สงวน ชี้ปฏิรูปงบ-กฎหมาย ชัดไม่พอ หวั่นจำกัดบทบาทรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

สงวน พงษ์มณี ตั้งข้อสังเกตการปฏิรูปประเทศหลังปี 2557 โดยเฉพาะด้านงบประมาณและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามถึงความชัดเจนในการนำรายได้จากกองทุนต่าง ๆ เข้าสู่การบริหารตามมาตรา 53 และแสดงความกังวลต่อการจำกัดบทบาทรัฐสภากลางในกระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งหารือปัญหาการบูรณาการและการกระจายอำนาจในการบริหารราชการ โดยเสนอให้ทบทวนโครงสร้างคณะกรรมการและกระบวนการถ่ายโอนภารกิจที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

กราบเรียนท่านประธาน ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนสนใจเรื่องนี้มากตั้งแต่ การมารายงานครั้งแรก แล้วก็เสนอว่า ครม. ต้องมาด้วยท่านหนึ่ง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติโดยตรง วันนี้ดีใจที่อาจารย์ผมมา ผมก็ดีใจว่าท่านจะได้มารับฟังของเพื่อนสมาชิกและจะได้นำไป ปรับปรุงแก้ไข ท่านประธานครับ โดยรูปแบบก่อนนะครับ ผมตามตั้งแต่ท่านทำฉบับนี้ แถลงนโยบาย ท่านเขียนเรื่องการปฏิรูปไว้ในหน้า ๒๗ การปฏิรูปของภาครัฐ กระบวนการ ของภาครัฐไว้หน้า ๒๗ ผมตามดูว่ามันสอดรับกับเรื่องที่ท่านเขียนมารายงานคราวก่อน อย่างไรบ้าง ผมก็ไปดูว่าเล่มแรกดูจะอ่านง่าย มันชัดเจนว่ามีกี่อย่าง ตัวนี้นะครับ แต่เล่มนี้ ใหญ่มากครับท่านประธาน แล้วผมดูว่ามันเป็นรายละเอียดเหมือนกับท่านเขียน รายละเอียด เหมือนทำเอกสารงบประมาณเลยนะผมดู ท่านครับเป็นไปได้ไหม ถ้าเรามาคุยว่าตั้งแต่ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา มันมีกระบวนการ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจริง ๆ เรื่องไหนบ้าง ผมพูดตามเอกสารนะครับ แล้วสิ่งที่ผมพูดต่อไปนี้ ต้องถือว่าเป็นความเห็นทางกฎหมายของสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ในเวทีนี้นะครับท่านยังเป็น นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสภา หรือเป็นผู้มาชี้แจง เป็นกฤษฎีกา เป็นใครก็ตามนะครับ ในเวทีนี้ศักดิ์ศรีในการแสดงความคิดเห็นต้องถือว่าเราเท่ากันไม่มีถูกผิด ท่านประธานครับ ที่มีการปฏิรูปเพราะมันมีปัญหาใช่ไหมครับ เมื่อท่านปฏิรูปแล้วมันตอบสนองปัญหา แก้ปัญหาอะไร ท่านต้องตอบคำถามได้ด้วย วันนี้เราจะต้องดูหลาย ๆ อันว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเลยเขียนเล่มใหญ่มาก ผมกลับไปพบในมาตรา ๒๗๘ ท่านประธานครับของรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ดีมาก แล้วสั่งว่าต้องทำให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน ในมาตราไหนบ้างครับ ในมาตรา ๕๘ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ มาตรา ๕๘ ก็ปัญหาคือเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใช่ไหมครับ มีปัญหา ท่านก็บอกต้องแก้นะภายใน ๒๔๐ วันต้องทำกฎหมายอะไรให้เสร็จ แล้วก็บอกว่า สนช. ต้องพิจารณาภายใน ๖๐ วัน นั่นก็หมายความว่าปี ๑๐ เดือนต้องเสร็จ นี่คือการปฏิรูป ที่เป็นรูปธรรมที่สุด ในการปฏิรูปครั้งนั้นท่านดูนะครับ มาตราที่เขาบอกว่ามาตรา ๕๘ ท่านก็ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมการใช้ทรัพยากร ต่อมามาตรา ๖๒ เป็นกระบวนการจัดการ งบประมาณเรื่องการใช้เงินหลวง แล้วก็พอมาถึงมาตรา ๖๓ ก็คือเรื่องทุจริต เห็นไหมครับ นี่คือชุดความคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศเพื่อตอบสนองปัญหาที่ผมว่าได้ ๓ อย่าง แล้วในที่ท่านเขียนมาท่านครับ เป็นการตั้งใจเขียนที่ดีและมันมีรายละเอียดเยอะมาก ผมก็เห็นว่าท่านทำได้ ท่านก็ตอบคำถามที่พวกเราสงสัยคราวก่อนว่าไม่มีรายละเอียดใช่ไหมครับ แต่ถ้าหากเราจะอ่านให้เข้าใจว่าท่านทำอะไร ผมเอาอันนี้มาอธิบายเป็นข้อ ๆ เหมือนกับผม มาตอบคำถามกับอาจารย์ที่ว่าผมเอาอันนี้ให้คุณดู แล้วคุณมาสรุปให้ฟังสิไม่ใช่นะครับ ผมไม่ทำอย่างนั้นนะท่านครับ ผมกำลังจะบอกท่านว่า ท่านครับเอามาตราที่ผมว่ามาตรา ๖๒ ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงว่าท่านต้องสร้างใน ๒๔๐ วัน กฎหมายวินัยการเงินการคลังให้ออกมา ในปี ๒๕๖๑ เหมือนกัน หลังจากประกาศรัฐธรรมนูญท่านได้ออก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๑ ฉบับ ยกเลิก ๗ ฉบับ นี่คือการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ปฏิรูประบบงบประมาณเลยนะครับ แล้วก็มีกฎหมายวิธีการงบประมาณออกมาแล้วยังไม่พอ ในมาตรา ๖๒ มันเน้นหนัก ที่วินัยการเงินการคลังท่านครับ พอวินัยการเงินการคลังออกมาปุ๊บ แล้วนี่ท่านจะเห็นว่า กระบวนการงบประมาณที่เกิดขึ้นมันเริ่มเปลี่ยน มันเริ่มเปลี่ยน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไปเขียน ในมาตรา ๑๔๔ ผมตลกครับท่าน ตลกว่าการจัดทำงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ ภารกิจของรัฐสภาเลย สมาชิกจะทำอะไรไม่ได้หมด ผมว่าก็แปลกดี แต่ผมพูดเรื่องนี้ทำไม เพราะจะบอกว่าการปฏิรูปมันต้องปฏิรูประบบกฎหมายและปฏิรูปการทำงานด้วยครับ ผมเองจะพูดต่อเอาสาระในเรื่องเหล่านี้มาพูด ผมคิดว่าเราคงสื่อความหมายต่างกัน ผมจะเอา ปัญหารูปธรรมดีกว่า ท่านดูนะครับ ถ้ากฎหมายวิธีการงบประมาณออกใหม่แบบนั้น แล้วเขียนชัดเจนขนาดนั้น เขียนถึงเรื่องอะไรครับ เรื่องเงินงบประมาณเป็นอย่างไร หลายฉบับ ไม่ใช่เฉพาะฉบับนั้นนะครับ ตั้งแต่กฎหมายพัสดุแล้วเขียนหมดเลยว่าอะไรบ้าง ที่เรียกว่า เงินงบประมาณ เงินแผ่นดิน พูดถึงเงินงบประมาณ พูดถึงเงินนอกงบประมาณ พูดถึงการจ่ายเงินและพูดถึงอะไรครับ พูดถึงการจัดเก็บ ในประเด็นนี้ผมเรียนท่านประธานว่าผม จะคอยดูว่ากฎหมายวิธีการงบประมาณที่ทำอยู่ในมาตรา ๕๓ จะมีเงินก้อนหนึ่งที่เก็บด้วยรัฐอยู่ ในกระทรวงพลังงานมาเข้าในมาตรา ๕๓ ไหม ถ้าไม่เข้าท่านเก็บเงินได้ท่านจ่ายไม่ได้นะครับ เพราะตอนปี ๒๕๕๐ สมัยท่านสมัคร ผมถูกเชิญ เข้าไปในห้องว่าจะออกกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างไร เอาเงินกองทุนน้ำมันมาเป็น ตัวอย่างว่าใช้ไม่ถูกต้อง แต่วันนี้มาตรา ๕๓ ในกฎหมายงบประมาณกลับไม่มีเงินก้อนนี้ ไม่มีชื่อกองทุนนี้เข้าไปอยู่ เพราะไปปรับกฎหมายใหม่แล้วคงลืมเอาเข้าไป ท่านปรับกองทุนนี้ เป็นหน่วยงานของรัฐนะครับ เป็นกองทุนเขาเรียกว่านิติบุคคล เป็นกองทุนที่เป็นทางการ แล้วมีการเปลี่ยนกำกับโดยตรงของ ครม. เลย ผมถามว่าจ่ายเงินอย่างไร บอกว่าจ่ายเงิน ตามกฎหมายที่เขียนให้จ่ายได้ ท่านครับวันนี้สภาก็ต้องรับผิดชอบ เราอนุญาตให้กองทุนต่าง ๆ ตั้งขึ้นมาหมดเลย เป็นเงินเหมือนเงินนอกงบประมาณครับ แล้วก็เขียนกฎหมายให้เขา จ่ายเงินได้ด้วย แต่บังเอิญเมื่อออกกฎหมายวินัยการเงิน การคลัง มาแล้วมันกำกับว่า การจ่ายเงินต้องจ่ายแบบไหน ท่านครับตอนอธิบายตอนนั้นก็บอกว่าถ้าไม่นำเข้ามา ขออนุญาตจ่ายในสภา ต้องถือว่าเก็บได้จ่ายไม่ได้นะครับ ถ้าจ่ายได้ผมว่าองค์กรภาคเอกชน คงฟ้องรัฐมนตรีพลังงานกันเต็มไปหมด เพราะเงินนี้จ่ายทุกวัน เก็บทุกวัน เป็นเงินหลวง เก็บตามกฎหมาย แต่คุณนำไปไว้ในเล่ม เขาเรียกว่าเอกสารประกอบงบประมาณเล่มที่ ๕ แต่คุณไม่ได้อยู่ในกฎหมายวิธีการงบประมาณในมาตรา ๕๓ มันเกิดอะไรขึ้น ผมพูดเรื่องนี้ มันเกี่ยวกับสิ่งที่เราพูดกันไหม มันเกี่ยวครับ นี่คือกระบวนการสร้างกฎหมายเพื่อปฏิรูปประเทศ แล้วการปฏิบัติมันย้อนแย้ง ท่านเองมีหน้าที่โดยตรงในการแนะนำหน่วยงบประมาณ ทำในเรื่องนี้ เพราะในกฎหมายที่เขียนไว้ชัดเจนว่าท่านให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำ ในการจัดทำอะไรต่าง ๆ ด้วย ผมพูดประเด็นนี้เพราะว่าเป็นภารกิจของท่านนะครับ ต้องดูกฎหมายเป็นชุดกฎหมาย แล้วนำมาหาข้อมูลว่าหลักการทั่วไปมันคืออะไร เมื่อจัดทำ งบประมาณตามนี้จะต้องทำอะไรบ้างเป็นภารกิจของหน่วยงานของท่าน เขาเรียกหน่วยงาน ปฏิรูปนี้ครับ ท่านครับมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจนอกจากเรื่องกฎหมายเหล่านี้แล้ว ผมสนใจ อย่างนี้ ทุกหัวเรื่องที่ท่านเขียนในเล่มก่อนกับเล่มนี้ เล่มก่อนท่านจะชัดเลยว่าเรื่องนี้ทำอะไรมาบ้าง แก้ปัญหาอะไร และขณะนี้ดำเนินการอย่างไร บางช่องท่านก็บอกว่าขณะนี้ผ่าน สนช. แล้ว รอประกาศราชกฤษฎีกากฎหมาย หลายเรื่องท่านเขียนไว้ในเล่มหนึ่ง วันนี้ผมจะตามดูว่า เล่มใหม่ท่านบอกว่าเรื่องนั้นมันไปถึงไหนแล้ว เวลาคิดของผมผมคิดอย่างนี้ครับ

ผมสนใจเรื่องที่ ๒ เรื่องอะไรครับ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ หมวดงบประมาณก็เพิ่มเรื่องบูรณาการเข้าไป คือการทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าเป็นแนวคิด ของท่านรองแน่ ๆ เพราะท่านรองท่านมองอะไรในลักษณะบูรณาการ ท่านครับผมพูด เรื่องคณะกรรมการคณะหนึ่งให้เห็นว่าท่านควรจะปฏิรูปหน่วยนี้ไหม คือคณะกรรมการ กระจายอำนาจครับ ท่านคณะกรรมการ ท่านรองครับ ขออนุญาตผมเสียมารยาทที่พูดกับ ผู้มาชี้แจงมันต้องพูดกับท่านประธานนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่านอย่างนี้ กฎหมายกระจายอำนาจเฉพาะหมวดข้าราชการ ผมขอพูดกฎหมายฉบับนี้ให้จบก่อนนะครับ เฉพาะหมวดว่าด้วยกรรมการมี ๔ วงเล็บ มี ๓๖ คน ในมาตรา ๑๑ ถ้าผมจำไม่ผิดยังบอกว่า เวลาประชุมต้องมีเกินกึ่ง แล้วมันจะทำงานได้อย่างไรครับ เพราะมือหนัก ๆ ทั้งนั้น มาเป็นปลัดกระทรวง เป็นรัฐมนตรีทั้งนั้นเลย ทำอย่างนี้มันประชุมไม่ได้ ประชุมจังหวัด เรื่องการถ่ายโอน แม่น้ำปิงใหญ่มากอยู่ ๒ จังหวัด คุณโอนฝายให้กับทาง อบต. ฝั่งนี้เล็ก ๆ ทำไม่ได้ แล้วทำอย่างไรต่อครับ บอกว่าต้องประชุมที่กรรมการจังหวัด พออนุกรรมการจังหวัด ทำเสร็จเข้ามากรุงเทพก็ประชุมอนุกรรมาธิการอีกก็ไม่จบอีก เรื่องเข้าสู่สภาก็ผ่านวาระที่ ๑ ไปแล้ว ในช่องงบประมาณของใครครับ ของกรมชลประทานครับ ในที่สุดเป็นอย่างไร บอกว่าต้องถอนออก ผมว่าถ้าถอนออกขึ้นมาคงมีการฟ้องศาลปกครองว่าคุณทำอะไรกัน ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าผมสนใจกฎหมายวิธีการงบประมาณและผมสนใจกฎหมาย กระจายอำนาจมาก กฎหมายกระจายอำนาจมันอยู่ในเรื่องที่ท่านเขียนไว้ในเล่มใหม่นี้เลย บอกว่ากฎหมายใดที่มีอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศต้องแก้ คุณโอนผิดแต่คุณบอกแก้ไม่ได้ และใครรับลูกครับ สตง. รับลูก ทุกคนกลัวหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่แก้กฎหมายกระจายอำนาจในกระบวนการเหล่านี้นะครับ โอนผิดก็โอนใหม่ได้ แม่น้ำหลายจังหวัดโอนให้ท้องถิ่นไม่ได้ โอนให้จังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างไร ไม่ได้อีก โอนให้จังหวัดลำพูนได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันต้องสร้าง ๒ ฝั่งแม่น้ำ นี่คือการจัดการ งบประมาณโดยกฎหมายเก่า ต้องปฏิรูปแล้วครับท่าน ผมพูดประเด็นหลังชี้อย่างเดียว ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านว่าเราพบกันคราวหน้าอีก ๓ เดือน ขออะไรครับ ขอว่า ๑. ชุดความคิดกฎหมายเป็นชุด ๆ เหมือนผมบอกว่ากระบวนการงบประมาณ มันเปลี่ยนอย่างนี้ ชุดความคิดนี้จะทำอะไร และกฎหมายวิธีการงบประมาณออกมาอย่างนี้แล้ว ถ้าเป็นกฎหมายกระจายอำนาจล่ะ กระจายโอนไปแบบสูจิบัตรกีฬา ท่านประธานครับ หมายความว่า ๑๐ โมงประธานมาถึงให้ประธานไปยืนพักตรงนี้เลย แล้วก็มาตัดริบบิ้น แบบนี้ถึงเวลาปั๊บคุณโอนกิจกรรม คุณโอนกิจกรรมแล้วก็โครงการให้กับท้องถิ่น แต่คุณไม่ได้ โอนอำนาจให้เขา ผมเป็นท้องถิ่นถ้าผมทำไม่ได้เพราะเกินศักยภาพ ผมขอคนนั้นทำก็ได้ ขอคนนี้ทำก็ได้ อันนี้หน่วยงานไม่ว่าฟังก์ชัน (Function) ไหนพร้อมทำให้หมด มีเงินหมด แต่ทำไม่ได้เพราะบอกว่าโอนไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าที่โอนไปแล้วเต็มประเทศ มันผิดอย่างนี้ เท่ากับไม่ต้องพัฒนาเลยใช่ไหม บ้านผมต้องไม่มีน้ำกินใช่ไหม บ้านคุณต้องไม่มีน้ำใช้ใช่ไหม ที่ผมพูดทั้งหมดเหล่านี้มันต้องปฏิรูปในหนังสือที่เรามี สิ่งนี้ฝากไว้ว่าการกระจายอำนาจ คราวหน้าคุณจะปฏิรูปอย่างไร คณะมันใหญ่ทำไม่ได้หรอกครับ