สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง หารือปัญหาที่ดินในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะพื้นที่สวนปาล์มที่หมดสัมปทานตั้งแต่ปี 2556 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข พร้อมเรียกร้องให้รัฐดำเนินการคืนพื้นที่อย่างเป็นธรรม มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการข้อพิพาทระหว่างนายทุนกับเกษตรกร และป้องกันการบุกรุกอย่างยั่งยืน เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย เขต ๒ จังหวัดกระบี่ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีและส่วนราชการ ท่านสมชายที่อุตส่าห์เดินทางมาร่วมตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ คือประเด็นในส่วนของพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่หมดสัมปทาน ที่อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ร่วม ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ถ้ารวมพื้นที่เช่า ในจังหวัดกระบี่ ๖๐,๐๐๐ ไร่ ๗๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ยังมีประเภทเดียวกันอย่างนี้ที่จังหวัดอื่น ๆ ผมว่าเยอะเป็นหลายแสนไร่ ที่จังหวัดสุราษฎร์ก็เป็นแสนไร่ แต่ที่เป็นกระทู้ถามเนื่องจากว่า ที่ดินแปลงนี้หมดสัมปทานตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ มา ก็สร้างความอึดอัดให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่มาก ไม่ว่าจะเป็น ทสจ. เป็นนายอำเภอ ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะมติ ครม. ออกมาห้ามต่อสัญญาสัมปทาน ทีนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เขาไม่มีอำนาจหน้าที่ ในเรื่องของการที่จะไปให้พี่น้องประชาชนเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มก็ผิดกฎหมาย คราวนี้ พี่น้องเกษตรกรผู้ยากไร้ไม่ทราบมาจากที่ไหนมายึดกันเต็มไปหมดเลย ผมเคยเป็นประธาน หอการค้าแล้วก็เข้าไปเคลียร์ผลักดันในการยึดที่มาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าสถิติคดี ในจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้นมากเลยจากการจับคนที่เก็บของป่า วันนี้ยังมีผู้ประท้วงนอนอยู่ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่มีเต็นท์อยู่ด้วย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดของผมก็อึดอัดครับ ประเด็นสำคัญที่อยากจะกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีก็คืออยากรู้นโยบายว่ามติ ครม. เราจะ ดำเนินการให้ผู้รับสัมปทานเก่าเขาไปเก็บของป่าต่อไหมปีต่อปี หรือยกเลิกเขตสัมปทานไปเลย ไม่ให้ต่อแล้วและมีมาตรการ อันนี้เน้นว่าเรามีมาตรการในการกดดัน ผลักดันเขาออกไปได้อย่างไร เพราะว่าผู้รับสัมปทานบางคนทั้งรายเล็กรายใหญ่เขามีกลยุทธ์เหมือนกับกรณีที่เมื่อก่อนมี สัมปทานแร่ดีบุก พอแร่ดีบุกหมด เป็นเหมือง เป็นขุมน้ำ เขาก็ไปออกหลักฐานที่ดิน ผมไม่อยากเห็นที่ดินของรัฐแปลงใหญ่ ๆ ถูกนายทุนปล้นเอาไปก็ต้องกราบเรียนท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าผมเสียดายที่ดินแปลงใหญ่ เพราะฉะนั้นที่ดินแปลงใหญ่ต้องแยกว่าที่ดิน แปลงนี้ ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ ผมกับพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งหวงแหนอยากจะมาทำประโยชน์ ให้เป็นสมบัติของชาติและเป็นของพี่น้องปลายพระยา จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะเป็นแหล่ง ปลูกป่า จะเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติก็ค่อยว่ากัน แต่ว่าในพื้นที่ ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่นี้ไม่อยาก ให้ ส.ป.ก. ไปแบ่งปันให้คน ๒๕ ไร่ พอไปให้ ๒๕ ไร่ หรือ ๕๐ ไร่ ในที่สุดนายทุนไปซื้อหมด อยู่เบื้องหลังหมด มีนอมินี (Nominee) ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่หมดสัญญาแล้ว เราต้องแยกว่าที่ดินที่หมดสัญญาไปแล้วปี ๒๕๕๖ รัฐมีมาตรการกดดันอย่างไรให้ได้ที่ดิน อันนี้คืนมา แล้วก็ไปขึ้นป้ายมีอาณาเขตเรียบร้อย ซึ่งผมอยู่ในพื้นที่ยินดีในการที่จะไปช่วย อย่างในกรณีที่ผ่านมาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดรู้สึกไปเอาคืนมาได้ ท่านสมชายคงทราบ ๑,๕๐๐ ไร่ ท่านประธานทราบไหมทำโดยวิธีไหน ใช้รถแบ็กโฮ (Backhoe) ไปขุดต้นปาล์ม หมดเลยครับ เอาต้นปาล์มออกหมด คนบุกรุกไม่มีผลประโยชน์ก็กลับ แต่ก็เฝ้าระวังที่ดิน แต่ที่ดินแปลงใหญ่เราทำอย่างนั้นไม่ได้เราไม่มีงบ แต่เราอยากจะไปทำเป็นแนวกั้นไม่ให้ พี่น้องประชาชนเข้าไปบุกรุกแล้วเอาหน่วยกำลังไปเฝ้าระวังไม่ให้คนเข้าไป อันนี้ทำได้ ประเด็นสำคัญที่สุดตอนที่เราให้เช่าเราไม่มีแผนที่ชัดเจน เมื่อเราไม่มีแผนที่ชัดเจนเราก็ให้ บริษัทสัมปทานเขาไปเช่า บอกว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ ปรากฏเขาก็ไปชี้ ๆ แนวเขต ปรากฏว่าเวลา ผู้รับสัมปทานเขาไปปลูกต้นปาล์มถือว่าเป็นป่าที่ดินเขาเช่าที่ไปปลูกทำประโยชน์ เขาก็ไปชี้ ให้ครบ ๒๐,๐๐๐ ไร่ ท่านรัฐมนตรีคงเข้าใจนะครับ ปรากฏว่าตอนที่ไปชี้เขาชี้ติดที่วัดไปด้วย ที่โรงเรียนไปด้วย พอติดที่วัดที่โรงเรียน พอตอนเขาไปปลูกจริงก็ไปโป่งที่อื่นครับ พอไปโป่งที่อื่น วันนี้ก็เข้าไปในเขตป่าอุทยานบ้าง ในเขตป่าไม้ เขตพื้นที่ชาวบ้านบ้าง อันนี้ก็คือประเด็นปัญหา ที่ทำให้เกิดคดี เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องที่อยากจะฝาก
เรื่องที่ ๑ อยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่านโยบายตามมติ ครม. มีความชัดเจน ก็ต้องประกาศให้ชัดเจน แล้วก็มีแนวปฏิบัติเพื่อให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดกระบี่ไปสั่งการ ให้มีความชัดเจนตามมติ ครม. เดิม
เรื่องที่ ๒ แนวเขตในเรื่องของการแบ่งที่ดินมีปัญหาว่า ๑. ที่ดินหมดสัญญาแล้ว ไม่มีปัญหา ต้องไปเอามาให้เป็นที่ดินของรัฐจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ๒. ที่ดินที่อยู่ในระหว่าง ฟ้องร้องก็ต้องแบ่งโซน (Zone) ว่าอันนี้เป็นข้อพิพาทเรื่องคดี
เรื่องที่ ๓ ที่ดินระหว่างนายทุนกับพี่น้องเกษตรกรก็ต้องแบ่งให้ชัดว่าที่ดิน มีประเด็นปัญหากี่รายกับพี่น้องประชาชนที่เป็นคดีอยู่ ซึ่งมีนายทุนผู้เช่ากับพี่น้องประชาชน ส่วนราชการกับผู้เช่าสัมปทาน ส่วนราชการของกรมป่าไม้กับในส่วนของพี่น้องประชาชนด้วย มีหลายคู่กรณี เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ถ้าเราไม่สามารถที่จะแบ่งประเด็นปัญหาได้ เราก็จะแก้ปัญหาไม่ตรงกับโจทย์ที่มีอยู่ก็เป็นปัญหาที่คาราคาซังอยู่ สำหรับประเด็นนี้ ถ้าเราไม่ไปแก้ไข ม็อบ (Mop) เขาจะมีพลังครับท่านประธาน เพราะม็อบ (Mop) เขามีรายได้ จากการไปแทงผลปาล์มและเอาผลปาล์มนี้ไปขาย วันนี้ ๔.๘๐ บาท ท่านประธานคิดดูสิ ไร่หนึ่ง ๒๒ ต้น เฉลี่ยไร่ละ ๒.๙ ตัน ไปคูณกับ ๔.๘๐ บาท เป็นทุนเท่าไร จำนวน ๑๐,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ เพราะต้นทุนของม็อบ (Mop) เขามีรายได้อันนี้เขาก็มาต่อรอง มาดูแล ในส่วนของกำลังของพี่น้องประชาชนได้ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องต่อเนื่องก็คือในเรื่องของ เกิดคดีแย่งชิงกันแล้วก็ยิงกันตายด้วย ยิงกันตายในพื้นที่นะครับ จังหวัดไม่สามารถที่จะไป ดูแลได้ต้องใช้กำลังของทางกองทัพเข้ามาดูแล อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักพอสมควร เพราะฉะนั้นก็เลยกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าประเด็นหลัก ๆ ในเรื่องของเชิงนโยบาย เราจะทำให้เจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดเขามีความสบายใจอย่างไรในการแก้ปัญหาเบื้องต้นครับ