บัญญัติ เสนอปฏิรูประบบสุขภาพ เน้นกระจายอำนาจ-ดิจิทัล-คลินิกหมอครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

บัญญัติ เจตนจันทร์ อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข โดยเน้นการกระจายอำนาจสู่เขตสุขภาพ การใช้ระบบดิจิทัล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมห่วงปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังคนจากนโยบาย ก.พ. และเสนอให้ยกระดับคณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุขเป็น กสธ. เพื่อเสริมบทบาทบุคลากรสุขภาพ รวมถึงผลักดันการปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิผ่านการพัฒนาคลินิกหมอครอบครัว การผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 6,000 คนใน 5-6 ปี และเรียกร้องให้มีงบประมาณและนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เพื่อประกอบเป็นข้อสังเกตรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิรูป ประเทศ มาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ เดือนเมษายน ๒๕๖๒ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒ ท่านประธานที่เคารพ ในส่วนของแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขนั้น ทั้ง ๘ ประเด็น ผมมีความเป็นห่วงในบางประเด็นแล้วก็มีข้อสังเกตในบางประเด็นดังนี้ครับ

ในประเด็นปฏิรูปที่ ๑ เรื่องของระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ผมอยากจะ เรียนท่านประธานถึงคณะกรรมการว่าการกระจายอำนาจโดยการตั้งเขตสุขภาพ ทั้งเรื่องของ คณะกรรมการ เรื่องของกองทุนก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ แต่ผมเห็นในเอกสารนั้น ก็ส่วนใหญ่ก็ยังจะเขียนว่ารอดำเนินการอยู่ อยู่ในระหว่างดำเนินการอยู่ ผมว่าสิ่งนี้ โดยหลักการแล้วต้องมีการบันทึกไว้ให้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด การกระจายอำนาจจากกระทรวง ออกไปสู่เขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขนั้นมี ๑๒ เขตสุขภาพ ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ เขตสุขภาพ ต้องเน้นตรงจุดเป็นการกระจายอำนาจทางด้านสุขภาพครับ

ประเด็นสุขภาพที่ ๒ เรื่องของระบบดิจิทัล (Digital) มาใช้กับสุขภาพ ในส่วนนี้ จะช่วยลดระยะเวลารอคอย จะช่วยลดความแออัด ตรงนี้ต้องเขียนให้ชัดว่าจะกระจายแบบไหน อย่างไร แต่ก็อย่าให้ระบบดิจิทัล (Digital) มันใหญ่โตเทอะทะเกินไป เอาทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัล (Digital) แล้วก็ต้องคำนึงถึงประวัติส่วนตัวของแต่ละบุคคลด้วย

ประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เป็นห่วงกำลังคนด้านสุขภาพ นโยบายรัฐมนตรี หรือรัฐบาลดีขนาดไหนก็ตาม สุดท้ายก็ไปจนมุมที่ ก.พ. ไม่ยอมให้คน ผมก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว ก.พ. เป็นข้ออ้าง หรือ ก.พ. เป็นอุปสรรค หรือ ก.พ. คือทางออกกันแน่ ผมว่าในเมื่อหุ่นยนต์ ไม่สามารถแทนหมอพยาบาลได้ อย่าได้ประหยัดคนให้ระบบสุขภาพเลย เพราะว่าคนนั้น ยังต้องใช้คนในการดูแลสุขภาพอยู่ มองง่าย ๆ อนาคตครูจะมีน้อยลง สังเกตดูหลายโรงเรียน มีการควบรวม แล้วก็ในโรงเรียนก็ไม่ค่อยจะยอมเจียดเวลาให้คุณหมอไปสอนเรื่องสุขภาพ เพราะก็กลัวไปแย่งเวลาเรียนทางด้านอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาทางสุขภาพ ที่เรียกว่าความรอบรู้ทางสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นในข้อที่ ๘ นั้น ก็ตกมาอยู่ในมือของหมอ พยาบาลสหวิชาชีพ เพราะฉะนั้นในเมื่อครูลดลงก็มาเพิ่มแพทย์พยาบาล นักวิชาการ สาธารณสุขให้มากขึ้น ผมฝากตรงนี้ด้วย ถ้ามีปัญหาความสมดุลระหว่างข้าราชการ แต่ละกระทรวงก็ขอให้ยกฐานะเป็น กสธ. เสียเลย คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข เหมือน ก.ค. เหมือนข้าราชการตุลาการ หรือข้าราชการรัฐสภา เป็นต้น อันนี้เป็นห่วงว่า ก.พ. จะเป็นอุปสรรคหรือจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาการปฏิรูปด้านสาธารณสุข

ประเด็นปฏิรูปที่ ๔ ที่อยากจะมุ่งเน้นเป็นพิเศษ คือระบบบริการปฐมภูมิ แต่ไหนแต่ไรมากระทรวงสาธารณสุขมุ่งเน้นสุขภาพปฐมภูมิ ตอนหลัง ๆ ชักจะพูดกันน้อยลงไป มีหลายเรื่องให้พูดมากเกินไป ผมก็กลัวคุณหมอซึ่งเชี่ยวชาญทั้งนั้น จะหันไปรักษากันเสียมาก โรงพยาบาลต่าง ๆ เครื่องมือแพง ๆ ทั้งนั้น หันไปดูมะเร็ง หันไปดูผ่าตัดต่าง ๆ ส่องกล้อง เอาอุดตันจากสมอง จากหัวใจไม่พอ จะเอาสิ่งอุดตันในสมองออกมาด้วย ใช้เงินต้นทุนสูงมาก ทั้ง ๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ คือความรอบรู้สุขภาพไม่เพียงพอ ผมยังไม่เห็นนโยบาย ที่ชัดเจนทางด้านนี้ ในตารางที่เขียนไว้ในแผนปฏิรูป มักจะเขียนว่าอยู่ในระหว่างดำเนินการ เขียนมาเถอะครับ ผิด ๆ ถูก ๆ เขียนมาเถอะครับ อย่ากลัวผู้แทนในสภาจะวิจารณ์ เขียนมาเถอะครับ ในเรื่องงบประมาณก็เหมือนกัน ไม่ค่อยมีงบว่าให้ รพ.สต. ละ ๑ ล้านบาท ให้ไปเถอะ ๑๐,๐๐๐ แห่ง ให้ไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เขาพัฒนาแล้วอย่าไปคิดว่า จะให้พัฒนาเหมือนกันทั้งประเทศ ผมว่าประเทศไทยติดกับดักแผน หรือติดกับดักว่าทุกพื้นที่ ต้องเหมือนกัน อะไร ๆ ต้องออกมาจากส่วนกลาง จึงทำให้การกระจายอำนาจไม่กระจายจริง กระจายแล้วต้องมาถามกรมอีก กระจายแล้วต้องมาถามรัฐบาลอีกให้เขาคิดที่มันแตกต่างกัน เดี๋ยวเขาจะศึกษาดูงานกันเอง ใครเอาไปใช้แล้วที่ไหนเจริญให้มันแตกต่างกันเหมือน ระบบการท่องเที่ยวชุมชน แต่ละแห่งให้มีบริบทหรือคอนเทกซ์ (Context) ที่แตกต่างกัน ให้มีคอนเทนต์ (Content) หรือเนื้อหาสาระที่แตกต่างกัน ความแตกต่างกันนั่นละ เขาจะศึกษาดูงานกันเอง เพราะความกังวลว่าจะแตกต่างกันไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรม ไม่เท่าเทียม พยายามเขียนให้ทุกอย่างเข้าอยู่ในฟรีไซส์ (Free size) เหมือนกัน จึงทำให้ ทุกคนไม่สามารถมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ เพราะฉะนั้นระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ท่านต้องเน้นคำว่า คลินิกหมอครอบครัว ผมจะขอเป็นผู้แทนคนหนึ่งที่จะพูดแทน ระบบสาธารณสุขว่า พ.ร.บ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ปี ๒๕๖๒ มีหมอเวชศาสตร์ครอบครัว ผมเองเป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัวคนหนึ่งต้องผลิต ๖,๐๐๐ คน เขียนมาสิครับ แผนการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ๖,๐๐๐ คน ภายใน ๕ ปี หรือ ๖ ปี ปีหนึ่ง ๑,๐๐๐ คน ผมยังไม่เห็นได้ข่าวเลยว่าใครจะสนใจเรียน เพราะเรียนแล้วต้องไปอยู่ชนบท ให้ทุนหมออนามัย หนุ่ม ๆ ความคิดดี ๆ รักชุมชนให้เขามาเรียนหมอ ไม่ต้องต่อ ๖ ปีหรอกครับ ให้เขาต่ออีกสัก ๔ ปี แต่เขากลับไปต้องไปอยู่ชุมชนแล้วก็ต้องอยู่กับชุมชนให้ได้ เขาคือครูของระบบสุขภาพ ๑๐,๐๐๐ คนที่จะมอบหมายให้เขาดูแล รพ.สต. เรียกว่า ๑ กลุ่ม รพ.สต. เรียกว่า ๑ คลินิก หมอครอบครัว ก็คือทีมหมอครอบครัวนี้จะดูแลทั้งการให้ความรู้แทนคุณครูในโรงเรียน ที่ยุบไป ที่ควบรวมไป ดูแลสุขภาพการกินการอยู่ การปรับพฤติกรรมต้องอาศัยเขา ระบบสุขภาพปฐมภูมิถ้าแข็งแรงจริง ๆ รับรองการแออัดหรือการลดค่าใช้จ่ายในการรักษา โรคนั้นต้องลดลงไปอย่างแน่นอนครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ