ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แถลงว่า การเข้ามาของอาลีบาบาในไทยจะกระทบต่อผู้ค้าและผู้ผลิตสินค้าในไทยที่อาจจะสู้สินค้าที่นำเข้ามาผ่านอาลีบาบาไม่ได้ในระยะยาว และอาจจะทำให้คนไทยเป็นลูกจ้างของอาลีบาบา
สุดท้ายของผมนะครับ ผมอยากจะแจ้งนิดหนึ่งผมคิดว่าการส่งเสริมที่เท่าเทียมกัน จริง ๆ แล้วอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ เพราะว่าอย่างที่ผมบอกเราต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในหลาย ๆ ด้านเรายังเสียเปรียบต่างชาติอยู่ เหมือนเราช่วยคนที่มีหมื่นล้านบาทกับคนที่มีร้อยล้านบาทเท่ากันผมคิดว่าอย่างไรเสียคนที่มี ร้อยล้านบาทก็สู้ไม่ได้นะครับ แล้วก็เสริมประเด็นจากเมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึงผู้ประกอบการ ดิจิทัลที่ทำแพลตฟอร์ม (Platform) ยังมีกลุ่มอื่นที่ผมกังวลนะครับ จริงอยู่ที่โครงการนี้จะ เป็นโอกาสที่คนไทยจะสามารถส่งออกไปขายของให้กับคนจีนผ่านทางอาลีบาบาได้นะครับ แต่ทุกวันนี้ที่เงินบาทมันแข็งค่ามาก ตอนนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การส่งออกซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่ก็เป็นโอกาสของผู้ที่จะ นำสินค้าเข้าจากต่างประเทศมาขายในเมืองไทยเพราะว่าต้นทุนจะต่ำลงนะครับ ซึ่งแน่นอน เรารู้กันอยู่แล้วว่าเรามีผู้ค้าที่ทำของนำเข้ามาจากจีน เข้ามาขายในประเทศไทยค่อนข้างมาก เพราะว่าของจากจีนมีราคาค่อนข้างถูก แต่การเข้ามาของอาลีบาบา ผมคิดว่าอาจจะเท่ากับ การตัดบทบาทของกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย เพราะว่าผู้ซื้อจะสามารถซื้อจากอาลีบาบาได้โดยตรง โดยที่แน่นอนว่าราคาถูกกว่าแน่ ๆ แล้วมันจะยังกระทบไปถึงผู้ที่ผลิตสินค้าต่าง ๆ ในประเทศ ที่อาจจะสู้สินค้าที่นำเข้ามาผ่านอาลีบาบาไม่ได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ เพราะว่าต้นทุนของเขา จะต่ำลง แล้วก็ต่ำลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ทำไมผมถึงบอกอย่างนั้นครับ อาลีบาบา ณ ปัจจุบันเขามีข้อมูลบิกดาตา (Big Data) ระดับมหาศาลที่จะวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม ผู้บริโภค เขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเก็บสต็อก (Stock) สินค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้เกิดต้นทุนที่ต่ำที่สุด และในปัจจุบันเขาพัฒนาระบบโรโบติก แวร์เฮาส์ (Robotic warehouse) หรือว่าโกดังที่ไม่ใช้คน ใช้แต่หุ่นยนต์คัดแยกสินค้าในโกดังทั้งหมด และข้อมูลยิ่งเยอะระบบ เขาก็ยิ่งฉลาดขึ้นและต้นทุนเขาก็จะลดลงในระยะยาวในที่สุด ในปัจจุบันข้อเสียเปรียบของ อี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของอาลีบาบาในไทยจะมีอยู่ ๒ อย่าง คือของถึงช้า อย่างเร็ว ที่สุด ๑๐ วัน หรือส่วนใหญ่ก็จะนานกว่านั้น แล้วก็หากผู้ซื้อ หากผมซื้อของจากประเทศจีน ผมต้องการจะคืนสินค้าผมต้องส่งกลับไปเอง ซึ่งมันยุ่งยากแน่นอน อันนี้ยังเป็นข้อได้เปรียบ ของคนไทย แต่การเข้ามาทำอี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce) ศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย จะปิดข้อเสียเปรียบพวกนี้หมดเลย ในระยะยาวอาลีบาบาเขาวางแผนไว้ว่าในที่สุดเขาจะสามารถ ส่งของจากประเทศจีนถึงบ้านลูกค้าที่เป็นคนไทยได้ภายใน ๓ วัน และการคืนสินค้าก็จะสามารถ ทำได้เลยโดยการส่งคืนไปที่ศูนย์ที่อีอีซี (EEC) และที่หนักกว่านั้นคือประกาศศุลกากรเรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร อีอีซี (EEC) เมื่อเดือนกันยายนที่ออกมานี้นะครับ กำหนดให้สามารถจ่ายอากรทุก ๑๔ วัน หมายความว่าเมื่อของเข้ามาส่งไปที่ลูกค้า ลูกค้าไม่ชอบส่งคืน ระยะเวลาไม่เกิน ๑๔ วัน เขาจะไม่เสียอากรในส่วนนี้เลยครับ มันปิดจุดอ่อนได้สนิทที่สุดเลยครับ หมายความว่า เขาจะได้เปรียบทุกสิ่งทุกอย่างของผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นำเข้าในคนไทย ที่สำคัญที่สุดนะครับ หัวใจสำคัญในการตัดสินผู้ชนะในตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) รวมไปถึงตลาดอื่น ๆ คือระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ทุนที่เราเรียกว่าทุนผูกขาดในประเทศไทยทุกวันนี้เขาผูกขาดได้ เพราะว่าเขามีระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่สามารถส่งสินค้ากระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคนอื่น ถึงไม่มีใครสามารถสู้เขาได้ครับ ในระยะยาวจริง ๆ ผมว่าอาลีบาบา สามารถดิสรัปต์ (Disrupt) ไปรษณีย์ไทยได้เลย เราคงไม่มีทางสู้เขาได้นะครับ และการที่เรา อ้าแขนรับผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาวางรากฐานที่มันสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน ขนาดนี้นะครับ ในระยะยาวคนไทยจะไปแข่งขันกับเขาอย่างไรครับ ผมอ่านเจอว่าท่านเลขา อีอีซี (EEC) ให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะมาช่วยพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ ซึ่งจริง ๆ โมเดล (Model) ของสิงคโปร์เป็นแบบนี้คือเพิ่มการจ้างงานและเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรในประเทศ แต่อย่างที่ผมบอกเขาได้รายได้จากทั่วโลก และดึงเงินเข้ามาจ้างคนในประเทศเขา แต่ของเรา ในกรณีนี้มันจะกลายเป็นว่าเราเป็นแค่ลูกจ้างเขาเท่านั้นนะครับ โดยดึงเงินรายได้จากคนไทย มาจ้างกันเอง และท่านยังบอกอีกว่าในระยะยาวผู้ค้าในไทยกับอาลีบาบา ก็คงต้องแข่งขันกัน ในที่สุด ผมมองไม่เห็นหนทางว่าเราจะแข่งกับเขาได้อย่างไร คำถามของผมก็คือในมุมของ ผู้ค้าและผู้ผลิตสินค้าในเมืองไทยท่านมีมาตรการในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ให้สู้กับต่างชาติในกรณีนี้ได้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ