบนดินนั้นจะน้อยลง ๆ ผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดูว่าบริเวณตัวเกาะนั้นสามารถจะมีแหล่งน้ำบาดาล ได้มากน้อยเพียงใด อันนี้ก็ขออนุญาตนำไปให้ทางเจ้าหน้าที่นั้นไปสำรวจขุดเจาะดู จุดอ่อน ก็คือปัจจุบันประเทศไทยเรายังไม่มีแผนที่เรื่องศักยภาพน้ำบาดาลอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่ง ในนโยบายของปี ๒๕๖๔ ที่ผมให้กับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปว่า ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลนั้นจะต้องทำแผนที่น้ำบาดาลทั่วประเทศ รวมทั้งตามเกาะ ตามอะไรทั้งหลายด้วย ซึ่งถ้าหากทำได้เราก็สามารถรู้ว่าแต่ละที่ ๆ มีศักยภาพน้ำบาดาลนั้น มากน้อยแค่ไหน
ประเด็นต่อมาเรื่องเกี่ยวกับรายได้ คณะกรรมการจัดเก็บรายได้ ปัจจุบันนั้น เรามีคณะกรรมการติดตามการจัดเก็บรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง แล้วก็เป็นกรรมการส่วนภูมิภาค โดยให้มีบุคคลภายนอกเข้ามา แล้วก็จะมีการรายงานผล ทุกไตรมาส ทุกรอบ ๖ เดือน และ ๑๒ เดือน ตามที่ทาง ป.ป.ช. นั้นได้ให้ข้อสังเกตมา
ประเด็นต่อมาที่ท่านสมาชิกได้สอบถามเมื่อสักครู่ว่ามีความเป็นไปได้ไหมว่า อยากจะให้มีตัวแทนจากท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ อันนี้ขออนุญาตหารือกับทางกรม ขออนุญาตรับเป็นการบ้านไป ถ้าหากทำได้เราไม่ขัดข้องอยู่แล้วครับ แต่ขออนุญาตไปศึกษา ตัวบทกฎหมายก่อน เรื่องการที่จะจัดเก็บนั้นก็ขอให้มั่นใจครับว่าในขณะนี้ที่ผมเข้ามานั้น ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีการพัฒนาระบบจัดเก็บเงินทางอีทิกเก็ต (E-Ticket) การมอนิเตอร์ (Monitor) ระบบนักท่องเที่ยวที่จำนวนคนจะเข้าจะออกอยู่เท่าไรนั้น เรียกว่าดูแบบเรียลไทม์ (Real time) เพราะว่าจะเป็นการประสานงานกับนโยบายแครีอิง คาพาซิตี (Carrying capacity) ว่าแต่ละที่จะมีนักท่องเที่ยว ผมจะดูว่าควรจะมีนักท่องเที่ยว เท่าไรเพราะว่าเขาจะต้องมีการสำรวจกันอย่างเช่นอ่าวมาหยาควรจะมีนักท่องเที่ยววันหนึ่ง รับได้เท่าไรต่อเท่าไร อย่างไร ตรงนี้จะต้องมีการมอนิเตอร์ (Monitor) จำนวนนักท่องเที่ยว ดังนั้นการจัดเก็บเงินแล้วก็รายได้นั้นก็ขอให้สบายใจ ขอให้อุ่นใจว่าผมจะให้ความเข้มงวด กับการจัดเก็บตรงนี้
ประเด็นเรื่องถ้าจะให้ไปพัฒนาแหล่งอื่นต่อโดยที่จะไม่ต้องปิด อันนี้ผมก็เห็นด้วย พอถัดจากอ่าวมาหยาแล้วเราจะไปดูว่าแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล อุทยานแห่งไหนมีสภาพ ที่เรียกว่ายังไม่เสื่อมโทรม แต่ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นฟูได้ง่ายเราก็จะเร่งไปทำแต่ละที่ เห็นด้วยว่า ไม่อยากจะให้ปิดนะครับ แต่ว่าบางที่นั้นถ้าปิดแล้วสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้เรียกว่าจากหน้ามือ เป็นหลังมือภายในเวลา ๑ ปี หรือ ๑๘ เดือนนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าปิดแล้ว เราสามารถวางมาตรการใหม่ ๆ ให้กับแหล่งท่องเที่ยวแหล่งนั้นได้ เพราะผมให้ความสำคัญ กับปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่งนะครับ เราต้องการให้รักษาแหล่งท่องเที่ยวนั้นให้อยู่ได้ ตราบนานเท่านาน ไม่ใช่ว่าเที่ยวกัน ๕ ปี ๑๐ ปีแล้วก็ต้องมานั่งปิดกัน ๒ ปี ๑๐ ปีปิด ๒ ปี ๓ ปี ซึ่งระบบนิเวศนับวันจะใช้เวลามากขึ้น ๆ ในการที่จะฟื้นฟู ส่วนการที่จะเข้าไปทำ กิจกรรมต่าง ๆ ภายในอุทยาน อันนี้ผมเชื่อว่าทางกรมก็จะมีมาตรการการจัดเก็บค่าเข้า ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นนโยบายอยู่แล้วว่าเราอยากให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ จากแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยเรานั้นให้ได้มากที่สุด นอกจากคนไทยแล้วก็รวมไปถึง ชาวต่างชาติด้วยครับ เรื่องค่าบริการอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นหน้าที่ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็มีคณะกรรมการจัดเก็บรายได้ที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ว่า คอยมอนิเตอร์ (Monitor) อยู่ตลอดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ