สุรวิทย์ ชี้แผนปฏิรูปไร้ผล เร่งปรับด่าน-พลังงานสอดรับเกษตร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นรูปธรรมของแผนปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมานานแต่ยังขาดผลลัพธ์ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการตั้งด่านตรวจของตำรวจเพื่อความเป็นธรรมและลดภาระประชาชน รวมถึงหารือการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่ลดเป้าการผลิตเอทานอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และเรียกร้องให้บูรณาการนโยบายพลังงานกับการเกษตรอย่างรอบด้าน

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้ติดตามในเรื่องของความก้าวหน้าของแผนปฏิรูปประเทศ เท่าที่ติดตามดูมา ตั้งแต่เริ่มไม่ใช่เฉพาะในเรื่อง ๓ เดือนนี้เท่านั้น จะเห็นได้ว่าการปฏิรูปที่เราพูดกันมานั้น ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ยังไม่เห็นที่เป็นรูปเป็นร่างจากผลของการปฏิรูปเหมือนคล้าย ๆ กับว่าเป็นวาทกรรม เป็นนามธรรม เป็นการพูดเรื่องการปฏิรูปอาจจะหวังผลด้านอื่น ด้านการเมืองมากกว่าที่จะปฏิรูปจริง ๆ ผมกราบเรียนว่าในสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นการสร้าง วาทกรรมทางการเมืองเรื่องของการปฏิรูปนั้นก็เพราะว่าเริ่มมีการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปจริงจัง ในช่วงของปลายปี ๒๕๕๖ ช่วงที่มีวิกฤติทางการเมืองตอนท้ายของรัฐบาลของ อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พอมีเหตุการณ์ในที่สุดก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ปกติแล้วหลังจากยุบสภาก็จะมีการเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน แต่ก็มีกลุ่มคนที่มาคัดค้านไม่ให้มีการเลือกตั้งก็อ้างให้ปฏิรูปก่อนจึงเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่ ไม่ชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปอะไร จะใช้เวลานานเท่าใด และในที่สุดก็มีการปฏิวัติรัฐประหาร ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หลังจากนั้นก็มีรัฐบาล คสช. เข้ามาบริหาร หลังจากปฏิวัติได้ ๕-๖ เดือนก็มีการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้น ๒๕๐ คน คล้าย ๆ สอดคล้องกับที่พูด มีกลุ่มคน ที่มาพูดก่อนปฏิวัติว่าจะต้องมีการปฏิรูปก่อน หลังจากนั้นอีกเกือบ ๑ ปีพอสิ้นสุดของ สปช. สภาปฏิรูปแห่งชาติก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมาแทน มีการทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน ไม่ว่า สปช. ไม่ว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปก็ล้วนแต่ได้ใช้เงินไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นอื่น ๆ จำนวนมากทีเดียว จนในที่สุดก็มีคณะกรรมการปฏิรูปเกิดขึ้น ๑๒ ด้าน บางอันก็มีคณะกรรมการแล้ว บางอันก็มี ไม่ครบ แต่ผลที่ออกมาไม่มีครับ ผลการปฏิรูปไม่ได้ปรากฏให้เห็น ที่พูดคุยกันบ้างก็มีการ ปฏิรูปตำรวจ เห็นมีการพูดกันฮือฮาตั้งคนนั้นตั้งคนนี้ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ พูดกันไม่นาน เงียบไป แต่ผมก็อยากกราบเรียนถึงแม้จะปฏิรูปหรือไม่ปฏิรูปก็ตามก็กราบเรียนว่าในเรื่อง ของการปรับโครงสร้างเพื่อจะลดการวิ่งเต้น การเล่นพรรคพวก การเข้าสู่ตำแหน่งนั้นยังมีอยู่ เหมือนเดิมสามารถที่จะทำได้ แก้ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการปฏิรูปไม่ต้องรอปฏิรูปเรื่องเหล่านี้ ให้ดำเนินการแก้ไข เรื่องของตำรวจนั้นผมกราบเรียนแบบนี้ว่าในส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเอาใจใส่ขยันขันแข็งส่วนใหญ่ก็ดี แต่ก็มีบางเรื่องที่พี่น้องประชาชนได้มา ร้องมากเลยว่าเดือดร้อนลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งด่านตรวจของตำรวจ การตั้งด่านตรวจของตำรวจนั้นก็เข้าใจครับ มีวัตถุประสงค์มีเหตุผล แต่ว่าในทางปฏิบัติจริง กลับจะทำให้ประชาชนคนสุจริตส่วนใหญ่เดือดร้อน เมื่อเทียบกับผลที่ได้จากการตั้งด่าน นักเรียนไปโรงเรียนมีเงินติดตัวไป ๕๐ บาท ๑๐๐ บาทก็พอผ่านด่านเสร็จไม่มีเงินไปกินข้าว ผมเห็นรถกระบะเก่า ๆ มีคนยากคนจนจะค้นมากกว่ารถธรรมดาอีก ผมก็สงสารในฐานะ ที่เป็นคนไทย ฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับเจาะจงจะเอาใจใส่กับค้นรถ พวกที่ลำบากยากจนทั้งหลาย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรจะมีการปฏิรูป การตั้งด่านต่าง ๆ อยากจะให้มีกฎมีเกณฑ์ให้ชัดเจนครับว่าจะตั้งได้ อย่างไร ที่ไหน มีใครเข้ามาดูแลบ้าง จะมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมได้หรือไม่เพื่อที่จะให้การ ดำเนินการต่าง ๆ นั้นเป็นไปโดยราบรื่นแล้วก็เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน

อีกด้านหนึ่งครับด้านพลังงาน ผมกราบเรียนว่าเรื่องพลังงานนั้นประเด็น ปฏิรูปที่ ๑๒ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานภาคขนส่ง มีการปรับบอกว่าจะปรับข้อมูล ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ผมกราบเรียนว่าในเรื่องของการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก เออีดีพี (AEDP) มีการปรับแผน คือเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับทางการเกษตรด้วย เดี๋ยวนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรากำลังหาวิธีแก้ไข วิธีแก้ไขวิธีหนึ่ง คือนำสินค้าเกษตรเอามาทำเป็นพลังงานทดแทนเป็นเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือพวกน้ำปาล์มต่าง ๆ นี้ ปาล์มดีเซล (Diesel) ต่าง ๆ แต่ปรากฏว่า แผนเออีดีพี (AEDP) ที่ ๒๐๑๘ ก็บอกว่าจะเพิ่มการผลิตเอทานอล (Ethanol) ขึ้นเรื่อย ๆ จนปี ๒๕๗๙ ก็จะมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน แต่พอมาปี ๒๕๘๐ ลดลงจาก ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ เป็น ๖,๖๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้ มีการใช้อ้อย ใช้วัตถุทางการเกษตรต่าง ๆ มาผลิตพลังงานลดลงจะมีผลกระทบกับเกษตรกร ซึ่งไม่มีทางเลือก ไม่มีทางไปครับ แต่ว่าในเรื่องดังกล่าวนั้นจะไปกลัวเรื่องรถอีวี (EV) กลัวต่าง ๆ นั้นอย่าเพิ่งกลัวมาก เพราะยังมีเวลา ผมดูแล้วยังมีเวลา

แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็ยังมีการตราพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ๒๕๖๒ ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๒ จะมีการลดการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาอุดหนุนพลังงานชีวภาพ ซึ่งจะมีผลกระทบกับเกษตรกรที่นำสินค้าทางการเกษตรมาผลิต เป็นพลังงานไม่ว่าจะเป็นปาล์ม เป็นมันสำปะหลัง หรือเป็นอ้อย เหล่านี้มีผลกระทบแน่ก็ยังดีที่ยัง มีบทเฉพาะกาลอยู่บ้าง แต่ก็ฝากไว้ในเรื่องของการปฏิรูปให้พยายามบูรณาการ ไม่ใช่ดูเรื่องพลังงานอย่างเดียว ให้ดูเรื่องอื่นประกอบด้วยอะไรที่พลังงานจะช่วยเรื่องการเกษตรได้ก็ควรจะดูนะครับ ควรจะหาวิธี ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน ผมเองผมก็เป็นห่วง ท่านก็เป็นห่วงนะครับ เราก็ฝากด้วยความตั้งใจอันบริสุทธิ์ ขอกราบขอบคุณครับ