สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หารือการใช้งบประมาณกว่า 7,372 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยภายใต้แผนปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะโครงการหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติเบอร์เดียวที่ได้รับจัดสรรงบ 3,140 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลแผนงานอย่างโปร่งใสและเร่งดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ มาปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ลดภาระผู้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก และผลักดันการปฏิรูปในด้านการคุ้มครองผู้ยากไร้ การยกระดับการประกันตัว การเปลี่ยนบทบาทตำรวจและพนักงานสอบสวน รวมถึงส่งเสริมแนวคิดการคืนทรัพย์ให้เหยื่อและใช้เทคโนโลยีติดตามผู้ต้องหาเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ผมจะพูดถึงเรื่องอยู่ ๒ แผนปฏิรูป ปฏิรูปแผนแรกก็คือแผนบริหารราชการแผ่นดิน มีประเด็นเดียวในแผนราชการแผ่นดิน คือไม่ลอกโจทย์ครับ เพราะเวลาน้อย ผมจะถูกปิดตอนอีก ๑๐ นาทีข้างหน้า เพราะรู้เป็นช่วง ๒ ทุ่ม ใครก็ไม่ชอบพูดช่วงนี้ เป็นแทกติก (Tactic) ของ ส.ส. ที่นี่ แต่จะพูดในประเด็นแรกเลยนะครับ เรื่องของเรื่องก็คือคราวที่แล้วได้นำเสนอเรื่องนี้คือเรื่องหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ เนชันนัล ซิงเกิล อีเมอร์เจินซี นัมเบอร์ (National single emergency number) เข้ามาในสภา คราวที่แล้วผมก็ถามเป็นหนังสือ ผมทำกระทู้ถามให้ลงราชกิจจานุเบกษาเรียนถึง ท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ ผมถามเป็นคำถามเลย ผมไม่ลอกโจทย์ รัฐบาลได้ดำเนินการ ภายใต้กรอบวงเงินข้างต้น มีแผนโครงการกิจกรรมใดบ้าง มีตัวชี้วัดอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบ ให้ภาคประชาชน ซึ่งสามารถว่าด้วยความชัดเจน ขอทราบรายละเอียด อันที่ ๒ ก็คือรัฐบาล สามารถเร่งกรอบนี้ได้เร็วกว่า ๕ ปีไหม อันที่ ๓ ก็คือสามารถเปิดเนื้อหาของแผนงาน โครงการนี้ได้ไหม ปรากฏว่าสภาตอบมาเป็นหนังสือ ๒ ฉบับ ฉบับสุดท้ายจากสภาตอบมาว่า นายกรัฐมนตรีจึงไม่สามารถตอบได้ภายในกำหนดเวลา และมิได้กำหนดเวลาว่าจะตอบเมื่อใด ผมฝากท่านประธานไปยังคณะทำงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอบมาเถอะครับ อย่างไรท่านก็ต้องตอบในสภานี้นะครับ เข้าเรื่องครับ เรื่องอีเมอร์เจนซี (Emergency) เบอร์เดียวแจ้งเหตุฉุกเฉิน ผมกราบขอบคุณที่ตัวคณะยุทธศาสตร์เองได้นำ แผนปฏิรูปอันนี้เข้ามา แต่สิ่งสำคัญก็คือใช้เงิน ๗,๓๗๒ ล้านบาท ก็งง ๆ ตอนแรกผมถามไปว่า ใช้เงินที่ไหน เพิ่งถึงบางอ้อครับ เงินนี้เอามาจากไหนครับ เอามาจากกองทุนวิจัยครับ ท่านครับ ไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ เป็นเงินลูกสั่งแม่ให้แม่จ่าย พ่อไปบอกแม่บอกให้แม่ ช่วยไปจ่าย พ่อบอกว่าอนุมัติให้แม่ไปเบิกเงินจากงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายคืนได้ ท่านไปดู เอกสารเล่มสีนี้ครับของสำนักงานกรรมการกิจการ หน้า ๑๕ ครับ ท่านอ่าน ถ้าใครยังไม่อ่าน ไปอ่านแล้วจะถึงบางอ้อ ผมไม่อธิบายนะครับ กว่าจะถึงบางอ้อว่านี่คือเงินที่อยู่นอกระบบ งบประมาณจริง ๆ แต่ยืมกันไปยืมกันมาแล้วก็ใส่กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา แต่ไม่เป็นไรครับ ประชาชนได้ ผมก็อยากจะบอกเลยว่าเป็นเรื่องดีครับ แต่อยากจะให้ทำเร็ว ๆ หน่อยครับ ๓,๑๔๐ ล้านบาทจ่ายเลยครับ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อรัน (Run) โปรแกรมนี้เร็ว ๆ เพราะเทคโนโลยีมันรอใครไม่ได้ ขอบคุณครับว่าหมายเลขเดียวแห่งชาติ ฉุกเฉิน ล้อตามแบบของ อเมริกันชัด ๆ เลยครับ มาจากพระราชบัญญัติที่เรียกว่าเน็กซ์เจน (Next Gen) ๙๑๑ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเขายกระดับของหมายเลข ๙๑๑ ขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัติ แล้วออกว่าคุ้มครองประชาชนทั้งประเทศ เราก็ดีครับ เราก็ออกเหมือนกันครับ ก็แก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง .... พ.ร.บ. กสทช. เลยครับ โดยเฉพาะแก้เมื่อไรครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ครับ แก้ในมาตรา ๓๔/๑ มาตรา ๓๔/๒ เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรครับ ในมาตรานี้บอกเลยครับว่า กสทช. ต้องจัดการเรื่องนี้แล้วก็เป็นหมายเลขที่จะต้องให้การสนับสนุน รายละเอียดก็ปรากฏ ในพระราชบัญญัติว่า เพราะเพิ่งแก้เร็ว ๆ นี้ แก้เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ ประกาศใช้แล้ว แก้เลยครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อใช้เงินของ กสทช. ให้ได้ นั่นคือที่มา แต่สาระสำคัญของมัน ก็คือผมก็อยากบอกว่าสำคัญครับ เพราะว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่กำลังก้าวมาในหมวดของ ความหมายหรือนิยามศัพท์ของพระราชบัญญัติมุ่งเน้นอยู่ ๒ คำ คือผู้แจ้งกับผู้รับแจ้ง ถ้าอย่างนั้นผู้แจ้งกับผู้รับแจ้งเป็นสาระสำคัญเลยว่าจะต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยี ทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นระบบเทคโนโลยีทั้งหมดกราบเรียนเลยว่าในการแก้ไขปัญหาพวกนี้ มันจะต้องมีความสมาร์ต (Smart) รวดเร็ว โดยเฉพาะต้องคำนึงถึง สเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ก็คือตัวประชาชน และสำคัญมันเป็นเงินแผ่นดิน อย่าคิดว่ามันไปซุกอยู่ใน กองทุนวิจัย แล้วกองทุนวิจัยอนุมัติโดย กสทช. กสทช. อนุมัติ รัฐบาลให้กระทรวงการคลังยืม แล้วกลับมาใช้ใหม่ แล้วก็อนุมัติใหม่ แล้วก็กลับมาขอนำเสนอใช้งบประมาณแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติในอีก ๕ ปีข้างหน้าก็ไม่เป็นไรครับ ก็ว่ากันไป เพราะว่าเงินมันไปอยู่ที่นั่น แต่ประโยชน์ก็คงได้กับประชาชนแน่นอน ก็ขอให้เอาใจใส่เรื่องเงินนี้เป็นสาระสำคัญ ผมขอพูดไว้นิดหนึ่งก่อนครับแค่นี้ เพราะว่ายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ในยุทธศาสตร์ แล้วก็คง จะต้องติดตามเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาโดยเฉพาะการทำทีโออาร์ (TOR) สาระสำคัญ คือ ทีโออาร์ (TOR) เป็นหัวใจสำคัญจะต้องมีที่ปรึกษาประกอบด้วยการสนทนาธรรม แต่ก็เชื่อมั่นว่า กสทช. มีผู้เชี่ยวชาญเยอะ ก็ฝากทางรัฐบาลด้วยว่าขอทำให้ประณีตหน่อย ผมตามดูแน่นอนครับ ถือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงที่จะต้องตาม
สิ่งที่ตามมาอีกอันหนึ่งที่ค้างอยู่ ผมได้รับก็คือเรื่องของแผนปฏิรูป ในกระบวนการยุติธรรม ๑๐ ประเด็นครับ ใน ๑๐ ประเด็นนี่มี ๓๖ ประเด็นย่อย แล้วก็ ในเอกสารที่เล่มหนา ๆ มันมีแบงก์ (Bank) ไปแล้ว ๘ ประเด็นย่อยถูกทำแล้ว เหลืออีก ๑๘ ประเด็น อีก ๒๘ บอกว่ากำลังดำเนินการ ทีนี้ผมจะไม่ลอกโจทย์ใน ๑๐ ประเด็น ผมพูดรวมเลยว่าควรจะทำอะไรบ้าง เพราะว่าในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนี่มันเป็น หัวใจสำคัญก็คืออยู่ที่ประชาชน ประชาชนได้รับความอยุติธรรมมานานพอสมควร และสิ่งสำคัญคือหน่วยงานแรกคือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แล้วจะตกเป็นเหยื่อของสังคม ตลอดเวลา ผมว่าทบทวนได้แล้วครับปฏิรูปนี่ผมขอบคุณท่านประธานฝากไปถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เอาใจใส่ในเรื่องของการปฏิรูป ปฏิรูปตำรวจที่จริงรัฐธรรมนูญบอกให้เสร็จตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งตั้งใหม่ก็ไม่เป็นไรก็ถือว่า ค่อย ๆ ทำไป สำคัญคือสำคัญอย่างไรครับ สิ่งแรกก็คือเจ้าพนักงานส่วนใหญ่จะใช้ดุลพินิจ ฉะนั้นพื้นฐานของเจ้าพนักงานจะใช้ดุลพินิจที่ไม่ได้เป็นมาตรฐาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คดีที่กำลังรุมเร้ารุนแรง คดีกระทงลิขสิทธิ์เห็นไหมครับ กระทงลิขสิทธิ์เรื่องของประเด็น นิดเดียว แต่มันเป็นเรื่องลามใหญ่ เพราะว่าเป็นเรื่องของผู้มอบอำนาจ เป็นเรื่องของ การแจ้งความ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน เป็นเรื่องของเข้าไปจับกุม แล้วจับกุม ในประเด็นที่ทำมาหากิน แล้วยังมีผู้ยากไร้หรือคนที่ต้องการทำมาหากินในประเด็นนี้อีก เยอะแยะ อันนี้ผมก็ดีใจที่ทางกระทรวงยุติธรรมได้ส่งทีมเข้าไปแก้ไข จริง ๆ แล้วกระทรวง ยุติธรรมก็ต้องมีทีมฟาสต์ (Team Fast) ประเด็นพวกนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อน โดยเฉพาะ บางคนต้องอดอยากเข้าไปลักของในซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) หรือไปกระทำผิดทาง อาญา หรือจิตที่ต้องการอยู่รอดในสังคม เพราะว่าอดอยากไม่มีสตางค์ ไม่มีเงินจะซื้อของ ก็ต้องแบกหน้าเข้าไปหยิบลักเล็กขโมยน้อยเอามาเพื่อลูกอาจจะไปหยิบกระป๋องนมมา กระป๋องเดียว ๖๐ บาท แต่ก็ต้องติดคุกอย่างนี้ ทีนี้กระทรวงยุติธรรมต้องเปลี่ยนวิธีคิดครับ ต้องปฏิรูป แล้วสำคัญก็คือเรื่องของการติดตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสาระสำคัญ ในอนาคตข้างหน้า ก็ขอเลยว่าเรื่องการใช้แทร็กกิง (Tracking) แน่นอนในเอกสารบอกว่า ต้องแทร็กกิง (Tracking) เทคโนโลยีมาแล้วครับใช้บอต (Bot) ใช้เอไอ (AI) ใช้ บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เข้ามาบริหารจัดการ การตอบข้อร้องเรียนใช้บอต (Bot) ตอบก็ได้ การลงทะเบียน ก็ใช้บอต (Bot) ตอบได้ ใช้เอไอ (AI) บริหารจัดการได้หมด เทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลไก สมัยใหม่ แล้วที่สำคัญคือเพิ่มศักยภาพให้ในการทำงาน ผมยกตัวอย่างว่าในศาล ท่านเห็นไหมว่าบางคนไปขึ้นศาลจะเห็นท่านผู้พิพากษาท่านพูดและบันทึก แล้วมี เจ้าหน้าที่ไปพิมพ์ ผมว่าเทคโนโลยีไม่ต้องทำขนาดนั้น ผมพิมพ์เปเปอร์ (Paper) ที่วางอยู่บนโต๊ะ ผมใช้โทรศัพท์พิมพ์เป็น วอยซ์ คอมมานด์ (Voice command) พิมพ์ได้เลย แล้วตัวหนังสือ มันจะเรียง ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคอยบนหน้าบัลลังก์อย่างนี้มันก็ต้องเปลี่ยน กระบวนการ ยุติธรรมเปลี่ยนลดเวลาไปตั้งครึ่งหนึ่ง หน้าบัลลังก์มีหน้าที่ตรวจอย่างเดียว ตรวจคำผิด รูปแบบฟอร์ม ท่านก็พูดไปเครื่องก็พิมพ์ไป แล้วยิ่งเครื่องอีกหน่อยมันจะจำได้มั่นถ้าเสียง ซ้ำ ๆ มันจะจำได้มั่นว่าเป็นคำเวิร์ดดิง (Wording) อะไรจะถูกด้วย ใช้เทคโนโลยีเข้ามา แก้ไขครับ
แล้วในเรื่องของอำนาจ ฐานะของบุคคลที่อยู่เหนือความยุติธรรมต้องลดลง ในกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ยกย่องขุนศึก นายทุน เห็นหัวราษฎรผู้ยากไร้เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะผู้ที่จะมาขอบริการโดยความเท่าเทียมไม่ถึงกัน ผมก็ยกตัวอย่างไปคราวที่แล้ว เรื่องการประกันตัว คนจนควรมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวยกระดับมากกว่าคนมีสตางค์ ถ้าอย่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเองจะต้องถูกพัฒนา เซอร์วิส มายด์ (Service mind) ต้องซ้อนขึ้นไปเพื่อดึงเขาให้ได้รับการประกันตัว จริง ๆ แล้ว ในชั้นพนักงานสอบสวนนี่ผมว่าเลิกการคุมตัวผู้ต้องหา ยกเว้นคดีที่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์ หรือคดีรุนแรงอุกฉกรรจ์พาไปศาลเลยครับไปขอฝากขังที่ศาลเลย แล้วจะเรียกมาสอบทีหลัง ก็ว่ามาเปลี่ยนกฎหมายเลยครับ นั่นก็จะดีกว่าจากการที่จะให้เอาโอกาสตรงนั้นเป็นข้อต่อรอง ของเจ้าพนักงานกับเหยื่อ เหยื่อหมายถึงอาจจะเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาในคดีความผิด ที่เป็น พ.ร.บ. หลาย พ.ร.บ. จะถูกยื้อกันระหว่างห้องขัง ไม่อย่างนั้นยัดไปเข้าห้องขังก่อน นั่นคือประเด็นสำคัญ นั่นคือความยุติธรรมบนสถานี ในเรื่องของกระบวนการนี้นะครับ หรือกระบวนทัศน์ในเรื่องการกระทำความผิดซ้ำ แทร็กกิง (Tracking) ใช้ได้แน่นอน ผมอยากให้ยกระดับตำรวจศาล ตำรวจศาลต้องออกไปอย่าอยู่ในออฟฟิศ (Office) อย่าอยู่ แค่ติดตามต้องออกไปดูหรือกำกับผู้ที่ประกันตัว หรือผู้ที่พ้นโทษมาจากเรือนจำจะต้องมี ระบบแทร็กกิง (Tracking) ใส่สายข้อมือ แทร็ก จีพีเอส (Track GPS) ว่าอยู่ในแอเรีย (Area) แล้วสามารถตรวจสอบได้ สามารถรายงานให้ชุมชนทราบ มีชุมชนเป็นชุมชนยุติธรรมอยู่ใน ชุมชนที่ตัวจำเลยที่พ้นโทษ หรือผู้ที่จะประกันตัวขอจากศาลจะไปอยู่ตรงนั้นให้ เช็กลิสต์ (Checklist) แล้วใช้แมป (Map) ดูว่าเขาออกจากแอเรีย (Area) ไหม มันก็จะทำให้ การกระทำผิดซ้ำตรวจสอบได้ง่ายว่าเขาทำหรือไม่ทำ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเยียวยาจะเห็น มีคดีสำคัญคดีหนึ่งที่กำลังดังมาก ๆ คดีแชร์ เลิกครับ เลิกคอนเซ็ปต์ (Concept) ที่ว่าจะต้อง ตามจับผู้ต้องหาก่อน สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเปลี่ยนวิธีคิดครับ สิ่งแรกผมบอกเลยว่า ต้องตามหาเอาทรัพย์คืนให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของคดีเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์เป็นอันดับแรก เปลี่ยนวิธีครับ กรมบังคับคดีที่อยู่หลังบ้านต้องออกมารุกข้างนอก มายื่นคำร้องต่อศาล โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์อย่างคดีแชร์ลูกโซ่ที่เกิดขึ้นดัง ๆ อยู่ รู้ว่าเสียหายจำนวน เท่าไร สิ่งแรกคือพนักงานสอบสวนต้องตามไปยึดทรัพย์ ยึดทรัพย์แล้วขายทอดตลาดให้ได้ ได้ทรัพย์เท่าไรให้กรมบังคับคดีดำเนินการจัดเก็บทำสารบบเรียบร้อยแล้วก็คืนเงินตรงนี้ให้ไป ถ้ามีการพิพาทกันแพ้ค่อยว่ากันทีหลัง แต่ได้รับการชดใช้ นี่คดีทรัพย์นะครับ ตั้งแต่ คดีลักวิ่ง ชิงปล้น ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ก็ต้องทำแบบนี้ ผู้ต้องหาต้องถูกยึดทรัพย์ก่อน แล้วคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายถูกกระชากทรัพย์ ๒๐,๐๐๐ บาท ค้นบ้านผู้ต้องหา ได้ตู้เย็น ได้แอร์ ได้ทีวียึดมา ๒๐,๐๐๐ บาทขายทอดตลาดให้กับผู้เสียหายไป นั่นคือสิ่งที่ ฟันต่อฟัน ตาต่อตาต้องเกิดขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดครับ ผมเคยทำตอนเป็นข้าราชการ ผมทำ โครงการโครงการหนึ่งคือเที่ยวไปตามหาทรัพย์ที่ตกอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ จากร้านค้าของเก่า แล้วเอามาเก็บแล้วก็มาตรวจสอบว่าเป็นของใคร โทรไปตามเจ้าของทรัพย์มาเอาคืนครับ ดีใจทุกคน รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าสถานีตำรวจลองไปเช็ก (Check) สิครับใช้ระบบ เทคโนโลยีเช็ก (Check) เลย เรียกบริษัทมาเช็ก (Check) แล้วก็คืนเขาไป ไม่ใช่กองไว้ โดยไม่ใช้ศักยภาพของเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานผู้ยึดเพื่อคืนทรัพย์เขา ประเด็นสำคัญคือผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ตำรวจจับผู้ต้องหาหรอกครับ ต้องการ ทรัพย์คืนก่อนเป็นอันดับแรก และประเด็นถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย รัฐเองต้อง เยียวยาด้วยการชดใช้ค่าเสียหาย ค่าที่เขาไม่ได้ทำงาน ค่าต้องหาที่ซ่อนเร้นให้เขา ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการข่มขืนการทำลายตัวบุคคล พวกนี้มันจะต้องถูกกลับเปลี่ยนแล้วครับ ต้องออกกฎหมายครับ พูดง่าย ๆ ประชาชนจะได้ชื่นชอบวิธีคิดใหม่ อันนี้เขาเรียกว่าปฏิรูป ไม่ใช่ปรับเปลี่ยนพัฒนา มันปฏิรูปครับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย แล้วชาวบ้านชอบ แน่ ๆ ผมยืนยัน กรมบังคับคดีออกมาทำงานได้แล้วครับ ไม่ใช่อยู่หลังบ้านการปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ของพนักงานสอบสวน ระยะของพนักงานสอบสวนต้องเปลี่ยนครับ สิ่งสำคัญ ทุกวันนี้พนักงานสอบสวนบนสถานี ผมบอกได้เลยว่าจะมาเข้าเวรออกเวรแล้วก็หมุนกัน ไปเปลี่ยนครับ พนักงานสอบสวนต้องมีให้เพียงพอ มีอุปกรณ์รถรามาให้เขาใช้ตลอดเวลา หมายความว่าล้อหมุนเมื่อไรเขาจะต้องมีเงินมีน้ำมันไปบริหารจัดการ ไปบริหารจัดการในกิจกรรมของเขาอย่างรวดเร็วนะครับ แล้วต้องให้เพียงพอ ให้เขามา ทำงานปกติ ๘ โมงเช้าถึง ๔ โมงเย็น ส่วนเวรก็เวร เพราะว่าเขาจะมีภารกิจหลังจาก สำนวนอีก ท่านเชื่อไหมครับว่าสำนวนคดีไม่รู้ตัวนี่เยอะมาก และเสียเวลากับการที่ พนักงานสอบสวนต้องทำ แก้ครับ สำนวนไม่รู้ตัวนี่เปลี่ยน ป.วิอาญา ๑๔๐ (๑) ให้เป็นดิจิทัล แค่กรอกข้อมูลอยู่ในแพลตฟอร์ม (Platform) แล้วเก็บเรกคอร์ด (Record) เพื่อทำอะไร เก็บ ๑. ผู้เสียหาย ทรัพย์ที่ถูกเสียหาย สถานที่ และคนร้ายที่มีตำหนิรูปพรรณ ถ้าไม่มีเก็บเลยครับ แล้วก็สั่งสำนวนแบบใหม่เลย ไม่ต้องส่งอัยการ เก็บที่โรงพักเลย เพียงแต่ถ้ามีฝ่ายสืบสวน ต้องทำต่อ อีก ๓ เดือน อีก ๖ เดือนก็ว่าไป แล้วมันจะไม่รกบนสถานีพนักงานสอบสวน จะเอาเวลาตรงนี้ไปทำอะไรครับ ไปทำสำนวนที่มีตัว แล้วมีตัวแบบมีคุณภาพ มีพยาน หลักฐานครบถ้วน พยานแวดล้อม พยานบุคคล พยานทางเทคนิค และสุดท้ายจริง ๆ โดยเฉพาะประเด็นของเรื่องดิจิทัล ดิจิทัลมันไม่ใช่นิติวิทยาศาสตร์ มันเป็นนิติวิศวกรรมศาสตร์ นิติบวกกับโครงสร้างทางดิจิทัล เป็นอาร์คิเทกต์ (Architect) การออกแบบบนดิจิทัล นั้น คือ ๐ กับ ๑ เรียงร้อย แล้วรัน (Run) ออกเป็นภาพเป็นเทกซ์ (Text) เป็นวอยซ์ (Voice) นี่ คือโครงสร้างของมัน มันจะมีตัวที่จะต้องเอนโค้ด (Encode) ดีโค้ด (Decode) หรือแม้กระทั่งอะไรครับ ไอดี (ID) ของมัน ยูนิเวอร์ซัล ไอดี (Universal ID) ที่ติดกับแกดเจต (Gadget) พวกนี้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนจะต้องเรียนรู้ครับ มิใช่มีแค่นิติวิทยาศาสตร์ เพราะโลกสมัยใหม่มันเคลื่อนตัวแล้วนะครับ นั่นคือสาระสำคัญ ที่จะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาห่วงโซ่แห่งพยานโดยไม่ให้ปนเปื้อนนะครับ ห้ามปนเปื้อนเด็ดขาด โดยเฉพาะการหยิบเอาหลักฐานจากดิจิทัล อย่างเฟกนิวส์ (Fake news) นี่นะครับ ถ้าท่านก็อปปีไฟล์ (Copy file) นั้นออกมา ท่านต้องบอกเลยว่า บริสุทธิ์และเป็นออริจินัล (Original) ถ้าตราบใดถ้ามันไม่บริสุทธิ์จากแหล่งที่มาท่านเก็บ ไม่ถูกต้องมันก็คือการปนเปื้อนพยานหลักฐานนั้นจบนี่คือสาระสำคัญ สุดท้ายเลยครับ ในประเด็นที่จะฝากไว้ก็คือรัฐบาลกำหนดนโยบายแห่งอนาคตต้องเข้าใจประชาชนนะครับ ยึดโยงเป็นศูนย์กลางเพื่อบริการเท่านั้น เปลี่ยนจากการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนเป็นบริการ มายด์เซ็ต (Mindset) ต้องเกิดขึ้นนะครับ เจ้าพนักงานภาครัฐต้องมีความรู้ข้ามศาสตร์นะครับ แล้วก็ต้องเข้าใจเทคโนโลยีทุกระบบ ใช้เทคโนโลยีเป็น จะต้องรู้สึกที่ดี และสร้างผลลัพธ์ ที่เหมาะสมให้กับประชาชน วิชัน (Vision) ต้องก้าวไกลรักประชาชน ยึดโยงกับประชาชนนะครับ สำคัญที่สุดต้องมีใจเมเนจเมนต์ (Management) ในการบริหารเทคโนโลยีสมัยใหม่ สุดท้าย ครับ เข้าใจความหลากหลายของบุคคล ของชนชั้นของคนในกลุ่มความหลากหลาย เท่านี้ที่ รัฐบาลในอนาคตควรจะต้องทำกราบขอบคุณครับ